หมดปัญญาออนไลน์ – modepanya online


มติชน

หมดปัญญาในมติชน 

หมดปัญญา…ปัญญาที่ไม่มีวันหมด

มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราๆ ท่านๆ ต่างจากสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นบนโลกเล็กๆ สีฟ้าใบนี้ นั่นคือ มนุษย์มีความฝัน

ที่หล่อเลี้ยงจิตใจให้มีความหวัง และสร้างสรรค์คำว่า ความพยายามที่จะไปให้ถึงฝั่งฝัน

แต่หลายครั้ง ฝันที่วาดไว้อย่างงดงาม ก็กลับกลายเป็นเพียงวิมานที่ลอยล่องอยู่ในอากาศเท่านั้น

เพราะความหมด หมดทั้งแรงใจ แรงกาย และหมดทั้งปัญญาที่จะต่อสู้กับความทดท้อ

แต่นั่นก็ไม่ใช่สภาวะที่ทุกคนต้องเป็นไป

เพราะยังมีอีกหลายคนก็ไม่ได้เพียงแค่ทักทายกับความฝันแล้วโบกมือลา ความหมดทุกประการไม่สามารถทำร้ายและทำลายกำลังใจของแรงฝันลงได้

อย่างหนุ่มสาวทั้ง 7 คนนี้ วรวิช ทรัพย์ทวีแสง,เวสารัช โทณผลิณ,ณ พงศ์ วรัญญานนท์,ภัชภิชา ฤกษ์สิรินุกูล,ภรพัสุ สร้อยระย้า,เกริกเกียรติ ด้วงชนะ และ จตุพร ปทีปะปานี ที่ร่วมกันทำให้สิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องอุดมคติ กลายเป็นจริงขึ้นมา

ถึงแม้ต้องเจอกับขวากหนาม ที่คอยเกี่ยวเนื้อตัวให้ได้แผลได้เลือดซิบๆ อยู่ร่ำไป แต่ก็ไม่เคยทำให้พวกเขาถอดใจสู้ และวันนี้นิตยสารชื่อเก๋สะดุดความรู้สึกอย่าง หมดปัญญา ก็ได้อุบัติขึ้น หมดปัญญา เป็นนิตยสารน้ำดีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และสาระแบบประเทืองปัญญา เรียกได้ว่าเป็นนิตยสารลำดับต้นๆ ที่หลายคนฝันอยากจะเห็นวางขายอยู่บนแผงหนังสือ

แต่ถ้าพิเคราะห์จากสภาพความเป็นจริงในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์ของไทยแล้ว บอกตรงๆว่ายากมาก

ยากทั้งจุดเริ่มต้น ที่จะหานายทุนใจดีที่ห่วงใยสังคมอย่างจริงจังจริงใจ (และมีเงินมากพอ) มาสนับสนุน

ยากทั้งที่จะฝ่าฟันนิตยสารอีกหลายสิบหัว ให้อยู่รอดได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย

เพราะอย่างนี้ ทีมงานจึงเลือกที่จะฉีกตัวเองออกมา ก้าวสู่สภาวะของนิตยสารออนไลน์รายสะดวกใน http://www.modepanya.com

เท่าที่เห็น ทีมงานแต่ละคนจะดูอายุยังไม่มากนัก ส่วนใหญ่อยู่ในหลัก 20 ต้นๆ แต่วรวิช บรรณาธิการของนิตยสารเล่มนี้ก็เล่าให้ฟังว่า แทบทุกคนล้วนแต่วนเวียนอยู่ในแวดวงสื่อสิ่งพิมพ์มาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งเป็น คอลัมนิสต์ เป็นกองบรรณาธิการในนิตยสารและสำนักพิมพ์ รวมถึงนักข่าว

แม้ว่าวรวิช จะเรียนจบมาในคณะวิศวกรรมศาสตร์ และ ณ พงศ์ จะเคยทำงานในฐานะกราฟิค ที่งานก็ดีเงินเดือนก็งาม

แต่ทั้งคู่ยอมเปลี่ยนชีวิตด้วยมือตัวเอง เพื่อขอก้าวเข้าสู่แวดวงวรรณกรรมอย่างเต็มตัว

พิสูจน์ให้เห็นถึงความรักในตัวอักษรอย่างชัดแจ้ง

“คิดมาตั้งนานแล้วว่าจะมีนิตยสารสักเล่มหนึ่ง ที่มีแนวคิดว่าจะมีการแบ่งส่วนของสารนั้นๆ ให้เป็น 3 ส่วนมีความจริง ความคิดเห็น และจินตนาการ แต่ก็เก็บไว้ในใจเรื่อยมา คือถ้าเราคนเดียวเราก็คงไม่ทำ แต่เรามาเจออีก 4 คนที่มีความฝันเดียวกัน คือเว (เวสารัช) ฮ้ง(ภัชภิชา) ปอ(ณ พงศ์)ด้วย” วรวิชเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ก่อนที่จะอธิบายเพิ่มเติมว่าสาเหตุที่ต้องแบ่งออกเป็น 3 ส่วนนั้นก็เพราะว่า….

