หมดปัญญาออนไลน์ – modepanya online


คุณสมบัติอันยอกย้อนและร่วมสมัยในเงาสีขาว

เงาสีขาว ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง

โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

ไม่ว่าผู้อ่านทั่วๆไปจะแปลกใจหรือไม่ กับคำนิยามบทสันปกของนวนิยายเรื่องหนึ่งซึ่งพิมพ์เป็นครั้งที่สองเมื่อตุลาคม 2550 โดยสำนักพิมพ์สามัญชน ว่า ‘นวนิยายร่วมสมัย’ แต่เชื่อว่าคงมีผู้อ่านส่วนหนึ่งที่รู้สึกแปลกใจว่าเหตุไฉนนวนิยายที่เริ่มเขียนตั้งแต่ปี 2526 สำเร็จในปี 2531 และกว่าจะได้ตีพิมพ์ครั้งแรกก็ในปี 2536 เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ฉาก ตัวละครในหนังสือเล่มนี้จึงยังขนานนามว่าร่วมสมัยได้อีก ทั้งที่ไม่ได้นำมาปรับแต่งอะไรใหม่อีกแล้ว

นวนิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส, สเปน, อังกฤษ นักวิจารณ์ชาวยุโรปต่างยกย่องให้เป็นผลงานชิ้นเอกของ ‘แดนอรัญ แสงทอง’ และเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 สาธารณรัฐฝรั่งเศสมอบเหรียญอิสริยาภรณ์ Chevalier des Arts et des Lettres ให้แก่เขาในฐานะนักเขียนชาวไทยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศฝรั่งเศส

‘เงาสีขาว’ เป็นเรื่องราวชีวิตของชายธรรมดาคนหนึ่งที่อยู่ในช่วงวัยเพิ่งแตกเนื้อหนุ่มจนถึงวัยค่อนชีวิต ซึ่งดูแล้วไม่มีความดีอะไรติดตัวและความชั่วก็มิได้ปรากฏ เขาพัวพันกับผู้หญิงหลายต่อหลายคนในเวลาที่ต่างกันบ้าง ในขณะเดียวกันบ้าง ลักลอบบ้าง จู่โจมบ้าง ตลอดระยะเวลาในชีวิตเขาผจญกับสำนึกด้านดีที่ต้องยับยั้งชั่งใจกับความคิดด้านเลวที่กระสันอยากไม่ต่างจากคนทั่วไป เพียงแต่อัตราส่วนของมันอาจจะแปรเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ชีวิตที่ได้พบเผชิญ จนสุดท้ายดูเหมือนว่าความคิดด้านดีจะมีปริ่มพอดีกับด้านเลว จากนี้ชีวิตเขาจะต้องเผชิญกับอะไรต่อไป และมันจะเปลี่ยนอัตราส่วนดี-เลวของเขาไปในทิศทางไหนกันแน่

ด้วยเรื่องราวของ ‘เงาสีขาว’ กำลังจะบอกเล่าชีวิตคนหนึ่งเกือบค่อนชีวิตจึงไม่ต้องแปลกใจที่นวนิยายเล่มนี้เป็นนวนิยายที่ยาวมากเรื่องหนึ่ง นั่นย่อมหมายความว่า หากจะให้ผู้อ่านติดตามไปจนจบเรื่องโดยที่เข้าใจและลึกซึ้งไปกับความรู้สึกรู้สาของตัวละครที่ต่อสู้กับตัวเองในเหตุการณ์ต่างๆของชีวิตที่กำลังประสบอยู่นั้น กลวิธีในการเล่าเรื่องต้องถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อดึงดูดให้ผู้อ่านไล่สายตาไปบนตัวอักษรจนจบเรื่อง ต้องทำให้น่าติดตาม ต้องทำให้ผู้อ่านซาบซึ้งไปกับความดีของตัวละคร และแขยงขยาดไปกับความชั่วร้ายของไอ้สัตว์นรกตัวหนึ่งได้ด้วย ซึ่งแดนอรัญก็ทำได้สำเร็จใน ‘เงาสีขาว’

แม้ว่า‘ความยาว’ ของ ‘เงาสีขาว’ จะเป็นอุปสรรคของผู้อ่าน แต่ความยาวก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของ ‘เงาสีขาว’ ที่จำเป็นต้องมี มิใช่เพราะมีเรื่องราวมากมายในชีวิตของหนุ่มคนนี้ที่จะบอกเล่าจึงต้องร่ายไปยืดยาว แต่ที่ ‘เงาสีขาว’ มีความยาวขนาดนี้นั้น ก็เพื่อที่จะแสดงให้เห็นความแตกต่างของ ‘ระยะเวลาที่ผู้อ่านอ่านจริง’ กับ ‘ระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์จริง’ ใน ‘เงาสีขาว’ ด้วย

ปกติแล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนิยายส่วนใหญ่มักจะยาวนานกว่าเวลาที่ผู้อ่านนั่งอ่าน ยกตัวอย่างเช่น ระยะเวลาในเรื่องผ่านไป 20 ปี แต่ผู้อ่านเพียงแค่พลิกไปสิบยี่สิบหน้าโดยใช้เวลาอ่านเพียงครึ่งชั่วโมงก็ทราบความเป็นไปทั้งหมดของตัวละครตลอด 20 ปีนั่นแล้ว แต่สำหรับ ‘เงาสีขาว’ นั้นกลับกัน ซึ่งตรงจุดนี้ผู้อ่านจำเป็นต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง และจุดนี้เองที่ทำให้ความยาวกลายเป็นเสน่ห์พอๆกับที่มันเป็นอุปสรรคของผู้อ่าน ‘เงาสีขาว’

ในขณะที่‘รูปแบบการนำเสนอ’ ที่แดนอรัญออกแบบมานั้นก็เป็นอุปสรรคของนักอ่านอีกด้วย เพราะผู้อ่านจะต้องเก็บเหตุการณ์จากคำพูดพร่ำบ่นก่นด่าสิ่งต่างๆนานาแม้กระทั่งตัวเอง มาเรียบเรียงเป็นเรื่องราวในความคิดของผู้อ่านเอง จำเป็นต้องแยกให้ออกว่าถ้อยประโยคไหนเป็น ความคิดของ ‘ฉัน’ หรือ ความคิดของ ‘แก’ เพราะจะทำให้เห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการตัดสินใจกระทำการในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในเรื่องได้ชัดเจน การกระทำเหล่านั้นทำลงไปด้วยความคิดแบบใด และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การกระทำตัวละครตัดสินใจทำตามความคิดนั้นมาจากความรู้สึกแบบใด ผู้อ่านจะเก็บเกี่ยวทั้งเรื่องราว ความคิด และความรู้สึกไปได้ทั้งหมดภายในประโยคเดียว รูปแบบเช่นนี้เองที่เป็นเสน่ห์พอๆกับที่มันเป็นอุปสรรคของผู้อ่าน ‘เงาสีขาว’

ส่วน ‘เรื่องราว’ ก็เป็นทั้งอุปสรรคและเสน่ห์ของ ‘เงาสีขาว’ อีกเช่นกัน เหตุการณ์ต่างๆใน ‘เงาสีขาว’ นั้นอาจไม่ได้การยอมรับจากผู้อ่านจำพวกหนึ่งซึ่งงับคำว่า ‘ศีลธรรม’ อยู่เต็มปากแต่ไม่เห็นความเป็นจริงในสังคมไทย บางทีอาจไม่เห็นหรือไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองก็ถือ ‘สาก’ อยู่ในมือด้วย และจะแสร้งทำท่าขยะแขยงมันราวกับว่าไม่เคยพบเคยเห็นสิ่งเหล่านี้ในสังคมไทย จึงทำให้ผู้อ่านเหล่านั้นไม่แยแสมัน และอาจจะเผานวนิยายเรื่องนี้ทิ้งเสียด้วยซ้ำ แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วในสังคมไทยก็ตาม

แต่สำหรับผู้อ่านที่มีทั้งกายและใจถึงพร้อมด้วยศีลธรรมไม่ว่าจะถือสากไว้หรือไม่ ทว่าเป็นผู้ที่เห็นความจริงที่เกิดอยู่ใต้พรมของสังคมไทย จะยอมรับเหตุการณ์เรื่องราวที่ดำเนินไปของ ‘เงาสีขาว’ ได้โดยไม่รังเกียจเดียดฉันท์มัน จะเข้าใจและยอมรับทุกปัญหาของสังคมไทยที่ได้จำลองไว้ในนวนิยายเรื่องนี้

หากผู้ใหญ่ซึ่งมีเยาวชนที่เป็นวัยรุ่นอยู่ในการปกครอง ตัดสินว่าจะต้องนำ ‘เงาสีขาว’ ให้ห่างจากมือเด็กของท่านให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อมิให้เอาเป็นแบบอย่างหรือเกิดความคิดที่เกินเด็กในด้านเพศ ฉะนั้นแล้วก็คงไม่ต่างอะไรกับการผลักให้พวกเขาเซถลามึนงงจนไม่เข้าใจความเป็นไปและความจริงของสังคม หรือแม้กระทั่งความเป็นธรรมชาติของตัวพวกเขาเอง ก็ลองคิดดูว่าเด็กในการปกครองของผู้ใหญ่เหล่านั้นจะอยู่กันอย่างไรและจะโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่อย่างไร

หากผู้ใหญ่ซึ่งมีหน้าที่หาแนวทางแก้ไขปัญหาสังคมเหล่านี้โดยตรง รวมถึงผู้ปกครองของเหล่าเยาวชนทั้งหลายนั้น มีปัญญา มีวุฒิภาวะและไม่หน่อมแน้ม ได้โอกาสซึมซับรับ ‘เงาสีขาว’ เข้าไปด้วยใจที่เปิดกว้างแล้ว มันจะเป็นประโยชน์ยิ่งถ้าได้นำปัญหาเหล่านั้นมาศึกษาหารากเหง้าต้นตอมันอย่างจริงจังแล้วหาวิธีถอนรากถอนโคนปัญหา หรืออย่างน้อยก็ป้องกันมิให้มันเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้ ‘เงาสีขาว’ ยังเป็นนวนิยายร่วมสมัยกับสังคมไทยโดยไม่ต้องผ่านการดัดแปลงเลยแม้แต่นิด

