หมดปัญญาออนไลน์ – modepanya online


คุณสมบัติอันยอกย้อนและร่วมสมัยในเงาสีขาว

เงาสีขาว ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง

โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

ไม่ว่าผู้อ่านทั่วๆไปจะแปลกใจหรือไม่ กับคำนิยามบทสันปกของนวนิยายเรื่องหนึ่งซึ่งพิมพ์เป็นครั้งที่สองเมื่อตุลาคม 2550 โดยสำนักพิมพ์สามัญชน ว่า ‘นวนิยายร่วมสมัย’ แต่เชื่อว่าคงมีผู้อ่านส่วนหนึ่งที่รู้สึกแปลกใจว่าเหตุไฉนนวนิยายที่เริ่มเขียนตั้งแต่ปี 2526 สำเร็จในปี 2531 และกว่าจะได้ตีพิมพ์ครั้งแรกก็ในปี 2536 เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ฉาก ตัวละครในหนังสือเล่มนี้จึงยังขนานนามว่าร่วมสมัยได้อีก ทั้งที่ไม่ได้นำมาปรับแต่งอะไรใหม่อีกแล้ว

นวนิยายเรื่องนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส, สเปน, อังกฤษ นักวิจารณ์ชาวยุโรปต่างยกย่องให้เป็นผลงานชิ้นเอกของ ‘แดนอรัญ แสงทอง’ และเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 สาธารณรัฐฝรั่งเศสมอบเหรียญอิสริยาภรณ์ Chevalier des Arts et des Lettres ให้แก่เขาในฐานะนักเขียนชาวไทยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศฝรั่งเศส

‘เงาสีขาว’ เป็นเรื่องราวชีวิตของชายธรรมดาคนหนึ่งที่อยู่ในช่วงวัยเพิ่งแตกเนื้อหนุ่มจนถึงวัยค่อนชีวิต ซึ่งดูแล้วไม่มีความดีอะไรติดตัวและความชั่วก็มิได้ปรากฏ เขาพัวพันกับผู้หญิงหลายต่อหลายคนในเวลาที่ต่างกันบ้าง ในขณะเดียวกันบ้าง ลักลอบบ้าง จู่โจมบ้าง ตลอดระยะเวลาในชีวิตเขาผจญกับสำนึกด้านดีที่ต้องยับยั้งชั่งใจกับความคิดด้านเลวที่กระสันอยากไม่ต่างจากคนทั่วไป เพียงแต่อัตราส่วนของมันอาจจะแปรเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ชีวิตที่ได้พบเผชิญ จนสุดท้ายดูเหมือนว่าความคิดด้านดีจะมีปริ่มพอดีกับด้านเลว จากนี้ชีวิตเขาจะต้องเผชิญกับอะไรต่อไป และมันจะเปลี่ยนอัตราส่วนดี-เลวของเขาไปในทิศทางไหนกันแน่

ด้วยเรื่องราวของ ‘เงาสีขาว’ กำลังจะบอกเล่าชีวิตคนหนึ่งเกือบค่อนชีวิตจึงไม่ต้องแปลกใจที่นวนิยายเล่มนี้เป็นนวนิยายที่ยาวมากเรื่องหนึ่ง นั่นย่อมหมายความว่า หากจะให้ผู้อ่านติดตามไปจนจบเรื่องโดยที่เข้าใจและลึกซึ้งไปกับความรู้สึกรู้สาของตัวละครที่ต่อสู้กับตัวเองในเหตุการณ์ต่างๆของชีวิตที่กำลังประสบอยู่นั้น กลวิธีในการเล่าเรื่องต้องถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อดึงดูดให้ผู้อ่านไล่สายตาไปบนตัวอักษรจนจบเรื่อง ต้องทำให้น่าติดตาม ต้องทำให้ผู้อ่านซาบซึ้งไปกับความดีของตัวละคร และแขยงขยาดไปกับความชั่วร้ายของไอ้สัตว์นรกตัวหนึ่งได้ด้วย ซึ่งแดนอรัญก็ทำได้สำเร็จใน ‘เงาสีขาว’

แม้ว่า‘ความยาว’ ของ ‘เงาสีขาว’ จะเป็นอุปสรรคของผู้อ่าน แต่ความยาวก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของ ‘เงาสีขาว’ ที่จำเป็นต้องมี มิใช่เพราะมีเรื่องราวมากมายในชีวิตของหนุ่มคนนี้ที่จะบอกเล่าจึงต้องร่ายไปยืดยาว แต่ที่ ‘เงาสีขาว’ มีความยาวขนาดนี้นั้น ก็เพื่อที่จะแสดงให้เห็นความแตกต่างของ ‘ระยะเวลาที่ผู้อ่านอ่านจริง’ กับ ‘ระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์จริง’ ใน ‘เงาสีขาว’ ด้วย