“เคยทำนิตยสารเล่มแรกคือ Play on ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับศิลปะ ไลฟ์สไตล์ ทีนี้กอง บ.ก.ก็รู้สึกว่าหนังสือยังไม่ลงตัว เลยให้ทีมงานกลับไปคิดกันว่าควรจะเป็นยังไง เราก็คิดว่านี่เป็นการสื่อสารระหว่างคนอ่านกับคนทำ เพราะงั้นเบื้องต้นก็ต้องแบ่งสารออกมาเป็นความจริงกับความไม่จริง ง่ายๆ เมื่อได้ความจริงส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็ต้องไปโยงกับความคิดเห็น ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนตัว แต่ยังไม่ครอบคลุม ก็คิดว่าควรจะเป็นอะไรที่นอกกรอบออกไป เป็นจินตนาการ”

หลังจากที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนานพอตัว และเมื่อถึงเวลาเลือกสรรชื่อของนิตยสาร ชื่อเก๋ๆ อย่าง หมดปัญญา ก็เปล่งประกายเหนือชื่ออื่นกว่า 30 ชื่อในห้องประชุม MSN

ด้วยความหมายที่แตกต่าง

“คือใจเราอยากให้มีคำว่าปัญญาอยู่ในชื่อหน่อย ภูมิปัญญา เกิดปัญญา เชยแหลกเลย อะไรดีล่ะ อะไรปัญญาที่ฟังแล้วได้เลย” วรวิชย้อนนึกถึงตอนนั้น

“ชื่อเยอะมาก แต่ที่อ่านรวดเดียวแล้วติดก็คือหมดปัญญา แวบแรกที่เห็น สมองกลับไปคิดว่า เหมือนแทนตัวเรา แต่ละเล่มที่เราทำเราเขียน เราทำกันอย่างหมดปัญญาของพวกเรา ถ้าใช้ภาษาวัยรุ่น ก็ว่าไม่มีกั๊กเอาไว้เลย ปัญญามีเท่าไหร่ก็ใส่หมดเลย”เวสารัชอธิบายความรู้สึกของตัวเอง ก่อนที่จะมีเสียงแซวลอยมาว่า “นั่นวัยรุ่นแล้วนะ กั๊กเนี่ย”

“ไม่รู้เหมือนกัน รุ่นเดียวกับอยู่ไปก็ไลฟ์บอยน่ะ” เวสารัชสวนกลับทันที เล่นเอาเรียกเสียงหัวเราะได้รอบโต๊ะทีเดียว

แต่สำหรับวรวิชแล้ว หมดปัญญาของเขา เป็นความเห็นที่แตกต่าง

“คือเราคิดว่าเป็นหนังสือสำหรับคนที่หมดปัญญา ไม่รู้จะหาทางออกทางไหนแล้วไง ก็มาอ่านหนังสือจะทำให้คุณไม่หมดปัญญาแน่นอน”

ซึ่ง ณ พงศ์ก็เสริมมาว่า ชื่อนี้เมื่อเขียนเป็นภาษาอังกฤษก็ได้อีกความหมายหนึ่ง คือ Mode ปัญญา ความหลากหลายจึงขึ้นอยู่กับแต่ละมุมมอง

และนี่ก็ไม่ใช่แค่เปลือกนอกที่ดูดีเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นอีกไม่นาน หมดปัญญา ฉบับแรกก็ออกสู่โลกออนไลน์ ด้วยคอนเซ็ปท์หนักๆ อย่าง ภาษาไทย

“สรุปประเด็น แล้วทำเลย ไม่อยากรอนาน รอไปรอมาเดี๋ยวไม่ได้ทำ ค่อยไปลุยข้างหน้าดีกว่า” ณ พงศ์เปรย