Advertisements


ใครหลงลืมอะไรบางอย่าง

we-forget-something1

เราหลงลืมอะไรบางอย่าง
เขียน: วัชระ สัจจะสารสิน
สำนักพิมพ์: นาคร
พิมพ์ครั้งแรก: มีนาคม 2551
ราคา: 160 บาท
วิจารณ์โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปี 2551 ของรวมเรื่องสั้น ‘เราหลงลืมอะไรบางอย่าง’ คงจะทำให้ผู้อ่านหลายคนไม่หลงลืมที่จะหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน มิฉะนั้นชะตากรรมของมันคงไม่ต่างจากรวมเรื่องสั้นของนักเขียนไทยคนอื่นๆ ที่ไร้ร้างผู้อ่านจนถือได้ว่า ผู้เสพเรื่องสั้นเป็นตลาดกลุ่มย่อย (niche market) ซึ่งไม่มีนายทุนทำหนังสือหน้าใหม่หน้าไหนสนใจจะลงทุนหากไม่รักในวงการนี้จริงๆ

จึงไม่ต้องแปลกใจว่ายังมีนักอ่านอีกหลายคนลืมที่จะหยิบรวมเรื่องสั้นเล่มนี้มาอ่าน แต่มันร้ายกว่านั้นคือนักอ่านเหล่านั้นไม่รู้จักรวมเรื่องสั้นเล่มนี้เลยต่างหาก ผู้เขียนไม่ได้เป็นทายาทของใครที่มีชื่อเสียง ไม่ได้เป็นคอลัมนิสต์ที่โด่งดัง และไม่ได้มีงานเขียนต่อเนื่องยาวนานมาเป็นครึ่งค่อนชีวิต ฯลฯ ผู้เขียนไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างจึงทำให้งานของเขาแม้จะได้รับรางวัลที่ปลุกกระแสได้ดีที่สุดในประเทศนี้แล้วก็ตาม ก็ยังเป็นงานที่ไม่มีใครรู้จักหรือสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการได้

เพราะงานของเขาไม่โดดเด่นพอ หรือเพราะนักอ่านไทยเป็นอย่างนี้ หรือเพราะไม่มีใครศรัทธากับรางวัลซีไรต์นี้อีกแล้ว 12 เรื่องสั้นของ ‘วัชระ สัจจะสารสิน’ ในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้จะเป็นคำตอบได้ดี

นักปฏิวัติ – ความหมายของคำว่าปฏิวัติในเรื่องนี้นั้นทุกคำเป็นความหมายในด้านบวกทั้งสิ้น แต่เรื่องราวสามารถแสดงให้เห็นถึงความโง่งมของตัวละครที่หมกมุ่นเรื่องราวของนักปฏิวัติในอดีต เรื่องได้ให้บทสรุปเกี่ยวกับการปฏิวัติของตัวละครเอง เป็นการฝากคำถามให้นักอ่านว่าแท้จริงแล้วการปฏิวัติเป็นสิ่งที่คิดวางแผนมาอย่างดีแล้วหรือเกิดขึ้นจากการเอาตัวรอดกันแน่

การนำเสนอรายละเอียดของฉากและชีวิตของตัวละครได้ขับเน้นความมีชีวิตได้ดีระดับหนึ่ง แต่สำนวนการรำพึงรำพันของตัวละครกลับทำให้ตัวละครกลายเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างไม่ค่อยจะมีชีวิต กลายเป็นตัวตลกตื่นตูมไม่เป็นธรรมชาติโลดแล่นอยู่ในฉากที่จัดไว้โดยมีผู้ชมอยู่อีกด้านหนึ่งและแทรกเสียงหัวเราะมาเป็นห้วงๆ

เรื่องเล่าจากหนองเตย – ประเด็นที่เรื่องนี้พูดถึงคือเรื่องของความคิดแบบฝังหัวของสังคมไทย โดยสื่อผ่านเรื่องเล่าอาถรรพ์บริเวณหนองเตย เรื่องดำเนินผ่านมุมมองผู้สังเกตการณ์ตั้งแต่ในวัยเด็กจนเติบใหญ่แต่ในด้านความคิดมิได้เติบโตขึ้นสักเท่าไร ดังจะเห็นได้ว่าแม้ผู้สังเกตการณ์จะผ่านเหตุการณ์ที่น่าโศกเศร้าจากการสูญเสียของน้าชัยแล้วก็ตาม ซึ่งน้าชัยก็ได้รับผลจากความคิดแบบฝังหัวจากกรณีสงครามและการต่อสู้ระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกันตัวผู้สังเกตการณ์เองก็ยังมีความคิดแบบฝังหัวในเรื่องอาถรรพ์ของหนองเตยฝังหัวอยู่ เป็นการเทียบเคียงให้เห็นความงมงายของความเชื่อของสังคมไทย แม้ว่าจะได้รับการศึกษาแล้ว หรือมีประสบการณ์ต่างๆ นานาที่ผ่านเข้ามาให้เรียนรู้แล้วแต่สังคมไทยไม่เคยเรียนรู้และนำมาปรับปรุงความคิดหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเลย ซึ่งจากประโยคสุดท้ายของเรื่องเหมือนผู้เขียนจะบอกกับผู้อ่านว่าผู้ที่มีความคิดแบบฝังหัวอยู่มักจะไม่รู้ตัวและก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับความคิดอันคร่ำครึของตนเองแม้แต่น้อย

หาแว่นให้หน่อย – สำหรับผู้ที่ไม่ได้สนในเรื่องการเมืองของไทยตั้งแต่อดีต เมื่ออ่านจบแล้วอาจยังไม่เข้าใจว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร ผู้อ่านจำเป็นต้องคิดตรึกตรอง เปรียบเทียบ และค้นหาความนัยอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งก็ยังเป็นความยากลำบากอยู่ดีที่จะเข้าถึงเรื่องสั้นนี้อย่างลึกซึ้งได้ ผู้ที่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเมืองไทยคงเข้าใจแค่เพียงว่าการทำรัฐประหารไม่ต่างอะไรกับการนอนทับแว่นครั้งแล้วครั้งเล่าจนมันต้องบิดเบี้ยวพังไป และเมื่อไม่มีแว่นสิ่งเดียวที่ชายคนนี้ทำได้ก็คือการระบายความกระสันตามที่ตัวเองต้องการเท่านั้นเอง

เพลงชาติไทย – ได้ถ่ายทอดให้เห็นความโหดร้ายและรุนแรงของสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรักชาติแบบคลั่งชาติ’ โดยผ่านการแสดงความเคารพเพลงชาติ โยนคำถามให้ผู้อ่านได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้วการแสดงออกซึ่งความรักชาติเป็นเช่นไร

ในวันที่วัวชนยังชนอยู่ – ผู้เขียนเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงโหยหาอดีต เรื่องราวอันเอื่อยเนือยในฉากงานประเพณีท้องถิ่นที่ของวันสงกรานต์งานรวมญาติที่เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝันขึ้น ผู้อ่านจะไม่ได้ขบคิดประเด็น หรือตีความอะไรต่อได้อีกนอกจาก อ่านเพื่อรับทราบคำพร่ำบ่นถึงความเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบัน เรื่องสั้นนี้เป็นเรื่องที่ง่ายเกินไปในการนำเสนอ ที่จับความแตกต่างของอดีตและปัจจุบันมาชนกันโดยที่ไม่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกใดๆ กับเหตุการณ์นี้ได้เลย

บาดทะยัก – เป็นเหตุการณ์ธรรมดาของสามีภรรยาคู่หนึ่งในช่วงเวลาก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์ เรื่องสั้นเรื่องนี้ก่อให้เกิดการตีความได้หลายชั้นความคิด เมื่อคิดตามเรื่องก็คงหนีไม่พ้นประเด็นความแตกต่างของการป้องกัน ความกลัวโรคติดต่อ ในช่วงเวลาก่อนและหลังมีเซ็กซ์ ความยับยั้งชั่งใจนั้นมักจะมาหลังจากการเสร็จกิจแล้ว หรือหากคิดตีความต่อในเรื่องความยั้งคิดของมนุษย์ขณะที่ตนต้องเผชิญหน้ากับความตาย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพ่ายแพ้ต่อความกระสันของตัวมนุษย์เอง ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าความตายอาจจะคลืบคลานเข้ามา ก้อนความคิดนี้สามารถนำมาเป็นตัวแปรและนำเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไปแทนค่าได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหน่วยเล็กที่สุดคือครอบครัว ในกรณีความซื่อสัตย์ต่อสามีหรือภรรยาของตน ไปจนถึงเรื่องระดับโลกอย่างกรณีโลกร้อนก็ตีความไปได้เช่นกัน ด้านตัวละคร คำพูด และพฤติกรรมก็เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาไม่ขาดเกิน นี่เป็นเรื่องสั้นที่ดีที่สุดในรวมเรื่องสั้นเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

ราตรีมีชีวิต – เรื่องราวของชนชั้นแรงงานในเมืองซึ่งเสมือนถูกบังคับให้เข้าสู่ระบอบทุนนิยมไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ตัวละครชั้นแรงงานเหล่านี้อยู่ในภาวะจำยอมและในขณะเดียวกันก็อาจมองได้ว่า การที่ตัวละครไม่พอใจและพยายามเหยียดตัวเองออกจากระบอบทุนนิยม ลึกๆ แล้วก็อาจมองได้ว่าเป็นการแสดงออกถึงความน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของผู้ได้รับผลประโยชน์จากระบอบทุนนิยม

วาวแสงแห่งศรัทธา – ยังมีบางช่วงที่เป็นน้ำเสียงของการสั่งสอนและบ่นโดยตรงสู่ผู้อ่าน แต่ก็นับว่าเรื่องสั้นนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในขั้นดีอยู่ ก็เพราะสื่อความรู้สึกของบรรยากาศความไม่ไว้วางใจแบบการเมือง การมีวาระซ่อนเร้นที่หาความจริงได้ยากจากปากนักการเมือง จนต้องใช้ความเป็นพ่อลูกในการเชื่อถือคำพูดกัน วาวแสงที่ว่านั้นอาจทำให้คนพวกหนึ่งมีความหวังอย่างแรงกล้าขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันก็จะทำให้คนอีกพวกหนึ่งหันหน้าหนีและเมินเฉยต่อมันได้เช่นกัน ด้วยว่าหมดหวังกับผู้คนที่อยู่ในชนชั้นปกครองของบ้านนี้เมืองนี้แล้ว

แก้วสองใบ – เป็นเรื่องสั้นที่นำสองเหตุการณ์มาเกี่ยวโยงกันด้วยการเปรียบเปรยแบบสัญลักษณ์ พูดถึงความคิดความรู้สึกของหญิงคนหนึ่งซึ่งมีบทบาทเป็นแม่ของลูกที่กำลังน่ารัก เป็นภรรยาของสามีที่สร้างปัญหาให้กับเธอตลอดเวลาในความเห็นของเธอ เธอจึงต้องตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ด้วยความรู้และการศึกษาที่เธอมี กลับได้จากการตัดสินใจเล็กของแม่บ้านที่บริษัท ซึ่งแท้จริงแล้วถ้าเธอใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาเรื่องแก้วของเธอก็จะได้แก้วทั้งสองใบกลับคืนมา เหมือนที่เธอไม่ต้องเลือกระหว่างลูกกับสามีของเธอ เรื่องราวสะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้วิชาชีพเพื่อเลี้ยงตัวเอง กับการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตมันเป็นคนละเรื่องกัน และผู้ที่มีการศึกษาสูงๆ ก็มักมีปัญหาชีวิตและตัดสินใจแก้ปัญหาในชีวิตไม่ต่างกับคนด้อยการศึกษา ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเรียนรู้การใช้ชีวิตมากกว่านี้ หรือว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่การศึกษาวิชาชีพนั้นต้องส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ชีวิตพร้อมกันไปด้วย

วิทยานิพนธ์ดีเด่น – แสดงให้เห็นลักษณะของผู้ที่มีการศึกษาในระดับสูงแลเป็นหัวกะทิคนหนึ่งซึ่งใช้สติปัญญาคิดวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ปัญหานั้นเป็นปัญหาที่มากระทบกับตนเองเท่านั้น พูดให้ง่ายคือ เรื่องสั้นนี้ได้แสดงให้เห็นความเห็นแก่ตัวของคนผู้มีการศึกษา แสดงให้เห็นตั้งแต่ระบบการคิด พฤติกรรมในการแก้ปัญหาของคนจำพวกนี้ซึ่งนับวันจะมีเพิ่มขึ้นในสังคมของเรา

ฟ้าเดียวกัน – เรียกว่าเป็นการแฉผู้ที่เรียกตัวเองว่านักปฏิวัติ แสดงให้เห็นเนื้อแท้ของผู้ที่ต่อต้านเผด็จการ ผู้ที่มีหัวใจเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มเปี่ยมหรืออย่างน้อยเขาก็แสดงตนว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นจากเมื่อครั้งอดีต แต่ยอมรับความแตกต่างของลูกตนเองไม่ได้ ผู้เขียนใช้รูปแบบในการนำเสนอความรู้สึกและภาวะจิตใจของลูกสู่ผู้อ่านได้อย่างน่าเชื่อ และก็สามารถทำให้ผู้อ่านคล้อยตามได้ว่าคนอย่างนักปฏิวัติผู้เป็นพ่อแท้ๆ นั้นก็สามารถกระทำการอย่างนั้นกับลูกของตัวเองได้จริง ก็ด้วยลักษณะของนักต่อสู้ที่เคยชินกับความเด็ดขาด ผู้มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม หัวเก่า และมีความยึดติดกับความคิดเก่าๆ ของตัวเอง

วันหนึ่งของชีวิต – ผู้เขียนเล่าเรื่องนี้อย่างไม่ได้ชี้นำให้โยงไปถึงเรื่องในความหมายหรือนัยยะอื่นใด นอกจากเล่าเรื่องโดยเริ่มต้นจากความตายในงานศพแม่ของเพื่อนและจบลงที่การระลึกถึงวันเกิดของตัวละครเอง โดยที่ระหว่างการดำเนินเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ตัวละครประสบสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนที่สุดคือ ความไม่แน่นอนของชีวิต น้ำเสียงของเรื่องเล่าโดยปราศจากอารมณ์ความรู้สึก เป็นเพียงการบรรยายเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้าตัวละคร เพื่อให้เดินเรื่องจนมาพบกับจุดที่ตั้งใจไว้ก่อนแล้วว่าจะให้เป็นจุดจบของเรื่อง จึงทำให้เรื่องสั้นเรื่องนี้ขาดชีวิตชีวาเหือดแห้งแล้งความรู้สึก เรื่องนี้ผู้เขียนน่าจะเขียนขึ้นจากการปั้นแต่งขึ้นล้วนๆ

โดยรวมแล้วรวมเรื่องสั้น ‘เราหลงลืมอะไรบางอย่าง’ ยังคงเน้นปลุกสำนึกอะไรบางอย่างกับสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง สำนึกเหล่านั้นมาจากความคิดของคนหัวเก่าที่ไม่ได้พบเจอสภาพสังคมแวดล้อมอย่างทุกวันนี้ เรียกว่าเป็น ‘สำนึกจากอดีต’ นี่อาจจะเป็นทางออกให้กับคนในยุคที่สังคมกำลังเปลี่ยนแปลง หรืออาจจะทำให้ถูกเบียดตกยุคไปก็ได้

แท้จริงนั้นไม่ใช่เพียงแค่ ‘สำนึกจากอดีต’ ที่อาจจะช่วยให้สังคมเราดำรงคงอยู่ได้อย่างปกติสุข ‘สำนึกในปัจจุบัน’ เป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะแท้จริงเราไม่ได้อยู่ในช่วงที่กำลังเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่อะไรก็ตาม แต่เราอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หรือใครว่าไม่จริง



ที่นี่ฉงนฉงาย ที่ไหนฉลาดเฉลียว —‘ที่อื่น’

ที่อื่น
กิตติพล สรัคคานนท์ เขียน
สำนักพิมพ์: ไชน์ พับลิชิ่ง เฮาส์
พิมพ์ครั้งแรก: มกราคม 2550
ราคา: 95 บาท
วรวิช ทรัพย์ทวีแสง วิจารณ์

กล่าวได้อย่างโดยรวมว่า รวม 12 เรื่องสั้น ‘ที่อื่น’ นั้น ได้นำภาษาอันเรียบง่ายธรรมดามาให้ออกมาในบริบทที่ซับซ้อน ซึ่งทำให้ยากต่อการทำความเข้าใจ อาจต้องใช้สมาธิอย่างสูงในการอ่านเพื่อเรียบเรียงเหตุการณ์ที่แสนจะธรรมดานั่นออกมาได้อย่างปะติดปะต่อ

การทำให้เรื่องราวธรรมดาให้กลับน่าสนใจขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่ต้องใช้ทักษะในการเรียบเรียง เพื่อได้เรื่องราวที่น่าติดตามและชวนผู้อ่านให้ได้เห็นมุมและประเด็นใหม่ของเรื่อง หรืออาจจะรวมความไปจนถึงการตีความด้วย เหมือนอย่างที่ ‘วาด รวี’ ผู้รับหน้าที่บรรณาธิการของรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ได้กล่าวชวนให้ผู้อ่านตีความไว้ดังนี้

“…รวมเรื่องสั้น ที่อื่น ที่ท่านกำลังจะได้อ่านนั้น ผู้เขียนเคยคิดจะใช้อีกชื่อหนึ่ง คือ อนาลัย แต่ไม่รู้ผู้เขียนนึกอย่างไรจึงกลับมาใช้ชื่อ ที่อื่น ซึ่งเป็นชื่อเดิมอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะเป็น ที่อื่น หรือ อนาลัย ล้วนเป็นชื่อที่ต้องตีความ…”

การตีความนั้นจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานที่เข้าใจเนื้อความของเรื่องนั้นเสียก่อน แล้วจึงนำเนื้อความนั้นมาขบคิดและตีความต่อความหมายที่แฝงไว้ หากแต่รวมเรื่องสั้น ‘ที่อื่น’ ได้สร้างอุปสรรคแก่ผู้อ่านในการเข้าใจเนื้อความเบื้องต้น ผู้อ่านบางท่านอาจอ่านไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย ซึ่งการจะทำความเข้าใจกับเนื้อความที่ผู้เขียนต้องการสื่อสาร ผู้อ่านต้องนำเรื่องราวเหล่านั้นมาเรียบเรียงในจินตนาการของผู้อ่านเองเสียใหม่อีกครั้ง

เมื่อผู้อ่านทราบเนื้อความต่างๆ ชัดเจนดีแล้ว เนื้อความเหล่านั้นก็มิได้มีการดึงดูดให้ผู้อ่านได้ตีความแต่อย่างใด เป็นเพียงเนื้อความเรียบๆ ง่ายๆ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมเมือง หรือจะเกิดขึ้นในบ่ายวันหนึ่ง ที่ร้านอาหารเศร้าๆ แห่งหนึ่งริมทางหลวงก็ได้ทั้งนั้น ซึ่งทำได้เพียงแค่ชวนให้ผู้อ่านเกิดความสงสัยเท่านั้น ว่าเหตุใดต้องเป็นเวลาบ่าย เหตุใดต้องเป็นในร้านอาหาร ร้านอาหารเศร้าๆ นั้นเป็นอย่างไร ทำไมต้องอยู่ริมทางหลวง เพราะมันอยู่ริมทางหลวงหรือมันจึงได้เศร้า เป็นต้น

เรื่องของการตีความนั้นขึ้นอยู่กับผู้เขียนว่าจะมีความสามารถในการแฝงความหมาย เพื่อตอบรับกับการตีความของผู้อ่านได้มากน้อยเพียงใด มิใช่แค่การสร้างความงุนงงสงสัยให้ผู้อ่านเพียงเท่านั้น

เรื่องราวใน ‘ที่อื่น’ นั้นไม่ได้ระบุว่าเกิดขึ้นที่ไหน ไม่มีแม้แต่ชื่อตัวละคร เป็นแต่เพียงคำสรรพนาม ‘เขา’ และ ‘เธอ’ ที่นอกเหนือจากนั้นจะบ่งบอกด้วยสถานะที่ตัวละครนั้นเป็น เช่น พ่อ, แม่, สามี, ภรรยา, เพื่อน, ตำรวจ, ทหาร, พนักงาน ฯลฯ แต่ละเรื่องสั้นได้พูดถึงความสัมพันธ์ของคน ความรัก ความตาย ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนไม่ว่าสังคมใดๆ ต้องพบเจอ โดยผู้เขียนได้เน้นไปที่มุมมองของชนชั้นกลางซึ่งเห็นได้ชัดเจนในเรื่องสั้นทั้ง 12 เรื่อง มีความเป็นไปได้ว่า ‘ที่อื่น’ แห่งนั้นคือ ‘โลกของชนชั้นกลาง’

เมื่ออ่านไปจนถึงเรื่องสุดท้ายแล้ว (เรื่อง ‘อนาลัย’) มีความโน้มเอียงทำให้ผู้อ่านคิดถึงเหตุการณ์ไม่สงบในภาคใต้ของประเทศไทยเรา แต่มิได้มีการระบุไว้เป็นข้อความหรือหลักฐานทางอักษรว่าผู้เขียนหมายความถึงเหตุการณ์ไม่สงบในภาคใต้ของไทย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเรื่องสั้นทั้ง 11 เรื่องเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ใดๆ เพราะไม่ระบุไว้ และไม่ชวนให้คิดถึงเหตุการณ์ใดๆ ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งโดยเฉพาะ

เรื่อง ‘อนาลัย’ นั้นได้ตีกรอบจินตนาการผู้อ่านเพื่อให้นำไปเติมลงในช่องว่างของเรื่องสั้นทั้ง 11 เรื่องก่อนหน้า คือ เรื่องทั้งหมดในเรื่องสั้นทั้ง 12 เรื่องอาจเกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทย หรือ เกิดในส่วนต่างๆ ของประเทศไทยนี่เอง

ซึ่งเมื่อผู้อ่านเป็นคนไทยได้อ่านรวมเรื่องสั้น ‘ที่อื่น’ ก็เป็นไปได้ง่ายที่จะคิดถึงสถานที่ใกล้ๆ ตัวอย่างแถวบ้าน หรือแถบจังหวัดของตัวเองอยู่แล้ว

เป็นไปได้ยากมากที่ผู้อ่านจะได้คิดถึงคำว่า ‘ที่อื่น’ ในความหมายของสถานที่ใดๆ ที่อาจมีหรือไม่มีอยู่จริง แม้เพียงให้ผู้อ่านคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในส่วนใดๆ ของโลกก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน

แต่มันได้มีการตีกรอบจินตนาการของผู้อ่าน(อย่างน้อยก็ผู้อ่านที่เป็นคนไทย)ให้แคบลงไปอีก ด้วยเรื่องสั้นเรื่องสุดท้าย ‘อนาลัย’ ซึ่งไม่ควรจัดรวมอยู่ในเล่มนี้ที่สุด

ปัญหาและความคิดเหล่านั้นไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นที่ใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ มันได้เกิดอะไรขึ้น แล้วส่งผลอย่างไรต่อผู้อ่าน ผู้อ่านสามารถจะรู้สึกได้แค่ไหน แล้วผู้เขียนเองได้เอื้อให้ผู้อ่านตีความเนื้อความเหล่านั้นมากน้อยอย่างไร

ในบรรดาเรื่องสั้นทั้ง 12 นั้นโดยตัวเนื้อเรื่องแล้วให้อารมณ์ต่างๆ กัน แต่ด้วยภาษาของผู้เขียนและการสร้างบริบทที่ใส่ความ ‘คิดมาก’ ลงไปอย่างเบียดแน่นของทุกประโยค ทำให้อารมณ์ของเรื่องสั้นทั้ง 12 นั้นออกมาในแนวเดียวกัน เป็นเสียงเล่าของผู้ที่รู้ที่เห็นทุกสิ่ง มีความฉลาดปราดเปรื่อง อาจเรียกได้ว่าเป็นเสียงเล่าของ ‘พระเจ้า’ ทำให้ในบางอารมณ์ก็แยกไม่ออกว่ากำลังอ่าน ‘คำเทศนา’ หรือ ‘เรื่องราว’ กันแน่

ผู้เขียนมีความโดดเด่นในด้านความคิดอันบรรเจิด หากได้สอดแทรกความคิดเหล่านั้นอย่างพอเหมาะพอเจาะและเติมความมีชีวิตของตัวละครให้โดดเด่นขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับความโดดเด่นของรูปแบบ จะทำให้งานของผู้เขียนมีความสมดุล และทำให้งานของผู้เขียนกระทบใจผู้อ่านได้มากขึ้น



กรณีที่ต้องศึกษาใน ‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’
5 มิถุนายน 2008, 5:26 pm
Filed under: - หนอนไชหนังสือ | ป้ายกำกับ: ,

กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ
เขียน: ชาติวุฒิ บุณยรักษ์
สำนักพิมพ์: หมูเพนกวิน
พิมพ์ครั้งแรก: ธันวาคม 2550
ราคา: 140 บาท
วิจารณ์โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

บนปกเป็นภาพแกะตัวเล็กลายเส้นสีเขียวนับสิบๆ ตัวหันหน้าไปท้ายซ้ายของปกเหมือนกันหมด มีเพียงแกะตัวเดียวที่หันหัวสลับด้านแถมยังเป็นลูกแกะสีทองตัวหนังสือประทับไว้ที่ตัวแกะว่า ‘รวมเรื่องสั้น’ ปกหลังมีแกะสีทองตัวหนึ่งพร้อมร่องรอยกัดกินบาร์โค้ดไปทำให้มันแหว่งวิ่นไป เพียงแค่ปกก็ทำให้เห็นถึงอารมณ์ขันซ่อนอยู่ของหนังสือเล่มนี้แล้ว

ผลงานลำดับที่สามของ ‘ชาติวุฒิ บุณยรักษ์’ เล่มนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศหนังสือเรื่องสั้นดีเด่น จากการประกวดหนังสือดีเด่นแห่งชาติประจำปีพ.ศ.2551 และนอกจากนั้นผลงานที่ผ่านมาก็มีรางวัลประทับตราทั้งสิ้น ลำดับแรก ‘ตำนานสุดท้าย-ไอ้มดแดง’ ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 20 เล่มสุดท้ายของการประกวดรางวัลซีไรต์ประจำปีพ.ศ.2548 ลำดับที่สอง ‘นาฏกรรมเมืองหรรษา’ ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทหนังสือรวมเรื่องสั้นจากการประกวดรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ดประจำปีพ.ศ.2550

‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’ บรรจุเรื่องสั้นจำนวน 10 เรื่องซึ่งสะท้อนย้อนแย้งของพฤติกรรมของคนในสังคมในสังคมที่แผ่ซ่านไปด้วยทุนนิยมเต็มขั้น ทุกสิ่งสามารถแทนค่าเป็นสิ่งของและเงินตราได้ แม้แต่สิ่งที่เป็นนามธรรมเช่นความศรัทธา ความรัก ความเชื่อมั่น ฯลฯ

‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’ อาจเรียกได้ว่าเป็นงานที่สร้างขี้นด้วยวิธี ‘จับผสม’ คือดึงประเด็นที่เรามักเห็นในรายการเล่าข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ นั่นเป็นคุณสมบัติที่นักเขียนผู้สร้างสรรค์เรื่องสั้นหรือนิยายต้องมี ยิ่งถ้างานนั้นออกมาในแนวทางของการสะท้อนสภาพสังคมแล้วนักเขียนต้องเป็นดั่งฟองน้ำดูดซับความเป็นไปของสังคมเข้าไว้ คุณสมบัติเหล่านี้ผู้เขียนมีอยู่เต็มเปี่ยมในตัว

คุณสมบัติเหล่านี้มีไว้เพื่อนำไปผลิตผลงานที่สามารถสะท้อนสังคมได้ถึงแก่น และบางทีอาจต้องมีทางออกให้กับสังคมแฝงไว้ให้ผู้อ่านได้กลับไปคิดต่อ ใน ‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’ นั้นผู้เขียนทำได้เพียงเสนอความเป็นไป เป็นความจริงเบื้องต้นที่ผู้ติดตามข่าวสารแม้ไม่ได้เป็นนักเขียนก็สามารถจินตนาการถึงได้

‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’ จึงไม่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เป็นเสมือนเพียงการเล่าข่าวให้มีสีสันด้วยแทรกตลกร้ายเข้าไปให้น่าติดตามเท่านั้น และความน่าติดตามใน ‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’ อีกประการหนึ่งอยู่ที่รูปแบบการนำเสนอ ผู้อ่านจะติดตามอ่านไปจนจบเพียงเพื่อต้องการทราบว่าสุดท้ายแล้วเกิดอะไรขึ้น เหมือนการนั่งรับชมข่าวบ้านการเมืองที่เกิดขึ้นในรายการเล่าข่าว บางข่าวก็แปลก บางข่าวก็ชวนขัน ฯลฯ

หากพูดในแง่ของ ‘สาร’ ที่ทำหน้าที่ส่งผ่านความคิดของผู้เขียนถึงผู้อ่านให้คิดในขณะอ่านเรื่องนั้นถือว่าผู้เขียนประสบความสำเร็จมาก และเนื่องจากผู้เขียนนั้นยึดติดกับข่าวสารและปริมาณของข้อมูลมากเกินกว่าที่จะทำให้เรื่องราวเหล่านี้มีชีวิตชีวาขึ้นได้ ถ้าหากพูดในแง่ของ ‘ศิลปะ’ ในการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นเรื่องแต่งแล้วผู้เขียนยังไม่ผ่านตรงจุดนี้ หากทำให้ทั้งสองสิ่งนี้สมดุลกันได้ ‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’ จะคมความคิดและงดงามด้วยความมีศิลปะมากทีเดียว

เรื่องสั้นที่น่าผิดหวังที่สุดในความเห็นของผมคือเรื่อง ‘บัวห้าดอก’ กับศีล 5 ที่มีความเหมือนกับเรื่อง ‘Seven’ กับบาป 7 ประการ ภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวนออกฉายปี 1995 นำแสดงโดย ‘แบรด พิตต์’ และ ‘มอร์แกน ฟรีแมน’ ในเรื่องรายละเอียดของคดีและสภาพแวดล้อมของฉากนั้นต่างกัน แต่ก็นับว่ามีความคิดที่คล้ายคลึงกันมาในเรื่องของฆาตกรรมต่อเนื่องที่นำคำสอนมาเป็นแรงจูงใจของฆาตกร ถึงขั้นมีประโยคคำพูดที่เหมือนกันของตัวละครที่เป็นตำรวจแบบคำต่อคำ “…มันต้องการจะเทศนาพวกเรา…”  หากผู้เขียนได้เขียนเรื่องนี้ก่อนปีดังกล่าวก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย และถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรเขียนเดือนปีที่เขียนกำกับไว้

เพราะการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ถือเป็นสิ่งที่ศิลปินผู้สร้างศิลปะควรมี บางคนอาจแย้งขึ้นว่าสิ่งใหม่จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว มีแต่การจับผสมของแรงบันดาลใจจากอดีตทั้งสิ้น หากเป็นอย่างนั้นก็ต้องแยกความแตกต่างระหว่าง ‘แรงบันดาลใจ’ กับ ‘การลอกเลียน’ ซึ่งผู้ที่ต้องนำกลับไปไตร่ตรองก็คือผู้สร้างสรรค์ศิลปะนั่นเอง ส่วนผู้ที่เสพศิลปะจะถือเป็นผู้ตัดสินงานชิ้นนั้นๆ อีกครั้ง

กับรางวัลหนังสือดีเด่นแห่งชาติประจำปี ของ ‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’ ถือเป็นกรณีศึกษาให้กับผู้อ่านได้เป็นอย่างดีว่า การตัดสินใจอ่านหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งจากรางวัลที่หนังสือเล่มนั้นได้รับ ไม่ว่าจะเป็นรางวัลซีไรต์ เซเว่นบุ๊ค นายอินทร์อวอร์ด ยังไทยอาร์ตติสสาขาวรรณกรรม ฯลฯ ไม่ทำให้ผู้อ่านได้พบผลงานอันทรงคุณภาพได้อย่างแท้จริง เพราะนอกจากเรื่องของรสนิยมและเกณฑ์การตัดสินของคณะกรรมการแล้ว รางวัลบางรางวัลนั้นเป็นเพียงการแฝงกลอุบายทางการตลาดเพียงเท่านั้น

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้อ่านว่าจะ ‘รู้ทัน’ บรรดารางวัลต่างๆ ของโลกวรรณกรรมที่มีการมอบรางวัลกันอย่างพร่ำเพรื่อนี้หรือไม่ หากผู้อ่านไม่คิดจะเปิดอ่านและไตร่ตรองถึงคุณภาพด้วยตัวเอง ผู้อ่านจะกลายเป็นเหยื่อของบรรดารางวัลและรวมถึงผู้เขียนวิจารณ์ในสายวรรณกรรมมอมเมาให้หลงเชื่อว่า งานเหล่านั้นคือหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่าน เล่มนี้ไม่ควรค่าแก่การอ่าน หากเป็นเช่นนั้นก็จะมีแต่ผู้อ่านที่เขลาลงเรื่อยๆ

เพราะความคิดอันหลากหลายของผู้อ่านนั้นจะเป็นเกณฑ์กำหนดคำว่า ‘คุณภาพ’ ได้ดีกว่า ‘รางวัล’ แน่นอน



ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต : เป็นคุณจะเลือกฝั่งไหน?
21 เมษายน 2008, 7:52 pm
Filed under: - หนอนไชหนังสือ | ป้ายกำกับ:

 

โดย  เวสารัช โทณผลิน

ในโลกใบกลมดวงนี้มีเรื่องสองมุมที่ดำรงขนานกันมากมาย โดยฟากฝั่งทั้งสองด้านนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่มนุษย์สามารถคัดแยกระหว่างดี เลว บวก ลบ ได้ชนิดไม่ยากเข็ญอะไรนัก

แต่การเลือกด้านในเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำหนักกลับเป็นสิ่งที่ยากจะชี้ชัดตัดสิน  หรือนำเหตุผลมาสนับสนุนคัดคานได้ว่า ระหว่างความหนักอึ้งกับเบาหวิว สิ่งใดคู่ควรแก่การเลือกข้างเพื่อสถิตย์ยืนมากกว่ากัน

เพราะบางครั้ง การมีภาระหน่วงหนัก อาจมิใช่สิ่งเลวร้าย หรือสภาวะไร้น้ำหนัก เบาหวิว ก็คงจะไม่น่ายินดี…เสมอไป  

ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต’ มิเพียงเป็นนวนิยายชื่อแปร่งหูชวนขันหรือน่าสนเท่ห์เท่านั้น หากทว่าวรรณกรรมฝีมือการประพันธ์ของ ‘มิลาน คุนเดอลา’ เรื่องนี้ ยังเป็นการเรียงร้อยเรื่องราวที่เคลือบคลุมไปด้วยนานาคำถามตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งแก่นสารของคำถามเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะมีผู้ใดหยิบมาครุ่นคิดใคร่ครวญ เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป  หรือคำถามที่เวียนย้อนกลับมาสู่จุดตั้งต้นทุกครั้งที่ต้องการจะไขคลาย

‘คุนเดอลา’ ใช้ความเอกอุในเชิงนักคิด นักตั้งคำถามเชื่อมโยงไปสู่การเป็นนักประพันธ์นวนิยาย  “ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต” เรื่องนี้ คุนเดอลาเปิดเริ่มมาในลักษณะของการตั้งคำถามที่หยิบปุจฉาแปลกๆ มาวิเคราะห์ใคร่ครวญ เขาค่อยๆ พิจารณามันอย่างเชื่องช้า อารมณ์ คำถาม คำตอบ และแนวความคิด ตลอดจนทัศนคติที่เกิดขึ้นบรรทัดต่อบรรทัดสร้างความรู้สึกสดใหม่เสมือนว่าคุนเดอลากำลังนั่งเผชิญหน้าหาคำตอบไปพร้อมๆ กับผู้อ่าน ผ่านการพลิกผ่านแบบหน้าต่อหน้า บรรทัดต่อบรรทัด และย่อยลึกลงไปชนิดคำต่อคำเลยทีเดียว

ลักษณาการที่คุนเดอลาใช้ในการเล่าเรื่อง คือการแทนตัวเองเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกับผู้อ่าน กล่าวคือการแสดงตัวเป็นบุคคลที่ 3 ที่กำลังเฝ้ามองติดตามเรื่องราวของตัวละครอย่าง โทมัส, เทเรซา, ซาบินา, ฟรานซ์ ตลอดจนคาเรินนิน เขาสร้างความรู้สึกให้ตัวละครทุกตัวดำเนินเรื่องด้วยตัวเองโดยแสร้งว่าปราศจากการควบคุม การเบี่ยงมายืนอยู่ตำแหน่งเดียวกับผู้อ่านของผู้ประพันธ์ซึ่งทำได้อย่างกลมกลืน  ทำให้ลีลาเล่าเรื่องของคุนเดอลามีความน่าสนใจจนส่งให้ตัวละครทุกตัวเคลื่อนไหวใช้ชีวิตราวกับมีลมหายใจและเลือดเนื้ออยู่จริง

‘ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต’ เป็นนวนิยายที่ดำเนินเรื่องผ่านตัวละครหลักทั้ง 4 ซึ่งได้รับการนำเสนอที่เด่นชัดและเท่าเทียม จากจุดเริ่มต้นเรื่องเกี่ยวกับการไม่กล้าตัดสินใจของชายคนหนึ่ง ลากพาไปสู่เรื่องของความสัมพันธ์ ที่มีสายโยงเชื่อมกระชับระหว่างตัวละครที่ 1 ไปสู่ตัวละครที่ 2, 3 ,4 ,….  แล้วเวียนกลับมายึดไว้กับตัวละครที่ 1 อย่างกลมกลืนสวยงาม  มิเพียงแค่ภาพความเชื่อมโยงที่นำเสนอได้อย่างมีชั้นเชิง แต่อารมณ์ ด้านลึกและเลือดเนื้อของตัวละคร ที่ถูกเผยแพร่ผ่านบทหลักทั้ง 7  บทก็มีพลังพล่านอยู่ในบทยิบย่อยของบทใหญ่ๆ ทั้ง 7 นั้น

หนึ่งในผู้ที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางถ่ายทอดนวนิยายเรื่องนี้สู่นักอ่านชาวไทย ซึ่งควรจะได้รับความดีความชอบและคำชมเชยไม่ด้อยกว่าผู้ประพันธ์ คือ ‘ภัควดี วีรภาสพงษ์’ ผู้แปลซึ่งสามารถคัดคำ เลือกศัพท์ ใช้ภาษาให้สื่อเรื่องที่คุนเดอลาร้อยเรียงออกมาได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว ทั้งไพเราะรื่นตาและน่าติดตาม ทำให้รสนวนิยายจากฝีมือการประพันธ์ของวรรณกรชาวเชคท่านนี้กลมกล่อมนุ่มนวลยิ่งขึ้น

การแบ่งภาคของ’ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต’ จำแนกออกมาได้อย่างเป็นสัดเป็นส่วน ไม่ทับซ้อน แม้จะมีชื่อภาคที่เหมือนและซ้ำกันถึงสองภาค สองครั้ง แต่เนื้อหาการดำเนินเรื่องในแต่ละภาคกลับเปลี่ยนแปลงและไม่ย่ำรอยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังเป็นการเติบโตทางด้านความคิด ชีวิต และเรื่องราวของตัวละครอย่างแท้จริง

มวลโดยรวมของ ‘ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต’ เป็นการนำเสนอมุมมอง ทัศนคติที่ผู้เขียนมีต่อสังคม การเมือง และมนุษย์ด้วยการต่อยอดจากคำถามแรกเริ่มที่ว่าด้วย การแบ่งเลือกฝั่งฝ่ายเรื่องน้ำหนัก สานต่อไปถึงความสัมพันธ์ หยอกเล่นกับสันดานส่วนลึกของมนุษย์ และเสียดสีแวดวงการเมืองในยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เอาไว้อย่างแสบปลาบถึงขั้วหัวใจ

ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ภาคความเบาหวิวและน้ำหนัก จวบถึงภาคที่ชื่อ รอยยิ้มของคาเรนนิน คุนเดอลาพาผู้อ่านดำดิ่งสู่เรื่องราวของตัวละครนับสิบ ด้วยคำถามและคำถาม ลักษณะการนำคำถามมาใช้เล่าเรื่องของเขา มิใช่การตั้งมันขึ้นมาแล้วพยายามหาข้อสรุปแบบรีบลน  หากแต่เป็นการค่อยๆ ต่อเติมเชื้อสงสัยให้โชนคุอยู่ข้างใน แล้วเพิ่มลามจนกลายเป็นเพลิงปุจฉา

จะว่าไป จนถึงบทสรุปในบรรทัดสุดท้าย เพลิงดังกล่าวก็ใช่จะถูกดับดาวให้สูญไป หากแต่ความสงสัยและปัญหาต่างๆ กลับยังแผ่กิ่งแตกก่อต่อยอดอยู่ในใจของทั้งผู้อ่านและผู้เขียนอย่างไม่รู้จักจบสิ้น และไม่มีความจำเป็นจะต้องจบสิ้น



เด็กทารก(ไม่หมองหม่น)แห่งเมืองหมองหม่น
18 มีนาคม 2008, 1:43 am
Filed under: - หนอนไชหนังสือ
เด็กทารกแห่งเมืภ??หมภ??หม่น

เด็กทารกแห่งเมืองหมองหม่น
เขียน: อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์
สำนักพิมพ์: นานมีบุ๊คส์
พิมพ์ครั้งแรก: มกราคม 2551
ราคา: 120 บาท
วิจารณ์โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

รวม 13 เรื่องสั้นเล่มนี้ได้รับรางวัลดีเด่นในประกวด ‘Young Thai Artist Award 2006’ แต่เพิ่งจะได้จัดพิมพ์ให้อ่านกันอย่างเป็นทางการ

อย่างที่เขียนไว้บนปก เรื่องสั้นเหล่านี้คือเรื่องสั้นแฝงสัญลักษณ์สะท้อนชีวิตในสังคมเมือง เป็นเรื่องสั้นที่อิสระต่อกันแต่เมื่ออ่านจนจบแล้วทุกเรื่องราวนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ร้อยเข้ากันเป็นส่วนหนึ่งของเมืองอันหมองหม่นนั้น

เมื่ออ่านเรื่องสั้นแต่ละเรื่องจะเข้าใจข้อความที่ผู้เขียนซ่อนสื่อไว้อย่างไม่ยากเย็น ไม่ต้องถึงกับคิดลึกซึ้งเลิศล้ำก็พอจะเลาๆ ได้ว่าผู้เขียนต้องการสื่อถึงเรื่องราวอะไรในสังคม ซึ่งเรื่องเหล่านั้นมันก็วนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกวันๆ

ในประเด็นที่ผู้เขียนแฝงไว้ในแต่ละเรื่องนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ทัศนะการมีเพศสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่, การของกระบวนการแก้ปัญหาสังคม, สิ่งที่เรามองเห็นผ่านทางสื่อและสิ่งที่มันเป็นความจริง, เรื่องของความได้เปรียบเสียเปรียบจากพละกำลังหรือการให้ความสำคัญที่ไม่เท่ากัน, การให้คุณค่าความสำคัญด้วยวัตถุ, ความชั่วร้ายของระบบทุนนิยมที่มากเกินพอดี, ความงมงาย, ความเป็นอยู่ของคนดีในวันนี้และการใช้ชีวิตที่อยู่ด้วยคำว่าเกียรติยศ เชื่อว่าเรื่องเหล่านี้ต้องแวบเข้ามาในขณะที่ได้อ่านรวมเรื่องสั้นชุดนี้แน่นอน

เป็นการบรรยายสภาพความเป็นจริงของสังคมในยุคโลกาภิวัฒน์และยุคหลังโลกาภิวัฒน์เพียงเท่านั้น มิได้ให้คำตอบหรือทางออกไว้แต่อย่างใด แต่เมื่อได้อ่านจนถึงเรื่องสั้นชิ้นสุดท้ายคือเรื่องที่มีชื่อเดียวกับหนังสือเล่มนี้ก็คือ ‘เด็กทารกแห่งเมืองหมองหม่น’ ผู้เขียนเหมือนจะให้ทางออกของปัญหาด้วยการบอกผู้อ่านให้มองดูท้องฟ้าดีๆ อีกครั้ง ยังมีแสงที่เล็ดลอดมา

เป็นอันว่าเหตุผลที่ผู้เขียนไม่ได้ให้ทางออกของปัญหาที่กล่าวมาใน 12 เรื่องสั้นก่อนหน้านั้นคือ ต้องการให้ผู้อ่านมองเลยปัญหาเหล่านั้นไป ด้วยการให้เพ่งมองไปยังแสงที่เล็ดลอดผ่านเมฆหมองหม่นนั้นอย่างมี ‘ความหวัง’ และความหวังนั้นก็อาจหมายถึงชีวิตน้อยๆ ของเด็กทารกที่กำลังจะเกิดขึ้นมาซึ่งเป็นเสมือนอนาคตของสังคมอันย่ำแย่ในวันนี้ แต่สุดท้ายแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับสภาพและการปลูกฝังที่เด็กทารกนั้นจะได้พบเจอด้วย

หรืออีกนัยหนึ่งผู้เขียนอาจจะต้องการให้ผู้อ่านเพ่งมองปัญหาต่างๆ หรือที่มันแทนด้วยกลุ่มเมฆที่ปกคลุมหนาแน่นอยู่นั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ ว่าปัญหาเหล่านั้นมันยังมีทางออก ทางออกนั้นก็คือแสงที่เล็ดลอดกลุ่มเมฆนั้นลงมา ซึ่งผู้อ่านก็ควรจะลงมือขบคิดแก้ปัญหานั้นด้วยตัวของผู้อ่านเอง เพราะเมื่อเราเห็นท้องฟ้าในมุมที่ต่างกัน แสงที่ฉายลงมานั้นก็ฉายมาในมุมที่แตกต่างกันเช่นกัน ปัญหาของใครคนนั้นก็ย่อมเป็นผู้แก้ปัญหาได้ดีที่สุด

เมื่อตัดเรื่อง ‘เด็กทารกแห่งเมืองหมองหม่น’ ออกไปเสียจะเหลือ 12 เรื่องสั้นที่เป็นอิสระต่อกัน นอกเหนือจากประเด็นที่แต่ละเรื่องสะท้อนมันออกมาอย่างชัดเจนแล้ว ผมขอแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตามแนวคิดที่ผมเห็นในแต่ละเรื่องนั้นๆ

เรื่องสั้นกลุ่มแรกมีจำนวน 6 เรื่อง คือเรื่อง ‘ปืนฉีดน้ำกับเป้ากระดาษ’, ‘โจทย์ยาก’, ‘ตำนานดาบบิ่น’, ‘เทพคุ้มครอง ครองคุ้มผม’, ‘ชิงน้ำ’ และ ‘นิทานเรื่องใหม่’ เรื่องสั้นเหล่านี้จะมีตัวละครที่เรียกได้ว่าเป็นคนรุ่นเก่าหรืออย่างน้อยก็เป็นรุ่นพ่อแม่ในเวลานี้เป็นผู้สร้างการกระทำ พฤติกรรม ข้อกำหนด หรืออะไรก็แล้วแต่ซึ่งส่งผลถึงสิ่งนั้นๆ ของคนรุ่นต่อมา เกิดขึ้นจากความรักสนุก เห็นแก่สบาย ความไม่รอบคอบ ความมักง่าย ความงมงาย สิ่งที่เป็นพฤติกรรมด้านลบอย่างนี้ได้ส่งต่อมายังคนรุ่นต่อมาอย่างครบถ้วน

เรื่องสั้นเหล่านี้สามารถเป็นเรื่องที่ตักเตือนคนที่เป็นพ่อแม่ซึ่งทุกการกระทำอยู่ภายใต้สายตาของลูก ไม่ว่าจะสอนสั่งสิ่งดีงามเท่าใดก็ไร้ความหมายหากประพฤติสิ่งเลวร้ายให้เป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นเสียเอง จนเมื่อลูกโตขึ้นมาเป็นคนประพฤติชั่ว เสียงบ่นก่นด่าตราหน้าว่าลูกไม่รักดีมันก็ช่างไร้ความหมาย และเมื่อทุกครอบครัวมีชะตากรรมเดียวกันแบบนี้ สังคมที่ผู้ใหญ่มักบ่นกันว่ามันย่ำแย่ลงกว่าเก่าก่อนนั้น นั่นมันก็ไม่ใช่เพราะใครนอกจากผู้ใหญ่ที่เอาแต่พร่ำบ่นใช้เสียงที่ดังกว่าออกกฎและข้อบังคับมากมาย แต่ไม่เคยทำได้จริงเลย แม้แต่ทำเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังได้เห็น

เรื่องสั้นกลุ่มที่ 2 มี 2 เรื่องคือ ‘นักอวดดี’ และ ‘ภาพวาด’ เรื่องสั้นกลุ่มนี้พูดถึงเรื่อง ‘ภาพลักษณ์’ ทุกวันนี้ภาพลักษณ์เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งที่เป็นคุณค่าที่แท้จริง เพราะทำให้มีคนชื่นชมตัวละครอย่าง ‘สวย’ มากกว่าเธอที่เป็นตัวจริง สามารถทำให้ ‘อภิวัฒน์’ หากินเป็นอาชีพได้ ซึ่งมีรายได้สูงเสียด้วย ผ้าขี้ริ้วที่เคยห่อทองนั้นเป็นสิ่งที่คนเราทุกวันนี้ให้ความสำคัญกับมันมากกว่าทองที่อยู่ในห่อนั่น หากจะพูดว่า ถ้าผ้านั้นส่วนพอ เลิศพอแม้มันจะห่ออุจจาระก็มีคนต้องการมันมากกว่า สิ่งที่ขาดหายไปในสังคมวันนี้คือสิ่งที่เรียกว่า ‘คุณค่าจากภายใน’

เรื่องสั้นกลุ่มสุดท้ายคือเรื่อง ‘ล่าเสือ’, ‘ยักษ์กินอิ่มเสมอ’, ‘กิ่ง’, ‘นางฟ้า เทวดา’ ในกลุ่มนี้เป็นการสะท้อนและตั้งคำถามกับตัวเองถึงสถานะของตัวเอง ความเป็นมนุษย์ ความดีที่แฝงอยู่ข้างในของทุกคน นั้นยังมีอยู่หรือไม่ การกระทำที่ก่อให้เกิดความอยุติธรรม นั้นเป็นสิ่งที่เราพบเจออยู่หรือว่าเรากำลังเป็นหนึ่งในกลไกความอยุติธรรมนั้นเสียเอง คำถามเหล่านี้ผู้ที่จะตอบได้คือตัวของผู้อ่านเองเท่านั้น

สิ่งที่ยากในการเขียนเรื่องสั้นที่แฝงสัญลักษณ์นั้นก็คือ ต้องให้มีความพอดีระหว่างการเผยความหมายของสัญลักษณ์กับเรื่องราวที่เป็นไปในเรื่อง หากว่าสัญลักษณ์นั้นซับซ้อนเกินไปก็อาจจะทำให้ผู้อ่านเข้าไม่ถึงความหมายของสัญลักษณ์นั้น แต่หากทุกอย่างมันกระจ่างแจ้งเกินไปคือทุกสิ่งทุกอย่างของเรื่องเป็นไปเพื่ออธิบายสัญลักษณ์จนชัดเจนกระทั่งว่าขาดความมีชีวิตของเรื่องราวก็ทำให้เรื่องสั้นนั้นแข็งทื่อและจืดชืดไป ซึ่งนี้ก็อาจจะเรียกว่าจุดด้อยของรวมเรื่องสั้นชุดนี้ คือแสดงให้เห็นความตั้งใจในการสื่อถึงประเด็นนั้นๆ ในสัญลักษณ์นั้นๆ อยู่มาก จนบางครั้งบางเรื่องเหมือนขาดศิลปะในการเล่าเรื่องไป ทำให้เรื่องไม่สนุกและไม่น่าติดตามเท่าที่ควร

แต่โดยรวมแล้วรวมเรื่องสั้น ‘เด็กทารกแห่งเมืองหมองหม่น’ เป็นตัวแทนของสภาพสังคมเมืองในปัจจุบันได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกับที่เรื่องสั้นยุคก่อนได้สะท้อนชีวิตแบบชนบทนั่นเอง

และนี่ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องสั้นที่จะทำให้วงการวรรณกรรมโดยเฉพาะเรื่องสั้นไทยได้หลุดจากหล่มเรื่องสั้นแนวสะท้อนชีวิตชนบทเสียที ทว่าต้องระวังหล่มของเรื่องสั้นแนวสะท้อนสังคมเมืองนี้ไว้ด้วย ก็เพื่อจะเป็นการพัฒนาวงการเรื่องสั้นไทยซึ่งควรจะออกมาอย่างหลากหลายรูปแบบ