ปกติแล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในนิยายส่วนใหญ่มักจะยาวนานกว่าเวลาที่ผู้อ่านนั่งอ่าน ยกตัวอย่างเช่น ระยะเวลาในเรื่องผ่านไป 20 ปี แต่ผู้อ่านเพียงแค่พลิกไปสิบยี่สิบหน้าโดยใช้เวลาอ่านเพียงครึ่งชั่วโมงก็ทราบความเป็นไปทั้งหมดของตัวละครตลอด 20 ปีนั่นแล้ว แต่สำหรับ ‘เงาสีขาว’ นั้นกลับกัน ซึ่งตรงจุดนี้ผู้อ่านจำเป็นต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง และจุดนี้เองที่ทำให้ความยาวกลายเป็นเสน่ห์พอๆกับที่มันเป็นอุปสรรคของผู้อ่าน ‘เงาสีขาว’

ในขณะที่‘รูปแบบการนำเสนอ’ ที่แดนอรัญออกแบบมานั้นก็เป็นอุปสรรคของนักอ่านอีกด้วย เพราะผู้อ่านจะต้องเก็บเหตุการณ์จากคำพูดพร่ำบ่นก่นด่าสิ่งต่างๆนานาแม้กระทั่งตัวเอง มาเรียบเรียงเป็นเรื่องราวในความคิดของผู้อ่านเอง จำเป็นต้องแยกให้ออกว่าถ้อยประโยคไหนเป็น ความคิดของ ‘ฉัน’ หรือ ความคิดของ ‘แก’ เพราะจะทำให้เห็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการตัดสินใจกระทำการในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในเรื่องได้ชัดเจน การกระทำเหล่านั้นทำลงไปด้วยความคิดแบบใด และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การกระทำตัวละครตัดสินใจทำตามความคิดนั้นมาจากความรู้สึกแบบใด ผู้อ่านจะเก็บเกี่ยวทั้งเรื่องราว ความคิด และความรู้สึกไปได้ทั้งหมดภายในประโยคเดียว รูปแบบเช่นนี้เองที่เป็นเสน่ห์พอๆกับที่มันเป็นอุปสรรคของผู้อ่าน ‘เงาสีขาว’

ส่วน ‘เรื่องราว’ ก็เป็นทั้งอุปสรรคและเสน่ห์ของ ‘เงาสีขาว’ อีกเช่นกัน เหตุการณ์ต่างๆใน ‘เงาสีขาว’ นั้นอาจไม่ได้การยอมรับจากผู้อ่านจำพวกหนึ่งซึ่งงับคำว่า ‘ศีลธรรม’ อยู่เต็มปากแต่ไม่เห็นความเป็นจริงในสังคมไทย บางทีอาจไม่เห็นหรือไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองก็ถือ ‘สาก’ อยู่ในมือด้วย และจะแสร้งทำท่าขยะแขยงมันราวกับว่าไม่เคยพบเคยเห็นสิ่งเหล่านี้ในสังคมไทย จึงทำให้ผู้อ่านเหล่านั้นไม่แยแสมัน และอาจจะเผานวนิยายเรื่องนี้ทิ้งเสียด้วยซ้ำ แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วในสังคมไทยก็ตาม

แต่สำหรับผู้อ่านที่มีทั้งกายและใจถึงพร้อมด้วยศีลธรรมไม่ว่าจะถือสากไว้หรือไม่ ทว่าเป็นผู้ที่เห็นความจริงที่เกิดอยู่ใต้พรมของสังคมไทย จะยอมรับเหตุการณ์เรื่องราวที่ดำเนินไปของ ‘เงาสีขาว’ ได้โดยไม่รังเกียจเดียดฉันท์มัน จะเข้าใจและยอมรับทุกปัญหาของสังคมไทยที่ได้จำลองไว้ในนวนิยายเรื่องนี้

หากผู้ใหญ่ซึ่งมีเยาวชนที่เป็นวัยรุ่นอยู่ในการปกครอง ตัดสินว่าจะต้องนำ ‘เงาสีขาว’ ให้ห่างจากมือเด็กของท่านให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อมิให้เอาเป็นแบบอย่างหรือเกิดความคิดที่เกินเด็กในด้านเพศ ฉะนั้นแล้วก็คงไม่ต่างอะไรกับการผลักให้พวกเขาเซถลามึนงงจนไม่เข้าใจความเป็นไปและความจริงของสังคม หรือแม้กระทั่งความเป็นธรรมชาติของตัวพวกเขาเอง ก็ลองคิดดูว่าเด็กในการปกครองของผู้ใหญ่เหล่านั้นจะอยู่กันอย่างไรและจะโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่อย่างไร

หากผู้ใหญ่ซึ่งมีหน้าที่หาแนวทางแก้ไขปัญหาสังคมเหล่านี้โดยตรง รวมถึงผู้ปกครองของเหล่าเยาวชนทั้งหลายนั้น มีปัญญา มีวุฒิภาวะและไม่หน่อมแน้ม ได้โอกาสซึมซับรับ ‘เงาสีขาว’ เข้าไปด้วยใจที่เปิดกว้างแล้ว มันจะเป็นประโยชน์ยิ่งถ้าได้นำปัญหาเหล่านั้นมาศึกษาหารากเหง้าต้นตอมันอย่างจริงจังแล้วหาวิธีถอนรากถอนโคนปัญหา หรืออย่างน้อยก็ป้องกันมิให้มันเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้ ‘เงาสีขาว’ ยังเป็นนวนิยายร่วมสมัยกับสังคมไทยโดยไม่ต้องผ่านการดัดแปลงเลยแม้แต่นิด



7 นวนิยายเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ 2552

7 นวนิยายที่เข้ารอบสุดท้ายรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2552

โลกใบใหม่ของปอง
โดย ไชยา วรรณศรี
สำนัำกพิมพ์ วรรณศรี

ประเทศใต้
โดย ชาคริต โภชะเรือง
สำนัำกพิมพ์ ก๊วนปาร์ตี้

ลับแล, แก่งคอย
โดย อุทิศ เหมะมูล
สำนัำกพิมพ์ อมรินทร์

วิญญาณที่ถูกเนรเทศ
โดย วิมล ไทรนิ่มนวล
สำนัำกพิมพ์ สามัญชน

ทะเลน้ำนม
โดย ชัชวาลย์ โคตรสงคราม
สำนัำกพิมพ์ หนังสือแม่น้ำโขง

เงาฝันของผีเสื้อ
โดย เอื้อ อัญชลี
สำนัำกพิมพ์ มติชน

โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก
โดย ฟ้า พูลวรลักษณ์
สำนัำกพิมพ์ ใบไม้สีเขียว

Seawrite2552t



ผลการประกวดรางวัลหนังสือดีเด่นประจำปี 2552

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ประกาศผลรางวัลหนังสือดีเด่น ประจำปี 2552 ซึ่งมีสำนักพิมพ์ หน่วยงาน และผู้สนใจ ร่วมส่งหนังสือเข้าประกวดรวม 405 เรื่อง โดยคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาตัดสิน ดังนี้

รางวัลดีเด่นกลุ่มหนังสือสารคดี ได้แก่ “ซ่อนไว้ในสิม ก-ฮ ในชีวิตอีสาน” ของอู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย
รางวัลชมเชย 3 รางวัล
“คนสองแผ่นดิน” ของ รุ่งมณี เมฆโสภณ
“ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น 95 ปี 4เดือน 9วัน พูนศุข พนมยงศ์”
“142วัน 1,800 กม.นิเวศศิลป์ริมโขงของศิลปินนอกคอก” ของพิน สาเสาร์

รางวัลดีเด่นกลุ่ม หนังสือนวนิยาย ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล
รางวัลชมเชย 2 รางวัล
“ฆาตกรรมลวง” ของ ธันวา วงษ์อุบล
“ยิ่งฟ้ามหานที” ของกนกวลี พจนปกรณ์

รางวัลดีเด่นกลุ่มหนังสือกวีนิพนธ์ ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล
รางวัลชมเชย 3 รางวัล
“เดินตามรอย” ของวันเนาว์ ยูเด็น
“นิยายของน้ำหยดหนึ่ง พิราบขาว
“ดอกหญ้า” ของ ชัยพร ศรีโบราณ และ “โลกยนิทาน” ของธีรภัทร เจริญสุข

รางวัลดีเด่นกลุ่มหนังสือรวมเรื่องสั้น ได้แก่ “จากสายน้ำสู่นคร” ของประกาศิต คนไว
รางวัลชมเชย 3 รางวัล
“เด็กทารกแห่งเมืองหมองหม่น” ของอดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์
“เมรุมายา” ของศันสนีย ศีตะปันย์
“รูปรัก” ของวรภ วรภา

รางวัลดีเด่นกลุ่มหนังสือสำหรับเด็ก อายุ 3-5 ปี ได้แก่ “ทายซิ ทายซิ นั่นตัวอะไร” ของตุลย์ สุวรรณกิจ
รางวัลชมเชย 3 รางวัล
“กระจิ๊บกระจ๊อบมองโลก” ของ สมาพร สุขสำอาง
“บึ๊กซ่าขี้โมโห” ของ มณิศา ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
“แมวหมิวผู้กล้าหาญ” ของ ฉันทนา ยกมาพันธ์

รางวัลดีเด่นกลุ่มหนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6-11 ปี ประเภทหนังสือบันเทิงคดี ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล
รางวัลชมเชย
“สายรุ้งหายไปไหน” ของนวรัตน์ สีหอุไร

รางวัลดีเด่นกลุ่มหนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6-11 ปีประเภทหนังสือสารคดี ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับทั้งรางวัลดีเด่นและรางวัลชมเชย

รางวัลดีเด่น กลุ่มหนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี ประเภทหนังสือบันเทิงคดี ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล
รางวัลชมเชย มี 3 รางวัล
“กระท่อมดินทุ่งดาว” ของ พิบูลย์ศักดิ์ ละครพล
“ขวัญสงฆ์” ของ ชมัยภร แสงกระจ่าง
“สายลมกับทุ่งหญ้า” ของ วิเชียร ไชยบัง

รางวัลดีเด่น กลุ่มหนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี ประเภทหนังสือสารคดี ได้แก่ “เงาะป่า : วรรณคดีสัญลักษณ์แห่งรัชสมัย” ของยุพร แสงทักษิณ
รางวัลชมเชย ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล

ประเภทหนังสือบทร้อยกรอง ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับทั้งรางวัลดีเด่นและรางวัลชมเชย

รางวัลดีเด่น กลุ่มหนังสือการ์ตูน และหรือนิยายภาพ ได้แก่ “มะเขื่องแห่งเมืองโหวกเหวก” ของ อิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์
รางวัลชมเชย 3 รางวัล
“การผจญภัยของสุดสาคร พระอภัยมณี” ของ อัมรินทร์ เดชณรงค์
“บันทึกสี่เท้าจากหัวใจผู้ไร้บ้าน(ฉบับการ์ตูน)” ของชนประเสริฐ คินทรักษ์
“แบนเล็กผจยภัย : ชีวิตชีปะขาวตัวแบนในโลกมหัศจรรย์ใต้สายน้ำ” ของ นิรมล มูนจินดา

รางวัลดีเด่น กลุ่มหนังสือสวยงาม ประเภทหนังสือสวยงามทั่วไป ได้แก่ “สยามรัฐวัฒนา ใต้ฟ้าพระสยามินทร์” ของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง
รางวัลชมเชย 3 รางวัล
“ซ่อนไว้ในสิม ก-อ ในชีวิตอีสาน”
“สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” ของทศพล จังพาณิชย์กุล
“หนังสือชุดเครื่องถ้วยในเมืองไทย 3 เล่ม” ของ ภุชชงค์ จันทวิช

รางวัลดีเด่น กลุ่มหนังสือสวยงาม ประเภทหนังสือสวยงามสำหรับเด็ก ได้แก่ “ที่สุดในโลก” ชองรัตนา คชนาท
รางวัลชมเชย 3 รางวัล
“กระจิ๊บกระจ๊อบมองโลก” ของสมาพร สุขสำอาง
“ช้างเพื่อนกัน” ของธนากร ศรีวิเชียร
“ตลาดน้ำ อ้ำ! อร่อย” ของตุ๊บปอง” นายพนม กล่าว

หนังสือที่ได้รับรางวัลดีเด่น จะได้รับโล่พร้อมเงินรางวัล 30,000 บาท ส่วนรางวัลชมเชยจะได้รับเกียรติบัตรพร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท โดยเข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันเปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 37 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 7 ในวันที่ 26 มี.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์



ทางเลือกใหม่ในการเข้าถึงพจนานุกรม‏

เรียบเรียงโดย: ทัชชา ปิยวัฒนเมธา

หากกล่าวถึงพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ คุณนึกถึงอะไรบ้าง นึกถึงหนังสือเล่มหนาและหนักอึ้ง เป็นหนังสืออ้างอิงสามัญประจำห้องสมุด
ไม่สะดวกต่อการยืมออกนอกห้องสมุด ไม่สะดวกต่อการพกพาหากจำเป็นต้องใช้บ่อยๆ กว่าจะหยิบขึ้นมาเปิดอ่านก็ต้องมีแรงมากพอมิฉะนั้นอาจจะทำให้บาดเจ็บกันได้

ปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมด คุณลืมไปได้เลย! ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน เพียงแค่คุณมีคอมพิวเตอร์ธรรมดา ๆ ๑ เครื่อง และชอบท่องโลกออนไลน์ล่ะก็สบายมาก! เนื่องจากราชบัณฑิตยสถานได้นำพจนานุกรมดังกล่าวมาปฏิรูปเป็นเว็บไซต์ http://rirs3.royin.go.th

ในเว็บนี้มีวิธีค้นหาคำให้เลือกใช้ ๒ วิธี คุณจะเลือกเข้าลิ้งค์ตามตัวอักษร แล้วพิมพ์คำที่จะค้นหาในช่อง edit box เหมือนตอนเปิดหนังสือโดยเริ่มต้นจากค้นหาในสารบัญ แล้วค้นหาคำ หรือคุณจะไม่เข้าลิ้งค์ พิมพ์คำที่ต้องการค้นหาได้ทันทีในช่อง edit box ก็ได้

แต่การค้นหาคำอาจยังไม่สมบูรณ์นัก เพราะยังมีคำที่ใช้กันในปัจจุบันอีกหลายคำที่เขาไม่ได้เก็บมาไว้ในหนังสือและเว็บไซต์ เช่น ถ้าคุณไม่แน่ใจเกี่ยวกับคำที่มาจากภาษาอังกฤษ “internet” ว่าสะกดอย่างไรกันแน่ จะเป็น “อินเตอร์เน็ต” หรือ “อินเทอร์เน็ท” คำว่า “blog” เขียนเป็นภาษาไทยว่า “บลอก” หรือ “บล็อก” กันแน่ หรือแม้แต่คำว่า “อินเตอร์” เมื่อพิมพ์คำเหล่านี้เข้าไป ทางเว็บจะแสดงผลว่า “ค้นไม่เจอ โปรดพิมพ์ใหม่” หรือถ้าเกิดความเข้าใจผิดคิดว่า “สิวฝ้า” กับ “ฝ้าเพดาน” สะกดต่างกัน ผู้เขียนเคยเข้าใจว่า “ฟ่า” คือฝ้าเพดานที่เกี่ยวกับบ้าน แต่พอลองพิมพ์คำว่า “ฟ่า” ก็ได้ความรู้ใหม่จากการแสดงผล “ค้นไม่เจอ โปรดพิมพ์ใหม่” แล้วแสดงคำที่คล้ายกัน เช่น “ฟ่าง” ในคำว่า “ข้าวฟ่าง”

นอกจากส่วนของการค้นหาคำแล้ว เว็บไซต้นี้ยังได้จัดทำหัวข้อส่วนของการอธิบายวิธีใช้พจนานุกรม ได้แก่ การเรียงลำดับคำและวิธีเก็บคำ ประวัติของคำอักขรวิธี เครื่องหมายต่าง ๆ ความหมาย การบอกคำอ่าน และบัญชีอักษรย่อที่ใช้ในพจนานุกรม

นับว่าเว็บไซต์พจนานุกรมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเข้าถึงแหล่งความรู้ในสังคมยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นก้าวใหม่ของราชบัณฑิตยสถานในการผลิตสื่อเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย และการเข้าถึงสื่อของคนไทย จึงไม่จำกัดเฉพาะการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์อีกต่อไป โดยได้ผลิตสื่อในรูปแบบอื่น เช่น รายการทางวิทยุกระจายเสียง “รู้รักภาษาไทย” สื่ออินเตอร์เน็ต และได้เป็นกำลังสำคัญในการผลิตสื่อและรายการอื่น ๆ อีก ท่านผู้อ่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.royin.go.th



ใครหลงลืมอะไรบางอย่าง

we-forget-something1

เราหลงลืมอะไรบางอย่าง
เขียน: วัชระ สัจจะสารสิน
สำนักพิมพ์: นาคร
พิมพ์ครั้งแรก: มีนาคม 2551
ราคา: 160 บาท
วิจารณ์โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปี 2551 ของรวมเรื่องสั้น ‘เราหลงลืมอะไรบางอย่าง’ คงจะทำให้ผู้อ่านหลายคนไม่หลงลืมที่จะหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน มิฉะนั้นชะตากรรมของมันคงไม่ต่างจากรวมเรื่องสั้นของนักเขียนไทยคนอื่นๆ ที่ไร้ร้างผู้อ่านจนถือได้ว่า ผู้เสพเรื่องสั้นเป็นตลาดกลุ่มย่อย (niche market) ซึ่งไม่มีนายทุนทำหนังสือหน้าใหม่หน้าไหนสนใจจะลงทุนหากไม่รักในวงการนี้จริงๆ

จึงไม่ต้องแปลกใจว่ายังมีนักอ่านอีกหลายคนลืมที่จะหยิบรวมเรื่องสั้นเล่มนี้มาอ่าน แต่มันร้ายกว่านั้นคือนักอ่านเหล่านั้นไม่รู้จักรวมเรื่องสั้นเล่มนี้เลยต่างหาก ผู้เขียนไม่ได้เป็นทายาทของใครที่มีชื่อเสียง ไม่ได้เป็นคอลัมนิสต์ที่โด่งดัง และไม่ได้มีงานเขียนต่อเนื่องยาวนานมาเป็นครึ่งค่อนชีวิต ฯลฯ ผู้เขียนไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างจึงทำให้งานของเขาแม้จะได้รับรางวัลที่ปลุกกระแสได้ดีที่สุดในประเทศนี้แล้วก็ตาม ก็ยังเป็นงานที่ไม่มีใครรู้จักหรือสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการได้

เพราะงานของเขาไม่โดดเด่นพอ หรือเพราะนักอ่านไทยเป็นอย่างนี้ หรือเพราะไม่มีใครศรัทธากับรางวัลซีไรต์นี้อีกแล้ว 12 เรื่องสั้นของ ‘วัชระ สัจจะสารสิน’ ในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้จะเป็นคำตอบได้ดี

นักปฏิวัติ – ความหมายของคำว่าปฏิวัติในเรื่องนี้นั้นทุกคำเป็นความหมายในด้านบวกทั้งสิ้น แต่เรื่องราวสามารถแสดงให้เห็นถึงความโง่งมของตัวละครที่หมกมุ่นเรื่องราวของนักปฏิวัติในอดีต เรื่องได้ให้บทสรุปเกี่ยวกับการปฏิวัติของตัวละครเอง เป็นการฝากคำถามให้นักอ่านว่าแท้จริงแล้วการปฏิวัติเป็นสิ่งที่คิดวางแผนมาอย่างดีแล้วหรือเกิดขึ้นจากการเอาตัวรอดกันแน่

การนำเสนอรายละเอียดของฉากและชีวิตของตัวละครได้ขับเน้นความมีชีวิตได้ดีระดับหนึ่ง แต่สำนวนการรำพึงรำพันของตัวละครกลับทำให้ตัวละครกลายเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างไม่ค่อยจะมีชีวิต กลายเป็นตัวตลกตื่นตูมไม่เป็นธรรมชาติโลดแล่นอยู่ในฉากที่จัดไว้โดยมีผู้ชมอยู่อีกด้านหนึ่งและแทรกเสียงหัวเราะมาเป็นห้วงๆ

เรื่องเล่าจากหนองเตย – ประเด็นที่เรื่องนี้พูดถึงคือเรื่องของความคิดแบบฝังหัวของสังคมไทย โดยสื่อผ่านเรื่องเล่าอาถรรพ์บริเวณหนองเตย เรื่องดำเนินผ่านมุมมองผู้สังเกตการณ์ตั้งแต่ในวัยเด็กจนเติบใหญ่แต่ในด้านความคิดมิได้เติบโตขึ้นสักเท่าไร ดังจะเห็นได้ว่าแม้ผู้สังเกตการณ์จะผ่านเหตุการณ์ที่น่าโศกเศร้าจากการสูญเสียของน้าชัยแล้วก็ตาม ซึ่งน้าชัยก็ได้รับผลจากความคิดแบบฝังหัวจากกรณีสงครามและการต่อสู้ระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกันตัวผู้สังเกตการณ์เองก็ยังมีความคิดแบบฝังหัวในเรื่องอาถรรพ์ของหนองเตยฝังหัวอยู่ เป็นการเทียบเคียงให้เห็นความงมงายของความเชื่อของสังคมไทย แม้ว่าจะได้รับการศึกษาแล้ว หรือมีประสบการณ์ต่างๆ นานาที่ผ่านเข้ามาให้เรียนรู้แล้วแต่สังคมไทยไม่เคยเรียนรู้และนำมาปรับปรุงความคิดหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเลย ซึ่งจากประโยคสุดท้ายของเรื่องเหมือนผู้เขียนจะบอกกับผู้อ่านว่าผู้ที่มีความคิดแบบฝังหัวอยู่มักจะไม่รู้ตัวและก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับความคิดอันคร่ำครึของตนเองแม้แต่น้อย

หาแว่นให้หน่อย – สำหรับผู้ที่ไม่ได้สนในเรื่องการเมืองของไทยตั้งแต่อดีต เมื่ออ่านจบแล้วอาจยังไม่เข้าใจว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร ผู้อ่านจำเป็นต้องคิดตรึกตรอง เปรียบเทียบ และค้นหาความนัยอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งก็ยังเป็นความยากลำบากอยู่ดีที่จะเข้าถึงเรื่องสั้นนี้อย่างลึกซึ้งได้ ผู้ที่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเมืองไทยคงเข้าใจแค่เพียงว่าการทำรัฐประหารไม่ต่างอะไรกับการนอนทับแว่นครั้งแล้วครั้งเล่าจนมันต้องบิดเบี้ยวพังไป และเมื่อไม่มีแว่นสิ่งเดียวที่ชายคนนี้ทำได้ก็คือการระบายความกระสันตามที่ตัวเองต้องการเท่านั้นเอง

เพลงชาติไทย – ได้ถ่ายทอดให้เห็นความโหดร้ายและรุนแรงของสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรักชาติแบบคลั่งชาติ’ โดยผ่านการแสดงความเคารพเพลงชาติ โยนคำถามให้ผู้อ่านได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้วการแสดงออกซึ่งความรักชาติเป็นเช่นไร

ในวันที่วัวชนยังชนอยู่ – ผู้เขียนเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงโหยหาอดีต เรื่องราวอันเอื่อยเนือยในฉากงานประเพณีท้องถิ่นที่ของวันสงกรานต์งานรวมญาติที่เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝันขึ้น ผู้อ่านจะไม่ได้ขบคิดประเด็น หรือตีความอะไรต่อได้อีกนอกจาก อ่านเพื่อรับทราบคำพร่ำบ่นถึงความเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบัน เรื่องสั้นนี้เป็นเรื่องที่ง่ายเกินไปในการนำเสนอ ที่จับความแตกต่างของอดีตและปัจจุบันมาชนกันโดยที่ไม่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกใดๆ กับเหตุการณ์นี้ได้เลย

บาดทะยัก – เป็นเหตุการณ์ธรรมดาของสามีภรรยาคู่หนึ่งในช่วงเวลาก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์ เรื่องสั้นเรื่องนี้ก่อให้เกิดการตีความได้หลายชั้นความคิด เมื่อคิดตามเรื่องก็คงหนีไม่พ้นประเด็นความแตกต่างของการป้องกัน ความกลัวโรคติดต่อ ในช่วงเวลาก่อนและหลังมีเซ็กซ์ ความยับยั้งชั่งใจนั้นมักจะมาหลังจากการเสร็จกิจแล้ว หรือหากคิดตีความต่อในเรื่องความยั้งคิดของมนุษย์ขณะที่ตนต้องเผชิญหน้ากับความตาย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพ่ายแพ้ต่อความกระสันของตัวมนุษย์เอง ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าความตายอาจจะคลืบคลานเข้ามา ก้อนความคิดนี้สามารถนำมาเป็นตัวแปรและนำเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไปแทนค่าได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหน่วยเล็กที่สุดคือครอบครัว ในกรณีความซื่อสัตย์ต่อสามีหรือภรรยาของตน ไปจนถึงเรื่องระดับโลกอย่างกรณีโลกร้อนก็ตีความไปได้เช่นกัน ด้านตัวละคร คำพูด และพฤติกรรมก็เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาไม่ขาดเกิน นี่เป็นเรื่องสั้นที่ดีที่สุดในรวมเรื่องสั้นเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

ราตรีมีชีวิต – เรื่องราวของชนชั้นแรงงานในเมืองซึ่งเสมือนถูกบังคับให้เข้าสู่ระบอบทุนนิยมไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ตัวละครชั้นแรงงานเหล่านี้อยู่ในภาวะจำยอมและในขณะเดียวกันก็อาจมองได้ว่า การที่ตัวละครไม่พอใจและพยายามเหยียดตัวเองออกจากระบอบทุนนิยม ลึกๆ แล้วก็อาจมองได้ว่าเป็นการแสดงออกถึงความน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของผู้ได้รับผลประโยชน์จากระบอบทุนนิยม

วาวแสงแห่งศรัทธา – ยังมีบางช่วงที่เป็นน้ำเสียงของการสั่งสอนและบ่นโดยตรงสู่ผู้อ่าน แต่ก็นับว่าเรื่องสั้นนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในขั้นดีอยู่ ก็เพราะสื่อความรู้สึกของบรรยากาศความไม่ไว้วางใจแบบการเมือง การมีวาระซ่อนเร้นที่หาความจริงได้ยากจากปากนักการเมือง จนต้องใช้ความเป็นพ่อลูกในการเชื่อถือคำพูดกัน วาวแสงที่ว่านั้นอาจทำให้คนพวกหนึ่งมีความหวังอย่างแรงกล้าขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันก็จะทำให้คนอีกพวกหนึ่งหันหน้าหนีและเมินเฉยต่อมันได้เช่นกัน ด้วยว่าหมดหวังกับผู้คนที่อยู่ในชนชั้นปกครองของบ้านนี้เมืองนี้แล้ว

แก้วสองใบ – เป็นเรื่องสั้นที่นำสองเหตุการณ์มาเกี่ยวโยงกันด้วยการเปรียบเปรยแบบสัญลักษณ์ พูดถึงความคิดความรู้สึกของหญิงคนหนึ่งซึ่งมีบทบาทเป็นแม่ของลูกที่กำลังน่ารัก เป็นภรรยาของสามีที่สร้างปัญหาให้กับเธอตลอดเวลาในความเห็นของเธอ เธอจึงต้องตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ด้วยความรู้และการศึกษาที่เธอมี กลับได้จากการตัดสินใจเล็กของแม่บ้านที่บริษัท ซึ่งแท้จริงแล้วถ้าเธอใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาเรื่องแก้วของเธอก็จะได้แก้วทั้งสองใบกลับคืนมา เหมือนที่เธอไม่ต้องเลือกระหว่างลูกกับสามีของเธอ เรื่องราวสะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้วิชาชีพเพื่อเลี้ยงตัวเอง กับการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตมันเป็นคนละเรื่องกัน และผู้ที่มีการศึกษาสูงๆ ก็มักมีปัญหาชีวิตและตัดสินใจแก้ปัญหาในชีวิตไม่ต่างกับคนด้อยการศึกษา ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเรียนรู้การใช้ชีวิตมากกว่านี้ หรือว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่การศึกษาวิชาชีพนั้นต้องส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ชีวิตพร้อมกันไปด้วย

วิทยานิพนธ์ดีเด่น – แสดงให้เห็นลักษณะของผู้ที่มีการศึกษาในระดับสูงแลเป็นหัวกะทิคนหนึ่งซึ่งใช้สติปัญญาคิดวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ปัญหานั้นเป็นปัญหาที่มากระทบกับตนเองเท่านั้น พูดให้ง่ายคือ เรื่องสั้นนี้ได้แสดงให้เห็นความเห็นแก่ตัวของคนผู้มีการศึกษา แสดงให้เห็นตั้งแต่ระบบการคิด พฤติกรรมในการแก้ปัญหาของคนจำพวกนี้ซึ่งนับวันจะมีเพิ่มขึ้นในสังคมของเรา

ฟ้าเดียวกัน – เรียกว่าเป็นการแฉผู้ที่เรียกตัวเองว่านักปฏิวัติ แสดงให้เห็นเนื้อแท้ของผู้ที่ต่อต้านเผด็จการ ผู้ที่มีหัวใจเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มเปี่ยมหรืออย่างน้อยเขาก็แสดงตนว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นจากเมื่อครั้งอดีต แต่ยอมรับความแตกต่างของลูกตนเองไม่ได้ ผู้เขียนใช้รูปแบบในการนำเสนอความรู้สึกและภาวะจิตใจของลูกสู่ผู้อ่านได้อย่างน่าเชื่อ และก็สามารถทำให้ผู้อ่านคล้อยตามได้ว่าคนอย่างนักปฏิวัติผู้เป็นพ่อแท้ๆ นั้นก็สามารถกระทำการอย่างนั้นกับลูกของตัวเองได้จริง ก็ด้วยลักษณะของนักต่อสู้ที่เคยชินกับความเด็ดขาด ผู้มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม หัวเก่า และมีความยึดติดกับความคิดเก่าๆ ของตัวเอง

วันหนึ่งของชีวิต – ผู้เขียนเล่าเรื่องนี้อย่างไม่ได้ชี้นำให้โยงไปถึงเรื่องในความหมายหรือนัยยะอื่นใด นอกจากเล่าเรื่องโดยเริ่มต้นจากความตายในงานศพแม่ของเพื่อนและจบลงที่การระลึกถึงวันเกิดของตัวละครเอง โดยที่ระหว่างการดำเนินเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ตัวละครประสบสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนที่สุดคือ ความไม่แน่นอนของชีวิต น้ำเสียงของเรื่องเล่าโดยปราศจากอารมณ์ความรู้สึก เป็นเพียงการบรรยายเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้าตัวละคร เพื่อให้เดินเรื่องจนมาพบกับจุดที่ตั้งใจไว้ก่อนแล้วว่าจะให้เป็นจุดจบของเรื่อง จึงทำให้เรื่องสั้นเรื่องนี้ขาดชีวิตชีวาเหือดแห้งแล้งความรู้สึก เรื่องนี้ผู้เขียนน่าจะเขียนขึ้นจากการปั้นแต่งขึ้นล้วนๆ

โดยรวมแล้วรวมเรื่องสั้น ‘เราหลงลืมอะไรบางอย่าง’ ยังคงเน้นปลุกสำนึกอะไรบางอย่างกับสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง สำนึกเหล่านั้นมาจากความคิดของคนหัวเก่าที่ไม่ได้พบเจอสภาพสังคมแวดล้อมอย่างทุกวันนี้ เรียกว่าเป็น ‘สำนึกจากอดีต’ นี่อาจจะเป็นทางออกให้กับคนในยุคที่สังคมกำลังเปลี่ยนแปลง หรืออาจจะทำให้ถูกเบียดตกยุคไปก็ได้

แท้จริงนั้นไม่ใช่เพียงแค่ ‘สำนึกจากอดีต’ ที่อาจจะช่วยให้สังคมเราดำรงคงอยู่ได้อย่างปกติสุข ‘สำนึกในปัจจุบัน’ เป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะแท้จริงเราไม่ได้อยู่ในช่วงที่กำลังเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่อะไรก็ตาม แต่เราอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หรือใครว่าไม่จริง



ประกาศผลรวมเรื่องสั้นรางวัลซีไรต์ 2551

ขอแสดงความยินดีกับรวมเรื่องสั้น
เราหลงลืมอะไรบางอย่าง
โดย วัชระ สัจจะสารสิน (สำนักพิมพ์นาคร)
ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ประจำปี 2551



รวมเรื่องสั้นรอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ 2551
9 กรกฎาคม 2008, 10:59 am
Filed under: - ข่าวหนังสือ | ป้ายกำกับ: ,

เคหวัตถุ
โดย อนุสรณ์ ติปยานนท์  (สำนักพิมพ์เคหวัตถุ)

ข่าวการหายไปของอาริญาและเรื่องราวอื่นๆ
โดย ศิริวร แก้วกาญจน์ (ผจญภัยสำนักพิมพ์)

เรื่องบางเรื่องเหมาะที่จะเป็นเรื่องจริงมากกว่า
โดย จำลอง ฝั่งชลจิตร (สำนักพิมพ์แมวบ้าน)

เราหลงลืมอะไรบางอย่าง
โดย วัชระ สัจจะสารสิน (สำนักพิมพ์นาคร)

วรรณกรรมตกสระ
โดย ภาณุ ตรัยเวช (สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์)

ปรารถนาแห่งแสงจันทร์
โดย เงาจันทร์ (แพรวสำนักพิมพ์)

บริษัท ไทยไม่จำกัด
โดย สนั่น ชูสกุล (สำนักพิมพ์มติชน)

ตามหาชั่วชีวิต
โดย เสารี เอี่ยมลออ (สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น)

หมู่บ้านแอโรบิก
โดย ทัศนาวดี (แพรวสำนักพิมพ์)