“เราก็มาดูว่าความจริงของภาษาไทยเป็นไง แล้วแต่ละสาขาอาชีพคิดเห็นยังไงกับภาษาไทย แล้วจินตนาการว่าภาษาไทยจะเป็นอย่างไรได้บ้าง พาร์ทแรกๆ อาจจะดูเหมือนตำราเรียน ก็เพราะนั่นคือข้อเท็จจริง ซึ่งต้องมีเนื้อหาที่หนักๆ อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าหนักเลย เพราะก็พยายามกระจายทั้ง 3 ส่วนให้สมดุลและกลมกลืนกัน แต่เล่มแรกยอมรับนะว่ายังไม่ค่อยมีส่วนความคิดสร้างสรรค์ แต่เล่มถัดไปซึ่งเป็นคอนเซ็ปท์การ์ตูน จะเปิดรับงานสร้างสรรค์จากข้างนอกมาด้วย”

ในความเห็นของคนอ่านอย่างเรานั้น เท่าที่พลิกเปิดอ่านใน www. modepanya.com แล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับและชื่นชมคือเนื้อหาแน่นและลึกมาก โดยเฉพาะในด้านข้อเท็จจริง ที่สามารถรวบรวมเอาความรู้เกี่ยวกับภาษาไทยแทบทั้งหมดที่เด็กเอกภาษาไทยเรียนในระดับอุดมศึกษามาไว้ในนิตยสาร แสดงให้เห็นถึงการทำการบ้านอย่างหนักของทีมงานที่ไม่สามารถใช้อายุมาวัดได้ และในส่วนข้อคิดเห็นในการสัมภาษณ์นั้นยิ่งไม่ต้องห่วง คงต้องใช้คำว่ามืออาชีพเลยล่ะ เพราะทุกคอลัมน์สามารถดึงประเด็นที่แตกต่างและร้อยเรียงได้อย่างน่าสนใจ

ตลอด 200 กว่าหน้า ถ้าไม่ติดว่าต้องนั่งอ่านตัวอักษรไม่ใหญ่มากบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ จนแอบปวดหัวนิดๆ แล้วล่ะก็ นับว่าเป็นสารประโยชน์บนความรื่นรมย์ที่ใช้ได้ทีเดียว

แล้วทำไมไม่ทำในรูปแบบของนิตยสารทั่วไปนะ

“ใครบอกไม่อยาก” ณ พงศ์ย้อนถามกลับมา แล้วบอกว่า “จริงๆ แล้ว เราตั้งใจที่จะเพิ่มนิตยสารมีสาระเข้าไปในแผงอีกเล่มนะ แต่เราต้องเลือกทางที่ไม่ทำร้ายตัวเรามาก ที่ทำทุกวันนี้ก็เหมือนเอาค่าขนมตัวเองมาใช้ แล้วต้องแบ่งเวลาจากงานประจำมาทำด้วย เอาวะ ได้แค่นี้ก็เอาแค่นี้ก่อนแล้วกัน เราเข้าใจความเป็นจริงไง”

ความจริงที่ว่า….

“เราไม่อยากให้ทุนมาทำร้ายเรา ไม่ใช่ว่าเดินไปเสนอนายทุนเลย อยากให้เห็นตัวตนของเราก่อน เพราะนิตยสารในบ้านเรา ยอดขายแทบจะช่วยอะไรไม่ได้เลย ทำให้ต้องพึ่งโฆษณาโดยปริยาย แล้วบางทีนิตยสารอย่างเราที่มีประเด็นที่เชื่อมโยงถึงสังคม ก็อาจจะมีเนื้อหาที่ไปกระทบกระทั่งกับแหล่งเงินทุนได้” วรวิชอธิบายมาอย่างยาวเหยียด

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาตั้งใจจะให้หมดปัญญา อยู่ในสถานะของออนไลน์ตลอดไป

“จริงๆ อยากเข้าไปคุยกับพี่เช็ค (สุทธิพงศ์ ธรรมวุฒิ) นะ แต่ยังไม่เคยเข้าไปคุยจริงจัง ก็มองๆ ว่าถ้าพี่เช็คเป็นนายทุนให้เราก็คงจะดี” เรียกรอยยิ้มจากอีก 2 คนได้ทันทีเชียว แต่ทุกคนก็ยืนยันมาว่าคงจะยังยืนอยู่ในออนไลน์อีกสักพัก เพื่อยืนยันถึงตัวตนที่ชัดเจนของหมดปัญญา และเพื่อสร้างฐานคนอ่านให้เข้มแข็งมั่นคง

และถึงจะเป็นเล่ม หมดปัญญา ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด และถ้าเปลี่ยนนั่นก็หมายความว่า เป็นไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อคนอ่านเท่านั้น

แต่ละคนหน้าที่รับผิดชอบในงานประจำก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วยังต้องมาทุ่มเทให้กับเนื้อหาหนักๆ ของหมดปัญญาอีก เอาเวลามากมายที่ไหนมาทำกัน