‘อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์’ นักเขียนหน้าใหม่ที่มีผลงานไม่มากนัก ทว่าการกลับมาของนิตยสารเรื่องสั้นและวรรณกรรม ‘ช่อการะเกด’ โดยการคัดเลือกจากบรรณาธิการ ‘สุชาติ สวัสดิ์ศรี’ หรือ ‘สิงห์สนามหลวง’ เรื่องสั้นของอดิศรก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นที่จะบรรจุอยู่ในนิตยสารช่อการะเกด ฉบับที่ 42 ซึ่งเป็นฉบับแรกของการกลับมา บวกกับผลงานรวมเล่มชุดนี้ ถือได้ว่าเขาได้แจ้งเกิดในวงการวรรณกรรมอย่างเป็นทางการแล้ว



ความจริงในละคร ละครบนความจริง ‘ละครแห่งชีวิต’
28 กุมภาพันธ์ 2008, 2:40 am
Filed under: - หนอนไชหนังสือ | ป้ายกำกับ: ,

ละครแห่งชีวิต
โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

มิใช่ว่าหนังสือเล่มนี้เป็น 1 ในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน ตามที่โครงการวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนวิจัย (สกว.) ได้จัดอันดับไว้ หรือ 1 ใน 500 หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน ตามที่โครงการคัดสรรหนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชนของสมาพันธ์องค์กรเพื่อพัฒนาหนังสือและการอ่าน ได้จัดอันดับไว้ แล้วจะเป็นเหตุผลให้ควรอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่เป็นเพราะอารมณ์ ความรู้สึกและข้อคิด ที่มีอยู่ในเรื่องราวนั่นต่างหากที่เราควรจะอ่านหนังสือเล่มนี้

และนี่ถือว่าเป็นโอกาสดีของนักอ่านรุ่นใหม่ ที่แพรวสำนักพิมพ์ได้จัดพิมพ์ ‘ละครแห่งชีวิต’ ของ ม.จ. อากาศดำเกิง ขึ้นในโอกาสครบรอบ 100 ปี นักเขียนไทย ม.จ. อากาศดำเกิง (Centenary of Modern Thai Writer) ขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2548

ในการจัดพิมพ์ฉบับนี้ขึ้นได้มีจุดบกพร่องอันร้ายแรงของบรรณาธิการอย่างหนึ่งคือ ได้มีการบรรจุบทความของ ‘พิเชฐ แสงทอง’ ไว้เบื้องหน้าเรื่องราวอันสนุกสนานนั้น หากได้อ่านมันก่อนที่จะได้ซึมซับเรื่องราวของนวนิยาย ‘ละครแห่งชีวิต’ นี้แล้วจะเสียอรรถรสไปอย่างสิ้นเชิง บรรณาธิการควรนำบทความนี้เรียงมาในลำดับสุดท้าย ก็ขอเตือนผู้อ่าน ‘ละครแห่งชีวิต’ ในฉบับนี้ว่า ควรอ่านที่ตัวเนื้อเรื่องเสียเลย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยได้อ่านและรู้จักเรื่องนี้มาก่อนเลยก็ไม่ควรอ่านบทนำใดๆ ทั้งสิ้นในฉบับนี้

หากจะให้แนะนำความน่าอ่านของนวนิยายเรื่องนี้ก็คงบอกได้ว่า ถ้าคิดจะเรียกตนเองว่าเป็นนักอ่าน(ไทย)คนหนึ่ง แล้วยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้ ก็คงเรียกอย่างนั้นไม่ได้แล้ว

ดังที่คุณ ‘พิเชฐ แสงทอง’ ได้เขียนไว้ในบทความบทนำในหนังสือฉบับที่แพรวสำนักพิมพ์จัดพิมพ์ขึ้นใหม่นี้ว่า

นักวิชาการบางท่านเห็นว่า ความแปลกใหม่น่าในใจของละครแห่งชีวิตนั้นเป็นเพราะสามารถประสานแนวเรื่องหลากหลายแนวของนวนิยายเข้าด้วยกัน คือ นวนิยายแสดงข้อคิดสำคัญ(Thematic Novel) นวนิยายชีวประวัติ (Biographical Novel) นวนิยายฉากต่างประเทศ (Exotic Novel) นวนิยายสำรวจโลก (The World Survey Novel) นวนิยายรัก (Love Story or Romantic Novel)

คำพูดนี้ก็เห็นว่าจะจริง แต่ในตอนที่ได้อ่านนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องทฤษฎีหรือเทคนิคการเล่าเรื่องอะไรแม้สักอย่างเลย คิดแต่เพียงว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะสามารถดึงดูดให้เรา – ผู้อ่าน – ได้ติดตามเรื่องราวไปจนจบได้หรือไม่ สำหรับผม ‘ละครแห่งชีวิต’ ทำได้สำเร็จ สนุก!

แท้จริงแล้วเรื่องราวของ วิสูตร ศุภลักษณ์ ณ อยุธยา ก็ไม่ต่างอะไรจากเรื่องเล่าในบล็อกใดบล็อกหนึ่ง ซึ่งเจ้าของบล็อกนั้นเป็นชีวิตที่ผกผัน พลิกแพลง ทว่ามันก็เป็นเรื่องของชีวิตโดยส่วนตัวของวิสูตรแต่เพียงผู้เดียว เหมือนที่ในปัจจุบันนี้ ใครๆ ก็มีบล็อกไว้เล่าเรื่องราวที่ได้พบได้เห็นมาในชีวิตประจำวัน บางคนอาจจะโชคดีได้ไปในต่างแดนและได้เล่าเรื่องในต่างแดนนั้นมา

แต่ใน ‘ละครแห่งชีวิต’ นั้นเป็นการเล่าเรื่องอย่างเรื่องเล่าได้น่าสนใจและตรึงผู้อ่าน (อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง) ไว้อยู่หมัด อาจเป็นด้วยขนบวรรณกรรมที่ผู้ประพันธ์นั้นยึดถือหรือเป็นศิลปะในการเล่าที่ได้ทำให้เรื่องราวของใครคนหนึ่งที่น่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตามขึ้นมา

จนได้มีกระแสการวิพาษก์วิจารณ์ว่าแท้จริงแล้วคุณวิสูตรนั้นก็คือ ม.จ. อากาศดำเกิง นั่นเองและเรื่องราวเหล่านั้นที่เล่าออกมาก็ไม่ต่างจากการสาวไส้ให้กากิน แต่อย่างไรเสียนี้คือนวนิยายที่มาจากจินตนาการทั้งสิ้น แต่ได้นำเรื่องราวที่ผู้ประพันธ์รู้ลึกซึ้งและเข้าใจดีมาเป็นฉากและเหตุการณ์ ซึ่งบางตัวละครก็เป็นตัวละครที่มีอยู่จริง

ข้อนี้คงไม่ต่างอะไรกับการที่เกิดปรากฎการณ์ของเรื่องราวที่ผู้เขียนอ้างอิงไว้ว่ามาจากชีวิตจริงอันเป็นส่วนตัว เมื่อได้มาโพสไว้ในเว็บไซต์สาธารณะ แม้ว่ามันจะเป็นชีวิตจริงอันแสนน้ำเน่าอย่างในละครที่สร้างขึ้นเรื่องแล้วเรื่องเล่า ฉายวนซ้ำรอบแล้วรอบเล่า เรื่องนั้นก็ยังสร้างความโดดเด่นให้ตัวเองด้วยคำอ้างอิงว่ามาจากเรื่องจริง ทำให้เรื่องราวที่ได้โพสอยู่ในเว็บไซต์อันหาผลกำไรไม่ได้นั้น ได้พิมพ์แจกจ่ายกับสำนักพิมพ์มีราคาค่างวดขึ้นมา แพร่วงขยายจนได้เป็นละครน้ำเน่าชั้นดีที่ผู้ชมติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง รายได้จากโฆษณาสนับสนุนมหาศาล ขยายฉากโน้นเพิ่มฉากนี้จนเหลือความจริงน้อยเต็มทีทว่าให้ผู้ชมได้ตื่นเต้นสะใจเพื่อจะรับกำไรอีกเท่า สองเท่า

ยิ่งมีประเด็นทางสังคมในเชิงสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์อันดีของคนที่ประกอบอาชีพเดียวกับตัวละครแล้วนั้น ยิ่งทำให้เรื่องเล่าธรรมดากลายเป็นเรื่องที่สั่นสะท้านสังคมได้ เหล่านี้ยิ่งทำให้เห็นว่าผู้คนในสังคมสมัยนี้ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องราวอันน้ำเน่าและฉาวโฉที่มาจากเรื่องจริง เหมือนเมื่อสมัยร้อยปีมาแล้วไม่มีผิด เพียงแต่สมัยนี้ไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นกับวงวรรณกรรมหรือหนังสือแล้ว เพราะคนไทยสมัยนี้ไม่นิยมนำเรื่องวรรณกรรมหรือหนังสือที่ตัวเองได้อ่านขึ้นเป็นกระทู้ในการพูดคุยแล้ว เรื่องหนังสือหนังหานั้นมีคนพูดคุยน้อยเต็มที

เปลี่ยนเป็นเรื่องความคืบหน้าและตอนจบของละครไทย ละครเกาหลี เรื่องราวคู่รักของดารา คลิปฉาวและภาพหลุดของนักแสดง นิตยสารที่วางหราอยู่บนแผงเองเป็นพยานได้ถึงการให้ความสนใจของผู้คนในสังคมไทยวันนี้

ช่างภาพนักข่าวเองก็เป็นผู้ที่เก็บภาพและเรื่องราวเหล่านั้นเพื่อนำมาเสนอให้ป้อนให้ผู้อ่านถึงที่ โดยมีแหล่งทุนโฆษณาหนุนหลังอยู่เป็นพะเนิน ผู้อ่านจะอ้างเอาได้ว่าไม่มีอะไรให้เลือกอ่านมากนักจึงจำใจอ่าน มันก็วนเป็นวงจรอุบาทว์อย่างนี้เรื่อยไป แล้วใครจะเป็นผู้หยุดมันได้ในเมื่อมีกระแสทุนอันเชี่ยวกรากขับเคลื่อนวงจรนี้ไม่ได้ผ่อนได้คลาย

เรื่องนี้ทำให้อดนึกถึงคำตอบของเลดีมอยราเมื่อวิสูตรได้ถามว่า

“ผู้ส่งข่าวและผู้แทนหนังสือพิมพ์มีหน้าที่อะไรบ้าง? เขาจะต้องมีสุภาษิตสอนใจอะไรพิเศษสักบทหนึ่งหรือเปล่า?”

เลดีมอยราหยุดคิดอยู่สักครู่แล้วตอบว่า “พลเมืองดีมีใจจงรักและมีความคิดที่ดีสำหรับประเทศเพียงไร พวกหนังสือพิมพ์ก็ต้องจงรักและมีความคิดที่ดีสำหรับหนังสือพิมพ์ของตนเพียงนั้น หนังสือพิมพ์และประเทศเป็นอันเดียวกัน…”

และอีกท่อนหนึ่งของคำตอบจากเลดีมอยรากล่าวไว้ว่า

“ทุกอย่างที่เขียนลงในหนังสือพิมพ์” หล่อนอธิบายต่อไป “เป็นความคิด ความเห็น ความรู้สึก ความรักหรือความเกลียดชาติของผู้เขียน นักหนังสือพิมพ์จะคิดอย่างหนึ่งแล้วเขียนอีกอย่างหนึ่งไม่ได้ แม้จะทำได้ก็ไม่สมัคร ก่อนที่ใครจะไปสมัครเป็นนักหนังสือพิมพ์จักต้องคิดเสียก่อนว่าตนมีความคิดอย่างไรสำหรับส่วนตัวบุคคล สำหรับประเทศและชาติ และสำหรับโลก ต้องรู้เสียก่อนจนมั่นใจว่า หนังสือพิมพ์ที่ตนเลือกไปเข้าพวกด้วยนั้นมี ‘เข็ม’ อย่างไร”

ในความหมายที่ได้ซ่อนอยู่ในคำพูดของเลดีมอยรานั้นคือ การกำหนดจุดยืนให้กับตนเองของผู้ที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า ‘สื่อฯ’ หรือ ‘สื่อสารมวลชน’ นั่นเอง ในโลกวันนี้มันได้รวมความหมายของสื่อทุกแขนงไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ วิทยุ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ อะไรก็แล้วแต่ที่มีข้อความสื่อไปยังสังคมมีผลต่อความคิด การกระทำ ค่านิยมของสังคม รวมอยู่ในความหมายนี้ทั้งสิ้น

คำพูดของเลดีมอยราไม่เป็นคำพูดที่เชยพ้นสมัยเลยแม้จะผ่านมานานเป็นศตวรรษ การที่ผู้ประพันธ์เน้นที่คำว่า ‘เข็ม’ นั้นเป็นการเน้นย้ำว่าแม้ว่ารอบๆ เข็มนั้นจะเป็นอะไรก็ตามที่เป็นจุดมุ่งหมายของสื่อฯ นั้นๆ จะเป็นด้วยมุ่งชี้ไปทางแหล่งเงินทุนมหาศาลที่ล่อตาล่อใจเหลือเกิน หรือ ‘เข็ม’ นั้นโดนอำนาจบางอย่างบังคับอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้วยอำนาจทางการเมือง อำนาจจากแหล่งเงินทุน อำนาจทางการทหาร ฯลฯ ให้ ‘เข็ม’ เบนไปตามแต่ใจต้องการ ก็ให้รู้เสียก่อนว่าผู้ที่จะเข้าไปทำหน้าที่สื่อต้องการเบนไปตามเข็มนั้น และเป็นคนที่มีธรรมชาติเดียวกับ ‘เข็ม’ นั้น

แต่ในกระแสทุนจะมีใครเหลือรอดอยู่ด้วยอุดมการณ์นี้บ้าง? ผู้ที่ทำหน้าที่สื่อฯ อยู่คงจะได้รับคำตอบจากตัวของท่านเอง

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ผู้ที่กำลังศึกษา ผู้ที่กำลังจะก้าวเข้ามาทำหน้าที่ และผู้ที่กำลังทำหน้าที่สื่อฯ ควรได้อ่านอย่างยิ่ง

แม้ว่าจะเป็นการทำงานของนักหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ และถึงแม้ว่าเรื่องราวก็ไม่ได้เน้นหนักไปทางด้านชีวิตของนักหนังสือพิมพ์มากมายแต่ก็พอให้ได้เห็นแนวคิด แนวปฏิบัติ และชีวิตโดยรวมของอาชีพนี้เมื่อสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมา

ในเรื่องราวที่ชวนติดตามนั้นก็เจืออยู่ด้วยเรื่องของความรัก และอุดมการณ์ของความรักของวิสูตรซึ่งเคยลั่นวาจาไว้เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ว่าจะหลีกให้พ้นจากค่านิยมของชายไทยที่มักมีหลายเมีย

ใน ‘ละครแห่งชีวิต’ จะทำให้เราได้รู้สึกคล้อยตามไปด้วยกับคุณวิสูตร มีความรู้สึกผิด ชอบ ชั่ว ดี ตามที่วิสูตรได้รู้สึกอย่างนั้น ด้วยการเล่าเรื่องราวเป็นบางห้วงของชีวิตไม่ได้ปะติดปะต่อจนละเอียดถี่ยิบ เว้นห้วงเวลาที่ว่างเปล่าโดยการขึ้นบทตอนใหม่ เหล่านั้นเป็นความว่างที่ทำให้ผู้อ่านได้จินตนาการถึงความรู้สึกของตัวละครเอง นี่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรื่องราวความรักแบบหนุ่มสาวเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกโดยที่ผู้ประพันธ์ไม่ได้พรรณนาอะไรให้เยิ่นเย้อเกินเลย

ค่านิยมนี้ก็ยังไม่เลือนหายไม่จากสังคมไทยแม้ว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้ทรงพยายามสร้างค่านิยมให้มีสามีภรรยาเพียงคนเดียว ทรงโปรดให้ตรา พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะผัวเมีย พ.ศ. 2471 ริเริ่มให้มีการจดทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า ทะเบียนรับรองบุตร เป็นการค่อยๆ ปลูกฝังค่านิยมใหม่ และยังทรงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างโดยทรงมีแต่พระบรมราชินีเพียงพระองค์เดียว โดยไม่ทรงมีพระสนมนางในใดๆ ทั้งสิ้น ยังส่งผ่านมาจนถึงปัจจุบันซ้ำยังกลายเป็นค่านิยมที่กลายพันธุ์ออกไปเป็นค่านิยม ‘กิ๊ก’ เรียกความหลายใจ สนุกสนานเชิงชู้สาวให้ดูน่ารักน่าเอ็นดู จนติดปาก เป็นเรื่องหยอกเอินกันสนุกปาก

ในเรื่องของค่านิยมอีกประการหนึ่งที่ปรากฏอยู่ใน ‘ละครแห่งชีวิต’ เป็นสำนวนติดปากว่า ไปชุบตัวที่เมืองนอก นั่นคือการไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ชายใดเมื่อได้ไปชุบตัวแล้วนำปริญญากลับมา (จะเพื่อพัฒนาประเทศหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง) เป็นสิ่งที่คนไทยสมัยนั้นมองว่าเป็นคนที่มีหลักมีฐานมั่นคง เก่ง ฉลาดและดี เหมาะสำหรับและควรคู่กับหญิงสาว มากกว่าชายที่ไม่มีโอกาสได้ไปชุบตัวยังต่างประเทศ แต่ท้ายสุดแล้ววิสูตรก็ทำให้เราคิดได้ว่า แท้จริงแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่ผู้นั้นได้เจอมากกว่า มิใช่ว่าเมืองนอกจะเป็นเมืองสวรรค์สำหรับทุกคนที่ตั้งใจมาชุบตัว ตัวละครอย่าง ‘ประดิษฐ์ บุญญารัตน์’ ก็ทำให้เราได้เห็นความจริงในข้อนี้

ประเด็นสุดท้ายจะไม่กล่าวถึงชื่อเรื่อง ‘ละครแห่งชีวิต’ คงไม่ได้ เพราะจะว่าไปแล้วชื่อนี้หากมองอย่างเผินๆ อาจคิดไปได้ว่า เอาเรื่องชีวิตใครสักคนมาเขียนร่ายให้ยาวเติมศิลปะลงไปในน้ำเสียงการเล่าเสียหน่อยก็สามารถใช้ชื่อเรื่องนี้ได้เช่นกัน เพราะเป็นชื่อกลางๆ มิได้เป็นสัญลักษณ์หรือบ่งชี้อะไรได้มาก กินความหมายกว้างขวางเสียเหลือเกิน

แต่เมื่อลองได้คิดตรึกตรองดูรอบแล้วรอบเล่า ผู้ประพันธ์ได้ซ่อนความจริงของเรื่องราวชีวิตของวิสูตรเอาไว้ เราไม่มีทางรู้ความจริงของชีวิตของวิสูตรได้เลยว่าเป็นอย่างไร เพราะผู้ประพันธ์ได้ให้วิสูตรกล่าวเอาไว้กับท่าน – ผู้ฟังเรื่องเล่าของวิสูตร – ไว้ในย่อหน้าสุดท้ายของเรื่อง

นั่นหมายความว่าทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่เรื่องราวอันแท้จริงที่เกิดขึ้นกับวิสูตร เป็นเพียง ‘ละครแห่งชีวิต’ ที่วิสูตรเขียนขึ้นอีก เป็นเรื่องเล่าที่ซ้อนอยู่ในเรื่องเล่าซับซ้อนหลายชั้น อธิบายได้ดังนี้

เรื่องเล่าของ ม.จ. อากาศดำเกิง คือ ‘ละครแห่งชีวิต’ โดยมีวิสูตรเป็นผู้เล่าเรื่อง
เรื่องเล่าของวิสูตร คือ ‘ละครแห่งชีวิต’ โดยวิสูตรเป็นผู้เล่าเรื่องราวนั้นเอง

แต่ – แต่เรื่องที่วิสูตรเล่านั้นไม่ได้เป็นเรื่องจริงที่วิสูตรพบเจอมา

หลักฐานคือ ย่อหน้าสุดท้ายของเรื่องที่วิสูตรได้ทิ้งท้ายไว้ บวกกับเกริ่นความตอนต้นก่อนที่จะดำเนินเรื่องเข้าสู่วัยเด็ก ก็ได้แต่เพียงเอ่ยถึงเรื่องราวทั่วๆ ไปที่วิสูตรได้พบพานมา ไม่ได้มีประโยคไหน วลีใด บ่งบอกถึงชัดว่าเรื่องเล่านี่คือเรื่องอันแท้จริงของวิสูตร ทั้งยังมีการเล่นสำนวนแบบทีเล่นทีจริงว่านี้เป็นละคร ราวกับจะเล่นกับความคิดผู้อ่านให้ได้งงงวย

แล้วฟาดหัวผู้อ่านเสียทีหนึ่งว่า อะไรคือ ‘ความจริง’ อะไรคือ ‘ละคร’ ล่ะโลกนี้?