“แต่ก่อนเคยใช้คำนี้ คำว่าไม่มีเวลา แต่ว่าเพิ่งเลิกใช้ไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง เพราะรู้สึกว่ามันไม่จริง” เวสารัชยอมรับ

“ทุกคนมีเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมง คนที่บ่นว่าไม่มีเวลากับเฮ้ยเวลาเหลือ ไปฆ่าเวลาดีกว่า นี่คือคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะแบ่งยังไง ถ้าแบ่งเป็นเวลาก็จะไม่เหลือไม่ขาด ก็อาจต้องสละเรื่องที่ส่วนตัวแล้วเห็นว่าไม่สำคัญสำหรับออกไปบ้าง เพราะเราไม่สามารถที่จะใส่หิน ทราย กรวด น้ำ ในเวลาเดียวกันอยู่แล้ว”

“มันสอดคล้องกับเรื่องความฝันนะ” วรวิชพูด

“นักฝันมีเยอะไง แต่นักจัดการฝันมีน้อย”

“เราเองก็ไม่ได้มีความมุ่งมั่นหรือทะเยอทะยานอะไรมากมายนัก ที่จะต้องทำความฝันให้ได้ แต่เรามองคนอื่นไง ที่บ่นว่าอยากทำโน่นทำนี่แล้วไม่ทำ สะท้อนว่าทำไมพูดอย่างเดียว เราเลยไม่พูดอะไรทั้งสิ้นทำไปเลย”

ณ พงศ์ก็พยักหน้าเห็นด้วย แล้วเล่าว่า ตัวเองก็ประสบปัญหาตรงนี้อยู่ไม่น้อย

“เราต้องให้เวลากับงานหลักก่อน เพราะถ้าเราไม่มีเงินก็ไม่สามารถมาทำความฝันเราได้ แล้วพอเวลางานหมดปุ๊บเวลาว่างที่เหลือก็มาทำหมดปัญญา มาเขียนคอลัมน์ หาข้อมูล เป็นศิลปะของการใช้เวลา”

“จุดเริ่มต้นของการเป็นนักจัดการฝันที่ดี คือต้องเป็นนักจัดการฝันให้ได้ก่อน อย่างตอนนี้เราก็อยู่ในห้วงที่ต้องสานต่อ” เวสารัชเล่า

เข้าตำรานับหนึ่งดีกว่าไม่ทำอะไรเลยเสียจริง

แม้ว่าวันนี้จะเพิ่งเป็นก้าวแรกๆ ของพวกเขา แต่นักจัดการฝันทั้งหลายก็มองไปถึงวันข้างหน้าว่า อยากจะให้หมดปัญญามีความมั่นคงในลักษณะขององค์กรที่สามารถดูแลตัวเองได้

“เราสัญญากันไว้เลยนะว่าจะไม่ทำแค่เล่นๆ แบบว่างก็ทำ แต่ทำจริงจังหวังให้อยู่นานๆ และเผยแพร่ไปในวงกว้าง นี่ก็มองไว้ว่าถ้าไม่หาทุนทำแบบวางแผง ก็จะทำในลักษณะของ Print on Demand พิมพ์ให้กับสมาชิกที่สมัครมา ดีกว่าเอาหนังสือมากอง ยับ แล้วก็ทิ้ง แบบนั้นมันเสียเปล่า เพราะกระแสตอบรับตอนนี้ก็ถือว่าดีนะ เดือนกว่ากับแสนกว่าคลิก แล้วมีฟีดแบ๊คตอบสนองกลับมาบางคนก็บอกว่าเนื้อหาสนุกดี มันดี บางคนก็ว่าหนักไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะถ้าทำงานแล้วไม่มีคนสนใจ ไม่มีใครแสดงความเห็น ทุกอย่างนิ่งสนิท เป็นเรื่องที่เลวร้ายสุดสุดสำหรับคนทำเลย” วรวิชเผยความในใจให้ฟัง

วันไหนว่างๆ ลองคลิกเข้าไปอ่านความฝันที่กลายเป็นจริงของเลือดใหม่ในแวดวงวรรณกรรมไทยที่ http://www.modepanya.com ดูนะ แล้วจะรู้ว่าทำไมนักจัดการฝันกลุ่มนี้ ถึงทำหมดปัญญา ให้กลายเป็นปัญญาที่ไม่มีวันหมดได้

ประจำวันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม 2550
ปีที่ 30 ฉบับที่ 10864

Advertisements







%d bloggers like this: