หมดปัญญาออนไลน์ – modepanya online


ทาง ‘5 แพร่ง’ ของหนังผี

โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

ไม่มีกฎกติกาอะไรกำหนดเอาไว้ว่า ‘หนังผี’ ต้องทำให้ผู้ชมขนลุกขนพองสยองเกล้า แต่อย่างน้อยผู้ชมที่ตั้งใจมาชมหนังที่ตนเองเรียกได้เต็มปากว่า ‘หนังผี’ ก็ย่อมมีความคาดหวังอยู่ลึกๆที่จะได้รับความหลอนติดตากลับไปบ้าง

‘5 แพร่ง’ (Phobia 2) ก็เข้าข่ายหนังผีดังกล่าวเช่นกัน แต่ที่ต่างออกไปคือตัวหนังให้อารมณ์หลากหลายจึงสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชมได้หลากหลาย อาจเป็นเพราะความได้เปรียบตรงที่แบ่งเป็นเรื่องสั้นย่อยๆถึง 5 เรื่องด้วยกัน มันก็ต้องมีสักเรื่องที่ผู้ชมจะชื่นชอบไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งเหตุผลของความชอบที่น่าจะมีน้อยที่สุด นั่นก็คือ ‘ชอบเพราะความน่ากลัวของ 5 แพร่ง’ ดูท่าแล้วชื่อภาษาอังกฤษของหนังเรื่องนี้ที่แปลว่า ‘ความหวาดกลัว’ จะไปด้วยกันไม่ได้กับอารมณ์หนังที่ออกมาเลย

ผิดกับ ‘4 แพร่ง’ ที่ขายความน่ากลัวสมชื่อ ในส่วนที่เป็นอารมณ์สนุกสนานขบขันอื่นๆซึ่งใส่มา ก็เป็นส่วนเสริมให้ผู้ชมได้ผ่อนคลายความกลัวลงบ้าง มันจึงกลายเป็นความลงตัวจนทำให้หนังประสบความสำเร็จอย่างไม่มีใครคาดคิด

หลาวชะโอน
งานของปวีณ ภูริจิตปัญญา เจ้าของ ‘ยันต์สั่งตาย’ ใน ‘4 แพร่ง’ พาผู้ชมไปนั่งอยู่บนรถที่ประสบอุบัติเหตุในจังหวะภาพสโลโมชั่นถือเป็นการเปิดเรื่องด้วยภาพที่ดึงความสนใจผู้ชมได้ดี สิ่งที่หนังเรื่องนี้จะบอกกับผู้ชมนั้นก็บอกอย่างตรงไปตรงมา และย้ำซ้ำอยู่หลายครั้งหลายคราจากบทสนทนาของพระสงฆ์กับเณร โดยเนื้อเรื่องเป็นความจริงของชีวิตและสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้ ตัวเรื่องเอื้อให้ตัวละครมีมิติ สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ชมเข้าถึงและคล้อยตามได้ ผู้ชมอิ่มอารมณ์กับเรื่องนี้ได้พอสมควรกับการเป็นหนังในลำดับที่หนึ่ง

ในด้านการสร้าง หนังขาดความต่อเนื่องของภาพโดยเฉพาะตอนที่เณรเดินกลับกุฏิ ทำให้อารมณ์สะดุดแต่ก็ไม่ร้ายแรงจนถึงขั้นเสียอรรถรส หากตัดฉากสุดท้าย(ฉากกลายร่างตอนที่กล้องแทนสายตาเณร)ที่เป็นส่วนเกินของหนังออกแล้วนำเวลาตรงนั้นมาใช้ในส่วนที่ขาดหายไป จะทำให้อารมณ์ของหนังไหลลื่นยิ่งขึ้น เพราะการแสดงของนักแสดงแต่ละคนในเรื่องนี้ผ่านทุกคน

ห้องเตียงรวม
เดิมทีผู้กำกับฯ ยงยุทธ ทองกองทุน ถูกวางตัวไว้ให้เป็นหนึ่งในผู้กำกับฯของ ‘5 แพร่ง’ แต่เพราะประสบอุบัติเหตุ วิสูตร พูลวรลักษณ์ ในฐานะหนึ่งในผู้บริหารจีทีเอชจึงลองทำหน้าที่ผู้กำกับฯเองสักครั้งในชีวิต

ต้องยกความดีความชอบให้กับ ‘หลาวชะโอน’ ที่ทำให้ผู้ชมตั้งตารอเรื่องต่อไปด้วยใจจดจ่อ และหวังว่าเรื่องแรกคงเป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้น แล้ว ‘ห้องเตียงรวม’ ก็เปิดเรื่องได้เจ็บแสบ เสียดสีแว๊นบอยและสก๊อยเกิร์ลด้วยเสียงประกอบกับล้อที่วิ่งแข่งกันทำให้นึกไปถึงภาพชินตาที่อยู่บนถนนแถวบ้านผู้ชมในประเทศนี้ได้ง่ายๆ และขณะเดียวกันก็เป็นการปูเรื่องของตัวละครโดยไม่ต้องเล่าอะไรเพิ่มเติมให้ยุ่งยากอีกเลยถือเป็นความฉลาดอย่างหนึ่งในฉากนี้

หนังเรื่องนี้อาศัยประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ชมมากเกินไป ในการสร้างความน่ากลัวให้กับตัวผู้ชมเอง เพราะถ้าผู้ชมไม่มีประสบการณ์ร่วมในโรงพยาบาลอย่างตัวละครเด็กแว๊นคนนี้แล้ว เรื่องนี้ก็ไม่อาจสร้างความขนลุกขนพองให้กับผู้ชมได้เลย นอกจากทำให้สะดุ้งสะเทือนด้วยเทคนิคการตัดภาพและเสียงประกอบที่ดังกว่าปกติเพื่อให้ผู้ชมตกใจ ที่รู้จักกันในนาม ‘ผีตุ้งแช่’ สุดท้ายแล้วหนังก็ละเลยการเล่าถึงครอบครัวของเด็กแว๊นที่จะมารับ ปล่อยให้จบแบบห้วนๆตามที่ใจต้องการซึ่งทำให้หลุดไปจากเรื่องที่เล่าตอนต้น

ส่วนในเรื่องการสร้างดูจะเป็นเรื่องที่ทำได้แนบเนียนที่สุด ภาพไม่สะดุดมีความต่อเนื่องถือได้ว่าวิสูตร เป็นผู้กำกับฯหน้าใหม่ฝีมือไม่ได้ขี้เหร่

Backpacker
งานของทรงยศ สุขมากอนันต์ เจ้าของ ‘เด็กหอ’ ที่คันไม้คันมืออยากทดลองทำผีไทยให้แตกต่างออกไปจากเดิม แต่ไม่ได้แตกต่างออกไปจากผีที่นักดูหนังเคยรู้จัก คาดว่าทรงยศน่าได้รับอิทธิพลผีความเร็วสูงมาจากหนังเรื่อง ‘28 Days Later’ ของผู้กำกับฯ แดนนี่ บอยด์ การที่หนังเรื่องนี้มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษเพียงเรื่องเดียวก็อาจจะเป็นการบอกใบ้ถึงความแตกต่างของแนวคิดเรื่องผีก็เป็นได้

การทดลองสุดท้ายแล้วผลที่ได้อาจจะได้ค้นพบสิ่งใหม่ที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิมหรืออาจจะล้มเหลวไม่เป็นท่าเลยก็ได้ นี่เป็นข้อดีของหนังที่แบ่งซอยเป็นหนัง 5 เรื่องอย่าง ‘5 แพร่ง’ เพราะหากผลออกมาเป็นลบก็ไม่ทำให้นายทุนเจ็บตัวมาก

ปัญหาของเรื่องนี้คือความเชื่อของผู้ชม ผู้ชมคนไทยยังเชื่อในผีที่เป็นวิญญาณหลอกหลอนมากกว่า แม้ว่าที่ไปที่มาของวิญญาณเหล่านั้นจะขาดเหตุผลที่มาที่ไปอย่างไร ผู้ชมคนไทยก็ยังเชื่อ อย่างน้อยที่สุดก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เมื่อทรงยศต้องการสร้างผีที่แตกต่างออกไปจากความเชื่อของคนไทย แต่กลับไม่ให้เหตุผลรับรองที่มาที่ไปของมันเลย ทั้งยังมีความบกพร่องในเรื่องของความสั้นยาวของระยะเวลาภายในเรื่องที่ไม่สมจริง เพียงเพื่อจะดึงเวลาให้รองรับกับฉากจบในเวลาเช้าซึ่งตั้งใจให้ผู้ชมตีความ ผลที่ได้จึงล้มเหลวไม่เป็นท่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ชมคนไทยจะไม่เปิดรับผีรูปแบบใหม่ที่ต่างไปจากเดิม เพียงแต่ผีวิญญาณได้ซึมลึกอยู่ในวัฒนธรรมของเรามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ผีแนวใหม่ที่จะเข้ามาจึงต้องอาศัยความสามารถของผู้สร้างหนังอย่างมาก ต้องรัดกุมและสมเหตุสมผลกว่าผีเดิมๆเป็นเท่าตัว จึงจะเข้ามาสิงในใจผู้ชมคนไทยได้

รถมือสอง
งานของภาคภูมิ วงศ์ภูมิเจ้าของ ‘Last Flight’ ใน ‘4 แพร่ง’ สร้างความผิดหวังให้กับผู้ชมที่ขนลุกกับ ‘Last Flight’ เป็นอย่างมาก สิ่งที่หนังเรื่องนี้ขายมันเกือบจะเป็นการพาผู้ชมเดินเข้าไปในบ้านผีสิงของสวนสนุก เป็นผีที่ปราศจากน้ำหนักของเรื่องราว จุดมุ่งหมายของเรื่องอ่อนปวกเปียก จุดจบของเรื่องก็เหมือนกับการเดินออกจากประตูบ้านผีสิงโดยไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับผีในบ้านผีสิงเลย แล้วเทคนิคผีตุ้งแช่ก็ถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อ จนกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย

คนกอง
งานของบรรจง ปิสัญธนะกูล เจ้าของ ‘คนกลาง’ ใน ‘4 แพร่ง’ กลับมาเรียกเสียงฮาเหมือนเดิม แม้จะตั้งใจฮากว่าเดิมแต่ก็ไม่ทำให้ฮาเพิ่มขึ้น

‘คนกอง’ เปิดเรื่องด้วยฉากการแสดงของมาช่าที่ต้องเทคใหม่ ในฉากนี้หนังบอกเป็นนัยๆอยู่แล้วว่าจะหนังเล่าด้วยน้ำเสียงเช่นไร หนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องโดยตัดความสมจริงออกไปตั้งแต่ต้นเรื่อง เปรียบได้กับดูโชว์ ‘แก๊งสามช่า’ (หม่ำ-เท่ง-โหน่ง) หากผู้ชมจะเรียกร้องความสมจริงในฉากต่อๆไปก็ถือว่าผู้ชมไปผิดทางจากความตั้งใจของผู้สร้าง ทั้งเรื่องจึงมีแต่ความบันเทิงให้กับผู้ชม หนังทำได้สำเร็จและไม่ขาดตกบกพร่อง

แต่หากผู้ชมไม่ดูด้วยสายตาเดียวกับที่ดูโชว์จากแก๊งสามช่าแล้ว หนังเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นหนังที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เนื่องจากตั้งใจเล่นกับคนดูมากจนขาดความเป็นเหตุเป็นผลของหนังเอง คนทำหนังเรื่องนี่น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับ ‘คนกลาง’ ที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก หากเรียกว่าเป็น ‘คนทำหนัง’ แล้วทำออกมาได้เพียงแค่อารมณ์ตลกโปกฮาแบบไร้ที่ไปที่มาอย่างนี้ก็น่าผิดหวัง ซึ่งความฮาอาจจะเทียบเท่าหรือด้อยกว่าแก๊งสามช่าด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับเงินลงทุนไปมากกว่าหลายเท่าตัว จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สร้างงานชิ้นนี้จะต้องกลับไปพิสูจน์ตัวเองในฐานะ ‘คนทำหนัง’ เสียใหม่

อันที่จริงสังคมในยุคโพสต์โมเดิร์น หรือ ในยุคที่อะไรๆไม่ได้ยึดหลักการที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว เช่นเดียวกับที่ไม่มีกฎกติกามากำหนดว่า ‘หนัง’ หรือ ‘ภาพยนตร์’ จะต้องทำให้ผู้ชมเห็นถึงความสมจริงสมจัง และจะต้องมีความต่อเนื่องของภาพที่ไหลลื่นเหมือนอย่างในอดีตอีกแล้ว

ในยุคที่ความคิดความเห็น อารมณ์ความรู้สึก และความพอใจที่จะจ่ายเงินของผู้ชมแต่ละคนสามารถตัดสินว่า ‘อะไรเป็นหนัง’ หรือ ‘อะไรไม่เป็นหนัง’ ได้เช่นเดียวกับหลักการทฤษฎีทางภาพยนตร์ซึ่งใช้ตัดสินความเป็นหนังหรือไม่เป็นหนัง สุดท้ายมันก็อยู่ที่จิตวิญญาณของผู้ที่เรียกตัวเองว่า ‘คนทำหนัง’ นั่นเองที่กำหนดได้ว่า หนังในอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

Advertisements


‘นางไม้’ ความรักกับความผูกพัน และ ‘พลอย’

โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

หลังจากได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง นางไม้’ (Nymph) ที่ตีพิมพ์ลง ‘จุดประกาย’ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 กรกฎาคม 2552 โดยมี ‘นันทขว้าง สิรสุนทร’ นักวิจารณ์หนังประจำค่ายเนชั่นและในฐานะเพื่อนคนหนึ่งของเป็นเอกเป็นผู้ซักถามแล้ว ก็ต้องประกาศไว้ก่อนว่า หนังเรื่องนางไม้ที่ฉายทั่วไปนั้นเป็นคนละฉบับกับนางไม้ที่ติดเป็นหนึ่งใน 19 เรื่องของหนังน่าจับตามอง (Un Certain Regard) ของเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งที่ 62 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

จากปากคำของผู้กำกับฯเป็นเอกในบทสัมภาษณ์นั่นเองที่บอกว่า แท้ที่จริงเขาต้องการให้หนังเป็นอย่างฉบับที่ฉายทั่วไปเพียงฉบับเดียวเท่านั้น ส่วนฉบับที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ยกย่องว่าเป็น ‘หนังที่น่าจับตามอง’ นั้นเป็นฉบับที่เขายังทำไม่เสร็จต่างหาก แม้ตัวหนังจะจบสมบูรณ์แต่เขายังไม่พอใจกับมัน หนังฉบับที่ฉายทั่วไปจึงไม่ได้เรียกว่าฉบับ Director’s Cut (ตัดต่อขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มหรือลดเนื้อหาจากต้นฉบับ) ฉะนั้นในบริบทที่พูดถึงความตั้งใจของผู้กำกับฯเป็นเอกแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องกล่าวถึงหนังฉบับที่ไปคานส์อีก

ถ้าเคยดูเรื่อง ‘พลอย’ มาก่อน หรือหากได้ดู ‘นางไม้’ แต่ยังไม่ได้ดู ‘พลอย’ ก็ขอให้ลองหามาดู จะเห็นความคล้ายคลึงในประเด็น ‘ความรักของคนสองคน’ กลายสภาพเป็นเพียง ‘ความผูกพันในสายตาคนรอบข้าง’ ความรู้สึกที่แท้จริงระหว่างทั้งคู่นั้นเป็นเช่นไร จะมีใครรู้ได้นอกจากคนสองคน

โดยทั่วไปเราจะเข้าใจกันว่า ‘ความผูกพัน’ ต่างจาก ‘ความรัก’ โดยสิ้นเชิง เรียกว่าเป็นคนละความรู้สึกกัน หากใช้คำว่า ‘ความผูกพัน’ กับคู่รักใดที่เคยรักกันหวานชื่นดูดดื่ม ก็หมายความว่าคู่รักคู่นั้นอาจกำลังจะเลิกราไม่เหลือ ‘ความรัก’ ให้แก่กันแล้ว เป็นแต่เพียง ‘ความผูกพัน’ ที่รอให้เวลาเจือจางจนไม่เหลือเยื่อใยและขาดกันในที่สุด

จะเป็นด้วยเหตุผลที่ทั้งคู่ใช้ชีวิตคู่มายาวนานกระทั่ง ‘ความรัก’ เลือนหายไป (อย่างกรณี ‘วิทย์’ กับ ‘แดง’ ในเรื่องพลอย) หรือใครคนหนึ่งได้พบคนใหม่ที่ใช่กว่าและถูกใจกว่า (อย่างกรณี ‘นพ’ กับ ‘เมย์’ ในเรื่องนางไม้) ก็ทำให้ผู้คนรอบๆข้างสังเกตเห็นและสัมผัสความจืดจางในรักของทั้งคู่ได้ แต่มันก็เป็นความเข้าใจไปเองของผู้สังเกตที่อยู่รอบๆ และผู้ชมเป็นหนึ่งในคนที่กำลังสังเกตอยู่เช่นกัน จนกระทั่งจบเรื่องทั้ง ‘พลอย’ และ ‘นางไม้’ ได้พาผู้ชมซึ่งอาจไม่เคยมีประสบการณ์ความรักเช่นนี้สามารถรับรู้ความรู้สึกของทั้งคู่ได้ลึกแต่อาจไม่ซึ้ง เพราะมันไม่ใช่อารมณ์ที่จะซาบซึ้งอย่างหนังรักทั่วไป

ใช่, แม้ว่าหนังจะใช้ชื่อ ‘นางไม้’ ซึ่งอาจถูกมองเป็นหนังผีมากกว่าแต่หนังก็ให้ความรักเป็นประเด็นหลักของเรื่อง โดยมีเรื่อง ‘ธรรมชาติถูกกระทำ’ เป็นประเด็นรอง ให้บรรยากาศความลี้ลับเป็นตัวดึงดูดผู้ชมให้ติดตามเรื่องราว ฉายภาพเปรียบเทียบระหว่างเมืองใหญ่ไร้ชีวิตและจำเจ กับ ชีวิตชีวาของป่าที่น่าเกรงขามซึ่งมากด้วยตำนานและเรื่องเล่าลี้ลับ

ในประเด็นรองที่ว่านี้เอง เป็นเอกได้สร้างฉากหนึ่งที่ยั่วความคิดและการตีความ ด้วยการเอาคำว่า ‘ธรรมชาติถูกกระทำ’ มาเล่นคำให้เป็นภาพ โดยใช้ภาพคนกอดต้นไม้บวกอารมณ์และความรู้สึกเพิ่มเข้าไป กลายเป็นฉากที่ให้ความรู้สึกอันหลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อว่า จะสร้างได้จากภาพที่แสนจะธรรมดา

ถ้าหากเปรียบ ‘นางไม้’ เป็นงานเขียนสักชิ้น มันก็คงจัดอยู่ในหมวดของเรื่องสั้น (ขนาดยาว) ด้วยองค์ประกอบที่มีตัวละคร ฉากและเหตุการณ์ในเรื่องไม่มาก ไม่ได้ตัดกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็วตามมาตรฐานของภาษาหนัง แต่เน้นที่บรรยากาศของฉากและความรู้สึกของตัวละครมากกว่า นอกจากนั้น ‘นางไม้’ ใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครที่ชื่อ ‘เมย์’ เป็นหลัก จึงดูคล้ายกับเรื่องเล่าที่ใช้คำสรรพนามบุรุษที่หนึ่งเป็นตัวเดินเรื่อง (ตัวอย่างเช่น ฉันทำอย่างนั้น ฉันทำอย่างนี้)

แต่ถึงอย่างนั้นเป็นเอกก็ยังเล่นกับความเฉพาะตัวของสื่อที่มีภาพและเสียงอย่างภาพยนตร์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นฉากถ่ายยาว (Long Take) ตอนเปิดเรื่องที่บังคับกล้องให้ลุยป่าในระยะประชิด จากนั้นก็ให้กล้องลอยขึ้นไปถ่ายมุมสูงเก็บภาพมุมกว้าง ต่อด้วยการแทนสายตาผู้ชมเป็นเลนส์กล้องที่วางตะแคงไว้ก่อนที่ ‘นพ’ จะหยิบขึ้นมาประกอบ ตอนที่แทนสายตาผู้ชมเป็นคนที่เดินลาก ‘เมย์’ ออกมาจากป่า หรือแทนสายตาผู้ชมเป็นต้นไม้ ฯลฯ ซึ่งยิ่งเพิ่มความกดดันให้กับผู้ชม และทำให้สิ่งที่ไร้ตัวตนในหนังก่อเกิดตัวตนขึ้นในความนึกคิดของผู้ชม แต่ก็ยังไม่ถึงกับสร้างความหลอนติดตัวผู้ชมกลับไป

‘นางไม้’ ใช้ภาพเป็นวิธีสื่อสารกับผู้ชม แต่ละฉากของ ‘นางไม้’ ไม่ต้องการการอธิบายด้วยเหตุผลที่จะปะติดปะต่อเรื่องราวให้สอดคล้องรองรับกับทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจเป็นภาพในจินตนาการ ภาพความฝันของตัวละคร หรือเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง ก็แล้วแต่ผู้ชมจะคิด หนังไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งยิ่งทำให้ส่งผ่านอารมณ์ความรู้สึกไปถึงผู้ชมได้มากขึ้น

หนังใช้บทสนทนาน้อยมาตลอดเรื่อง แต่เมื่อถึงฉากสำคัญของเรื่องเป็นจุดที่บรรจบระหว่างประเด็นหลักและประเด็นรอง หนังสื่อออกมาตรงและทื่อเกินไปรวบรัดข้อความที่จะบอกกับผู้ชมผ่านบทสนทนาของตัวละคร มันจึงทำให้ความคิดและอารมณ์ความรู้สึกที่แล่นไหลของผู้ชมหยุดลงพร้อมๆกับบทสนทนานั้น เหลือเพียงความฉงนสนเท่ห์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวละครเท่านั้น ทั้งที่จริงควรปล่อยที่ว่างไว้โดยการสื่อด้วยภาพและเสียงอย่างที่หนังทำมาตลอดเรื่อง จะช่วยให้หนังจบอย่างทรงพลังมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ‘นางไม้’ ถือว่าประสบความสำเร็จในการดึงดูดผู้ชมด้วยบรรยากาศความลี้ลับอึมครึมและอึดอัดตลอดเรื่อง ชวนให้ผู้ชมติดตามได้มากกว่า ‘พลอย’ ส่วนในเรื่องการสื่ออารมณ์ของตัวละครไปยังผู้ชมยังคงทำได้ตามมาตรฐานเป็นเอก แต่ตอนจบของ ‘พลอย’ เป็นธรรมชาติและลุ่มลึกกว่า ‘นางไม้’ หลายเท่านัก



The Fall งานศิลป์ในหนังที่ไม่เป็นศิลปะ
3 เมษายน 2009, 12:06 pm
Filed under: - เปิดไฟในโรงฯ | ป้ายกำกับ: , ,

the-fall-art

โดย วรวิช ทรัยพ์ทวีแสง

The Fall (2006) ผลงานการกำกับฯ ลำดับที่สองของ ทาร์เซ็ม ซิงห์ ผู้กำกับฯ ชาวอินเดีย ไม่ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจมากไปกว่า The Cell (2000) ผลงานชิ้นแรกของเขาเลย การที่ยังคงใช้ฉากซึ่งเปี่ยมด้วยจินตนาการอันบรรเจิดเลิศล้ำโดยปราศจากชีวิตของตัวละครนั้นไม่ทำให้ผู้ชมร่วมรู้สึกไปกับตัวละครได้อีก

และหากจะเทียบมุมมองและความคิดจากภาพในจินตนาการอันพิสดารเหล่านั้นแล้ว The Cell ยังเหนือกว่าทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์แต่ยังขาดในด้านการส่งอารมณ์ความรู้สึก สิ่งที่ทั้งสองเรื่องมีเหมือนกันก็คือ มีการใช้ศิลปะในแขนงอื่นเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการดำเนินเรื่องและบอกเล่าความรู้สึกเบื้องลึกของตัวละคร เราจะเรียกหนังจำพวกนี้ว่าเป็น ‘หนังอาร์ต’ ได้หรือไม่ ถ้าบอกว่าหนังอาร์ตคือหนังที่บรรจุด้วยศิลปะในหลากหลายแขนงก็อาจจะเรียกได้แบบตามความหมายของคำว่า ‘อาร์ต’ หรือ ‘ศิลปะ’

ฉากเปิดเรื่อง เป็นภาพขาวดำที่ใส่เทคนิคสโลว์โมชั่นเข้าไปคลอด้วยเสียงของเครื่องสายในแบบดนตรีคลาสสิก แต่ละภาพได้ผ่านกระบวณการคิดและจัดวางมาอย่างดี องค์ประกอบและแสงเงางดงามประหนึ่งว่าจัดแสงถ่ายกันในสตูดิโอ แต่ภาพที่นำมาร้อยเรียงกันนี้ไม่ได้ตั้งใจเล่าเรื่องราวให้ผู้ชมรับทราบ และก็ไม่ได้สร้างอารมณ์ความรู้สึกจากภาพเหล่านั้นให้กับผู้ชมเลย นอกจากทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ากำลังเดินอย่างลวกๆ ผ่านภาพในนิทรรศการภาพถ่ายขาวดำ แล้วก็ออกจากงานแสดงนั่นไปโดยได้รับเพียงความงุนงงสงสัยว่าเหตุใดช่างภาพจึงนำภาพพวกนั้นออกมาแสดง เพราะภาพอันงดงามเหล่านั้นผ่านสายตาอย่างรวดเร็วเกินไปสำหรับการซึมซาบความงามนั้น

The Fall มีฉากของเรื่องอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นยุคเริ่มต้นของวงการภาพยนตร์ของฮอลิวู้ด เป็นเรื่องราวของ ‘รอย วอลค์เกอร์’ ชายผู้มีอาชีพนักแสดงเสี่ยงตายที่ประสบอุบัติเหตุในการแสดงซึ่งต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ขณะเดียวกันเด็กหญิงที่อยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นนามว่า ‘อเล็กซานเดรีย’ ก็พักรักษาตัวอยู่ด้วย เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อทั้งสองได้ทำความรู้จักกัน

ผู้กำกับฯ ใช้ความใสซื่อของ แคทินกา อันทารู นักแสดงเด็กหญิงที่เพิ่งมีผลงานเป็นครั้งแรก หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกับตัวละครที่ชื่ออเล็กซานเดรียได้อย่างยอดเยี่ยม และได้ใช้เป็นจุดสำคัญในการดำเนินเรื่องไปจนจบด้วย รอยได้ใช้ความสามารถในการเล่าเรื่องอันแสนมหัศจรรย์ดึงความสนใจของอเล็กซานเดรียเพื่อหวังเพียงต้องการให้เด็กหญิงทำบางอย่างที่เขาร้องขอให้เท่านั้น สิ่งที่อเล็กซานเดรียปฏิบัติต่อรอยเป็นการแสดงความรู้สึกที่ดีๆ ต่อเขา นอกเหนือจากนั้นคือความอยากรู้อยากเห็นในแบบเด็กๆ ของเธอ มันทำให้เธอทำอะไรก็ได้เพื่อที่จะได้ฟังเรื่องเล่านั้นจนจบ แม้แต่การแอบเข้าไปขโมยมอร์ฟีนในคลังยามาให้รอย เธอกระทำไปด้วยความใสซื่อของวัยเด็กเพียงเท่านั้น

แต่แล้วผู้เขียนบทก็ทำให้บทต้องด่างพร้อยเพียงเพื่อตั้งใจจะหลอกผู้ชมในฉากที่มีผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาล ตอนที่อเล็กซานเดรียวิ่งออกมาหลังจากเห็นภาพศพที่คลุมไว้ถูกพาออกมาจากตึกฝั่งตรงข้ามโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นศพของใคร ตอนนี้เองที่ผู้เขียนบทได้ทิ้งความใสซื่อของอเล็กซานเดรียไปสิ้น ทำให้ตัวละครที่มีชีวิตที่สุดของเรื่องนี้หมดความน่าเชื่อถือไป กลายเป็นเพียงตัวละครแบนๆ ที่ผู้เขียนบทได้เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกล่อผู้ชมให้หลงติดไปกับบรรดาเทคนิคของภาพและการตัดต่ออันหวือหวาดังเช่นในฉากอุบัติเหตุของอเล็กซานเดรียที่คลังยา

ในส่วนของเรื่องเล่าที่อยู่ในจินตนาการของรอยและอเล็กซานเดรีย ก็ได้สร้างความตื่นตาให้กับผู้ชมผ่านวีรกรรมของตัวละครผู้มีความสามารถแตกต่างกันไปทั้งห้าคน ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย สถานที่ในฉาก มุมกล้อง หรือแม้แต่พฤติกรรมของตัวละคร เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ขับเน้นให้เห็นความโดดเด่นฉายออกมาเต็มที่ แต่สิ่งที่ยังขาดก็คือความมีชีวิตของตัวละครอยู่นั่นเอง แม้จะมีการเล่าภูมิหลังของแต่ละตัวละครแต่ก็ไม่ทำให้ผู้ชมนั้นรู้สึกร่วมไปกับเรื่องราวและจินตนาการของรอยได้เลย

องค์ประกอบต่างๆ ใน The Fall ดังกล่าวสามารถเป็นตัวอย่างของศิลปะปลอมแปลงตามความคิดของ ลีโอ ตอลสตอย ในหนังสือ What is art? แปลโดย สิทธิชัย แสงกระจ่าง ซึ่งกล่าวถึงการสร้างศิลปะปลอมแปลงด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

หยิบยืมมา – ในเรื่องเล่าของรอย นักรบทั้งห้าได้ไปเยือนในสถานที่ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นและมีความงดงามและเป็นเอกลักษณ์ภายในตัวเองอยู่แล้ว โดยใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นประกอบกันเพื่อให้ได้ภาพซึ่งมีความงดงามและมีศิลปะแฝงอยู่ เช่นในฉากของศพที่ถูกแขวนอยู่ ฉากหลังนั้นคือจิตรกรรมฝาผนังที่ได้หยิบยืมมาอยู่ในฉาก ภาพที่ออกมาในหนังจัดได้ว่าเป็นศิลปะปลอมแปลง

ลอกเลียนแบบมา – ฉากที่เข้าข่ายวิธีการนี้อย่างเห็นได้ชัดคือ การแนะนำตัวละครที่อยู่ในจินตนาการของทั้งห้าตัวอย่างละเอียดแม้กระทั่งพฤติกรรมการลูบคิ้วของนักรบจากอินเดียเมื่อเกิดความกังวล พร้อมทั้งบรรยายสิ่งที่ตัวละครเหล่านั้นได้ประสบพบมาในชีวิต ตอลสตอยใช้คำว่าลอกเลียนแบบมานั้นหมายถึง ลอกเลียนมาจากสิ่งที่เป็นศิลปะ การอธิบายพฤติกรรมต่างๆ โดยละเอียดนั้นก็เพียงเพราะว่ามันเกิดขึ้นอย่างนั้นในชีวิต ในกรณีทั่วๆ ไปอาจรวมถึงการแช่ภาพนิ่งๆ เป็นเวลายาวนานโดยปล่อยให้สิ่งที่อยู่ในภาพเป็นไปอย่างที่มันเป็นตามธรรมชาติโดยที่ไม่ได้ปะติดปะต่อกับเรื่องราวโดยรวมแต่อย่างใด

ทำให้เด่นขึ้นมา – ตอลสตอยได้ให้คำจำกัดความว่าเป็นงานที่ ‘หวือหวา’ และ ‘ทรงแรงกระทบ’ โดยการนำสิ่งที่ขัดแย้งมาไว้ด้วยกัน The Fall ได้นำความหรูหราอลังการของสิ่งปลูกสร้างรวมไปถึงเครื่องแต่งกายที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใส่ไว้กับความเรียบง่ายของทัศนียภาพที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้นมา

สร้างความน่าสนใจ – ตั้งแต่ฉากเริ่มเรื่องก็ใช้วิธีนี้เพื่อให้ผู้ชมสนใจในตัวหนังด้วยความสงสัยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น หลังจากนั้นหนังก็ตั้งใจเล่าเรื่องอีกเรื่องหนึ่งโดยตั้งใจเผยรายละเอียดของเรื่องราวที่ต่อเนื่องจากฉากแรกนั้นเป็นเพียงเสียงของคนที่หลุดฉากพูดคุยกัน และไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องราวนั้นอีกเลย แต่ที่มีขึ้นก็เพื่อเรียกร้องความสนใจเท่านั้น

ตามแนวความคิดของตอลสตอยนั้นเขาได้พบว่าศิลปะที่แท้จริงนั้นมีอยู่น้อยเต็มที งานที่เราเรียกกันว่า ‘ศิลปะ’ ในยุคนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นศิลปะปลอมแปลงทั้งสิ้น

คำว่า ‘หนังอาร์ต’ ที่เราใช้กัน มันไม่ได้หมายถึงหนังที่บรรจุไว้ด้วยงานศิลปะหลากหลายแขนงและก็ไม่ได้หมายถึงหนังที่มีความเป็นศิลปะสูง เราใช้แทนความหมายของหนังที่เข้าใจได้ยาก เหมือนอย่างที่เราจะทำความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วศิลปะคืออะไร เป็นหนังที่มีความเป็นปัจเจกสูง มีความหลากหลายจึงหาหลักที่จะมากำหนดคุณค่าหรือคุณภาพได้ยาก

คำถามก็คือหนังชนิดใดที่เป็นศิลปะอย่างแท้จริงและเราจะใช้อะไรตัดสินกัน



Batman Begins & The Dark Knight Ends
7 สิงหาคม 2008, 7:36 pm
Filed under: - เปิดไฟในโรงฯ | ป้ายกำกับ: , , , , ,

The Dark Knight
แบทแมน อัศวินรัตติกาล
คริสโตเฟอร์ โนแลน กำกับฯ
คริสเตียน เบล, ไมเคิล เคน, ฮีธ เลดเจอร์, แกรี่ โอลด์แมน,
แอรอน เอ็กฮาร์ท, แมกกี้ กิลเลนฮาล, มอร์แกน ฟรีแมน นำแสดง
วิจารณ์โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

ผู้กำกับฯ ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ ไม่ปล่อยให้ผู้ชมพักคลายอารมณ์ลงเลยตั้งแต่วินาทีแรกของหนัง เพื่อเตรียมเวลาของหนังให้พอสำหรับบรรจุเนื้อหาและฉากแอ๊คชั่นซึ่งตรึงผู้ชมให้ติดตามเรื่องราวไปจนจบได้ แม้ว่าหนังจะยาวถึง 152 นาทีก็ตาม

The Dark Knight (2008) เป็นเรื่องราวต่อเนื่องจาก Batman Begins (2005) ซึ่ง ‘เดวิด เอส โกเยอร์’ ผู้เขียนเรื่องราวและเพิ่มรายละเอียดลงไปทำให้ผู้ชมเห็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของ ‘บรูซ เวย์น’ (รับบทโดย ‘คริสเตียน เบล’) ได้ชัดเจนขึ้นกว่าฉากที่เวย์น (รับบทโดย ‘ไมเคิล คีตั้น’) ดูรูปครอบครัวแล้วให้นึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่พ่อแม่ถูกฆ่าต่อหน้าต่อตาใน Batman (1989) ของ ‘ทิม เบอร์ตัน’

Batman Begin ได้ให้รายละเอียดและภูมิหลังของเวย์นในเรื่องความสามารถในการต่อสู้ เพื่อตอบผู้ชมช่างสงสัยที่ข้องใจในตัวเวย์นและแบทแมน ว่าเพราะเหตุใดจึงต้องเป็นค้างคาว เหตุใดจึงต้องทำตัวเป็นวีรบุรุษ และเหตุใดมันจึงออกมาในรูปแบทแมน ฯลฯ ซึ่งเป็นการหาเหตุผลมารองรับการออกแบบตัวละครแบทแมนของ ‘บ๊อบ เคน’ ผู้ให้กำเนิดแบทแมนนั่นเอง

The Dark Knight จึงไม่พูดถึงเรื่องราวของปมในวัยเด็กของเวย์นอีก และเริ่มจู่โจมผู้ชมด้วยเรื่องราวความวุ่นวายในเมืองก็อตแธมหลังจากที่นักโทษหลบหนีออกจากคุก และนักโทษบางส่วนได้ผลกระทบจากสารสกัดจากดอกไม้สีฟ้า (Blue Flower) ที่ทำให้เกิดอาการประสาทหลอน ในฉากสุดท้ายของ Batman Begins ได้บอกว่าวายร้ายไร้สติอย่างโจ๊กเกอร์อาจเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสารสกัดนั้น และแบทแมนรับปากว่าจะสืบเรื่องต่อไป

และหากนำฉากสุดท้ายของ Batman Begin ต่อด้วยฉากแรกของ The Dark Knight จะต่อกันได้อย่างแนบสนิท เนียนเหมือนเป็นหนังเรื่องเดียวกันที่ถูกแบ่งออกเป็นสองตอน

แค่เพียงฉากแรกของหนังก็ทำให้ผู้ชมได้สัมผัสถึงความหลักแหลมและอารมณ์ขันแบบโหดร้ายของโจ๊กเกอร์ได้ ถือเป็นการแนะนำตัวละครได้ดีในเวลาที่สั้นที่สุด ‘ฮีท เลดเจอร์’ เข้าถึงบทโจ๊กเกอร์ได้ดีเยี่ยม จนไม่รู้ว่าจะมีนักแสดงคนไหนรับบทโจ๊กเกอร์ในแบบนี้ได้อีก

บทภาพยนตร์กำหนดมาให้โจ๊กเกอร์เป็นผู้ก่อความวุ่นวายที่ไม่ไร้สติ เขารู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ แต่เป็นวายร้ายที่ไร้ซึ่งเหตุผล ในแบบที่คนธรรมดาไม่สามารถจะเข้าใจได้เลย

เช่นการเผาเงินที่กองพะเนินท่วมหัวอย่างไม่รู้สึกรู้สา และการกระทำบางอย่างของโจ๊กเกอร์ก็อาจจะมีผู้ชมที่แอบเห็นด้วยไปกับการกระทำนั้น โจ๊กเกอร์เป็นตัวแทนของความสุดโต่งที่ไร้เหตุผลซึ่งซ่อนอยู่ในตัวเราทุกคน ต่างกันตรงที่เรายังมีความคิดเป็นเหตุเป็นผลจึงไม่แสดงออกมาอย่างที่โจ๊กเกอร์เป็น

โจ๊กเกอร์เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสารสกัดจากดอกไม้สีฟ้าหรือไม่ แบทแมนไม่ได้สืบหาความจริงนั้นต่อ แต่หากเราซึ่งเป็นผู้ที่คิดอย่างเป็นกระบวนการและมีเหตุมีผล กลับคิดอยู่บนฐานของสิ่งที่เป็นมายา สิ่งที่สมมุติขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเงินตรา อำนาจ เศรษฐกิจที่เป็นตัวเลขขึ้นลงไม่ใช่เรื่องปากท้อง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ก็มีสิทธิที่จะทำให้เรากลายเป็นโจ๊กเกอร์โดยไม่รู้ตัวได้เช่นกัน

ถ้ามองด้วยสายตาที่ไม่เป็นธรรม จะเห็นว่ามีฉากหนึ่งที่แบ่งแยกชัดระหว่างคนดีกับคนชั่ว แท้จริงแล้วไม่ได้มีการแบ่งอะไรเลย นั่นก็คือฉากเรือสองลำ

ประชาชนที่ใช้ชีวิตธรรมดาอยู่ในเรือลำหนึ่ง นักโทษผู้ถูกคุมขังและผู้คุมอยู่ในเรืออีกลำหนึ่ง ต่างมีตัวบังคับจุดระเบิดของเรือฝ่ายตรงข้าม โจ๊กเกอร์ตั้งกติกาว่า หากเรือลำใดกดระเบิดเรือฝ่ายตรงข้ามก่อนเรือลำนั้นจะรอด ภายใต้สถานการณ์ที่ปกคลุมอยู่ทำให้เห็นปฏิกิริยาที่แตกต่างกันของคนในเรือทั้งสองลำ

ลำที่บรรจุด้วยประชาชนผู้ใช้ชีวิต ตกลงที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยการให้ทุกคนออกเสียงลงบนกระดาษ ว่าจะกดหรือไม่กดระเบิด และนี่คือการจำลองภาพของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจ ว่าทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน คือมีค่าเท่ากับหนึ่งเสียงในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง

ลำที่บรรจุนักโทษเกิดความวุ่นวายในระดับหนึ่งแต่ก็ถูกระงับไว้โดยผู้คุมซึ่งถือตัวบังคับจุดระเบิดและพร้อมกดได้ทุกเมื่อ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับผู้คุมเพียงคนเดียวเท่านั้น และนี่ก็คือภาพจำลองของการปกครองในระบอบเผด็จการหรืออาจจะเป็นสังคมนิยมก็ได้ หรือเป็นระบอบอะไรสักระบอบที่ผสมรวมกันแต่ให้การตัดสินใจอยู่ที่คนเพียงคนเดียว

จากบทสรุปของฉากนี้ หนังชี้ให้เห็นว่าระบอบทั้งสองนั้นไม่ได้ความอย่างไร มีจุดบอดอย่างไร การตัดสินใจกระทำเรื่องบางเรื่องจากคนๆ เดียวหรือแม้แต่ออกเสียงจากคนทั้งหมดอย่างเท่าเทียมกัน ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา หนังทุบหัวอย่างแรงและบอกกับผู้ชมว่า อย่าได้ยึดติดกับระบอบพวกนั้น สิ่งที่ควรยึดถือคือ สามัญสำนึก สิ่งที่เป็นความดีงามซึ่งซ่อนอยู่ในจิตใจของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนผู้มีอิสระหรือนักโทษผู้ถูกคุมขังก็มีความดีซ่อนอยู่ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับผู้มองว่ามีจิตใจกว้างพอที่จะเห็นความดีเหล่านั้นหรือไม่

ใน Batman (1989) ของ ‘ทิม เบอร์ตัน’ เป็นเรื่องราวในตอนที่แบทแมนเจอกับวายร้ายโจ๊กเกอร์เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกับ The Dark Knight แต่คริสโตเฟอร์ได้ใส่ความสมจริงในด้านจิตใจ ความคิด ความเชื่อ ภายใต้สถานการณ์ของสังคมที่เป็นจริง จึงทำให้เรื่องราวและตัวละครมีตัวตนและน่าเชื่อยิ่งขึ้น

และเมื่อเรื่องราวเดินมาด้วยแนวทางแบบนี้ ความสมจริงนี้เองทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในตัวของแบทแมน เพราะได้ใช้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีโดยส่วนบุคคลมาตัดสินผู้กระทำผิด แต่ก็ต้องยอมรับว่าแบทแมนมีจิตใจด้านที่ดีอยู่มากกว่าด้านมืด จึงทำให้แบทแมนยังเป็นวีรบุรุษในเมืองก็อตแธม จนสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ทนไม่ได้กับความอยุติธรรมออกมาแต่งตัวเลียนแบบแบทแมนเพื่อปราบอาชญากรตามการตัดสินโดยส่วนบุคคลเช่นเดียวกับแบทแมน

สิ่งที่ทำให้แบทแมนต้องตระหนักมากขึ้นถึงความผิดถูกที่ตนเองได้กระทำลงไป ไม่ว่าจะเป็นการยับยั้งเหตุร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นแต่ขณะเดียวกันก็สร้างความเสียหายและความวุ่นวายบนท้องถนนไม่ต่างกับพวกวายร้ายทั้งหลาย หรือการใช้เทคโนโลยีที่ไปล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นเพื่อการตามจับอาชญากรเพียงคนเดียว

เหล่านี้เป็นแรงขับดันอย่างรุนแรงในตัวเวย์นที่ทำให้ตัดสินใจกำจัดแบทแมนออกไปจากชีวิตและเมืองก็อตแธม เมื่อได้เห็นความดีงามของ ‘ฮาร์วี เดนต์’ อัยการคนใหม่ของก็อตแธมก็ยิ่งแน่ใจ ว่าสามารถจะฝากความเป็นธรรมของเมืองก็อตแธมไว้กับอัยการผู้นี้ได้

กลับกัน ’ฮาร์วี เดนต์’ กลับคิดว่าแบทแมนคือผู้ที่จะต้องอยู่ต่อไปเพื่อผดุงความเป็นธรรม เพราะเขาไม่เชื่อมั่นในความดีของตัวเอง ไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง หรือเขาไม่เชื่อมั่นในกฎหมาย จึงหวังจะพึ่งแบทแมนที่เป็นวีรบุรุษนอกกฎหมาย นี่คือสิ่งที่หนังแฝงไว้ให้ผู้ชมได้ขบคิด

แบทแมนเชื่อว่า ตัวแทนแห่งความเป็นธรรมที่อยู่ภายใต้กฎหมายอย่าง ‘ฮาร์วี เดนต์’ สามารถเป็นที่พึ่งและความหวังให้กับบรรดาชาวเมืองก็อตแธมได้ดีกว่าตัวเขาที่อยู่นอกกฎหมาย แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเพียงตำนานการเสียสละของฮาร์วีผู้ขาวสะอาดก็ตาม

อารมณ์ของ The Dark Knight ได้รับการปรุงแต่งด้วยการประพันธ์บทเพลงของ ‘ฮานส์ ซิมเมอร์’ ซึ่งเคยได้รับรางวัลออสการ์ในสาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจาก The Lion King (1994) และเข้าชิงในสาขาเดียวกันจากอีกหลายต่อหลายเรื่องอาทิ Rain Man (1988), Gladiator (2000), The Thin Red Line (1998) และ The Prince of Egypt (1998) ในปีเดียวกัน ร่วมด้วยเสียงเปียโนของ ‘เจมส์ นิวตัน โฮวาร์ด’ รังสรรค์เพลงประกอบขึ้นมา และทำได้อย่างลื่นหูไม่รู้สึกว่าล้นออกมาจากอารมณ์ของหนัง อย่างที่หนังแอ็คชั่นมักจะเป็น

แม้ The Dark Knight จะมีตัวละครและสถานการณ์ที่แสดงให้เห็นความเป็นไปของสังคมอย่างแท้จริง สอดแทรกความคิดอันคมคาย และมีอะไรให้ผู้ชมกลับไปคิดอยู่อย่างหนักหน่วง แต่ก็ไม่เกินเลยไปจากสิ่งที่เราพบเจอในสังคมมนุษย์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ หรือระดับชาติ อยู่ที่ ‘เรา’ ในฐานะคนหนึ่งในสังคมจะมองเห็นปัญหาและใส่ใจกับมันมากแค่ไหน



Kung Fu Panda อคติในจิตใจกลายเป็นความชั่วร้าย
16 มิถุนายน 2008, 11:10 am
Filed under: - เปิดไฟในโรงฯ | ป้ายกำกับ: ,

Kung Fu Panda
กังฟู แพนด้า จอมยุทธ์พลิกล็อค ช็อคยุทธภพ
เสียงพากย์ : แจ็ค แบล็ค(โพ), ดัสติน ฮอฟแมน (ชิฟู), แองเจลิน่า โจลี่ (ไทเกรส),
เอียน แม็คเชน (ไถ่หลาง), ลูซี่ หลิว (ไวเปอร์), เฉินหลง (มังกี้), เซธ โรแกน (แมนทิส)
ผู้กำกับฯ :จอห์น สตีเวนสัน, มาร์ค ออสบอร์น
เข้าฉาย : 12 มิถุนายน 2551
วิจารณ์โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาแอนิเมชั่นของดรีมสเวิร์คเป็นรองแอนิเมชั่นจากค่ายพิกซาร์ ในด้านรายได้อาจไม่ต่างกันมากแต่ในด้านรางวัลจากเวทีต่างๆ แล้วพิกซาร์ชนะขาด แต่เชื่อว่าในการประกาศผลรางวัลออสการ์ 2009 แล้ว ‘Kung Fu Panda’ เป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งที่พิกซาร์จะมองข้ามไม่ได้

ผลงานแอนิเมชั่นเรื่องล่าสุดของดรีมสเวิร์ค ‘Kung Fu Panda’ จะเป็นที่ชื่อชอบของบรรดากรรมการซึ่งเป็นชาวตะวันตกเหมือนอย่างที่ผู้ชมชาวตะวันออกชอบหรือไม่นั่งคงต้องไปรอลุ้นปีหน้า แต่อย่างน้อยก็การตอบรับในประเทศไทย เกิดกระแสปากต่อปากต่อความดีความชอบของ ‘Kung Fu Panda’ คงเป็นการยืนยันได้ว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้มีดีอยู่ไม่น้อย

‘Kung Fu Panda’ สามารถสร้างอารมณ์ความรู้สึกให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอารมณ์ขันที่ไม่พร่ำเพรื่อจนทำให้กลายเป็นไม่ขำไป ทั้งยังให้ผู้ชมได้เอาใจช่วย ‘โพ’ แพนด้าอ้วนตุ๊บ ที่แม้ว่าก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าต้องเอาชนะความชั่วร้ายได้อย่างแน่นอน แต่ความรู้สึกท้อแท้ถดถอยจากการดูถูกของอาจารย์และเหล่าลูกศิษย์ของสำนักกังฟูสามารถส่งผ่านมายังผู้ชมได้

ด้านการสอดแทรกปรัชญาความคิดนั้นทำได้ดีและไม่ยัดเยียดหรือตั้งใจเกินไป เรียกว่ามีศิลปะในการสอดแทรกความคิด

ในฉากเปิดเรื่องนำเสนอด้วยการ์ตูนสองมิติแบบสมัยใหม่ เป็นการใช้เวลาในการเล่าพื้นฐานของตัวละคร ‘โพ’ ได้ทั้งหมดอย่างคุ้มค่า รวดเร็วและน่าสนใจ

สิ่งที่โดดเด่นของ ‘Kung Fu Panda’ คือความน่าติดตามด้วยเนื้อเรื่องและความมีเสน่ห์ของตัวละครแพนด้า ‘โพ’ ที่มักสร้างความขบขันในความเอ๋อได้เสมอ ความคิดและข้อคิดที่ ‘Kung Fu Panda’ ให้นั้นส่งไปได้ทุกเพศวัย ทั้งโดยตรงผ่านทางคำพูดของ ‘อั๊กเหวย’ เต่าผู้เป็นอาจารย์ของ ‘ชิฟู’

หรือทางอ้อมในฉากที่ ‘ชิฟู’ ได้ส่งเป็ดไปยังคุกที่ขัง ‘ไถ่หลาง’ แล้วขนเป็ดบังเอิญร่วงลงไปและเป็นเหตุให้ ‘ไถ่หลาง’ ออกมาจากคุกได้ หากว่า ‘ชิฟู’ มีจิตใจที่มั่นคงไม่ส่งเป็ดไปสืบข่าว สามารถระงับอคติที่เกิดจากความกลัวได้ ‘ไถ่หลาง’ ก็ไม่มีทางหลุดออกมา

รวมทั้งความเป็นมาของตัวละคร ‘ไถ่หลาง’ ศิษย์ที่เคยเป็นที่รักของ ‘ชิฟู’ แต่กลับมีความชั่วร้ายผุดขึ้นจากการเลี้ยงของ ‘ชิฟู’ เอง ถ้ามองให้ลึกแล้วสิ่งที่เป็นชั่วร้ายที่สุดใน ‘Kung Fu Panda’ ก็คือจิตใจอันมีอคติของ ‘ชิฟู’ ซึ่งทำให้เกิดสิ่งที่ชั่วร้ายตามมา

ความคิดอันเป็นอคติ ในตอนที่ ‘ชิฟู’ เลี้ยงดูอบรมสั่งสอน ‘ไถ่หลาง’ ได้วาดหวังว่าศิษย์คนนี้จะได้เป็นนักรบมังกร และความคิดนั้นได้ถ่ายทอดไปยัง ‘ไถ่หลาง’ จนกลายเป็นจิตใจที่มุ่งมั่นว่าต้องเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งนี้มันได้ย้อนกลับมาหาตัว ‘ชิฟู’ เอง
นี่เป็นอคติที่เกิดจากความรัก

สิ่งที่ดูจะด้อยไปสำหรับ ‘Kung Fu Panda’ คือเรื่องความสมบูรณ์ของตัวบท ในเรื่องราวของเหล่าศิษย์ทั้ง 5 นั้นยังขาดน้ำหนัก เมื่อเทียบกับการนำนักแสดงที่มีชื่อเสียงมาพากย์เสียง แต่ก็คงเป็นด้วยเรื่องการตลาดที่จะเรียกผู้ชมได้อีกไม่น้อย ซึ่งถ้าดูในภาพรวมแล้วก็สามารถมองข้ามข้อด้อยเล็กๆ น้อยๆ นี้ไปได้

คนที่กำลังท้อ จิตใจอ่อนแออ่อนไหว ควรไปดูอย่างยิ่งนอกจากจะเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะขึ้นมาในวันที่อะไรๆ มันไม่เป็นดังที่หวังแล้ว ยังได้ให้กำลังใจและข้อคิดดีๆ กลับมาต่อสู้กับอุปสรรคที่กำลังต่อสู้ได้อีก



Mongol ประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าของเจงกีสข่าน
10 มิถุนายน 2008, 4:34 pm
Filed under: - เปิดไฟในโรงฯ | ป้ายกำกับ: ,

Mongol
นักแสดงนำ: ทาดาโนบุ อาซาโนะ, ฮองลี ซุน, คูลาน ชุลูน
ผู้กำกับฯ: เซอร์เก้ โบดรอฟ
กำหนดฉายในไทย: 19 มิถุนายน 2551 (เฉพาะโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพกซ์)
นำเข้าและจัดจำหน่าย: J-Bics Film
วิจารณ์โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตำนานของ ‘เตมูจิน’ หรือ ‘เจงกีสข่าน’ ผู้ซึ่งไม่มีประวัติเป็นหลักฐานที่แน่ชัดได้ถูกเผยแพร่แก่สายตาผู้ชม สำหรับเวอร์ชั่นนี้เกิดขึ้นจากความสนใจในประวัติศาสตร์ของตัว ‘เซอร์เก้ โบดรอฟ’ ผู้กำกับชาวรัสเซียเอง จึงทำให้เขาตามหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อมาเป็นข้อมูลในการสร้างตัวตนของ ‘เตมูจิน’ อย่างที่คิดว่าเป็นจริงที่สุดขึ้นมา มิใช่เป็นเพียงสัตว์ประหลาดเหมือนอย่างที่เขาเคยอ่านประวัติของ ‘เจงกีสข่าน’ ในฐานะผู้ที่รุกรานเข้าประเทศรัสเซียในปี 1222 โดยการนำทัพของหลานชายของเขา

ชื่อเซอร์เก้ โบดรอฟเป็นที่รู้จักจากหนังร่วมสร้างของรัสเซียและคาซัคสถานปี 1996 เรื่อง Kavkazskiy plennik (Prisoner of the Caucasus (UK),Prisoner of the Mountains (USA)) ซึ่งเป็นหนังเข้าชิงรางวัลออสการ์ในปี 1997 สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับที่ Mongol ได้เข้าชิงในสาขาเดียวกันนี้ในปี 2008 ซึ่งเป็นการร่วมทุนสร้างของสามประเทศได้แก่ เยอรมนี, คาซัคสถานและรัสเซีย

ในช่วงแรกหนังนำเสนอด้วยเสียงของเตมูจิน เล่าถึงประวัติของตนเองตั้งแต่เมื่อยังเด็กจนถึงช่วงเวลาก่อนได้เป็น ‘เจงกีสข่าน’ เสียงเล่านั้นเป็นเสมือนมโนสำนึกของเขาในขณะที่อยู่ในคุกของอาณาจักรทันกัต ในช่วงหลังจากนั้นหนังก็เล่าผ่านการตัดเหตุการณ์สำคัญที่จำเป็นต่อเรื่อง ด้วยแรงขับของความต้องการภายในของเตมูจินที่จะรวบรวมให้มองโกลเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีกฎระเบียบในการอยู่ร่วมกัน และจบฉากอันยิ่งใหญ่คือการทำศึกระหว่าง ‘เจงกีสข่าน’ กับ ‘จามูคา’ หัวหน้าเผ่ามองโกล

ด้วยการนำเสนอแบบเป็นห้วงๆ ของเหตุการณ์จึงทำให้อารมณ์ของผู้ชมที่มีต่อเรื่องราวไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร เหมือนนั่งดูการนำเสนอแบบสารคดีไม่มีอารมณ์ร่วมเท่าที่ควร แม้องค์ประกอบต่างๆ เช่นภาพทิวทัศน์ที่เสนอด้วยภาพระยะไกล และภาพระยะโคลสอัพใบหน้าแสดงสีหน้าและความรู้สึกผ่านแววตาเตมูจินและคู่รักคู่ชีวิตของเขา รับบทโดย ‘อาซาโนะ ทาดาโนบุ’ และ ‘คูลาน ชุลูน’ ก็ยังไม่ได้ช่วยให้ผู้ชมได้รับความรู้สึกเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่

ฉากหนึ่งที่ต้องยกความดีงามให้กับการกำกับภาพของ ‘โรเกียร์ สตอฟเฟอร์ส’ และการตัดต่อของ ‘แซค สแตนเบิร์ก’ คือฉากการเดินทางอันแสนยาวไกลของพระทิเบต ทำให้รู้สึกถึงความยาวไกลของระยะทาง ความเหนื่อยล้าระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้พระทิเบตทิ้งสัมภาระลงกับพื้นทรายด้วยการสลับด้วยภาพโคลสอัพที่เท้าก่อน และแช่ภาพนิ่งไว้ให้พระเดินจากกล้องไป ทำให้รู้สึกถึงความมุ่งมั่นของพระและหนทางที่ยังอีกยาวไกล ภาพมุมบนแบบตานกมองโดยที่รอบตัวพระมีเพียงพื้นทรายอันว่างเปล่าขับให้เห็นความโดดเดี่ยวระหว่างการเดินเท้าของพระรูปนี้ได้ชัดที่สุด และอีกหนึ่งภาพที่ส่งผ่านความเหนื่อยล้าของพระทิเบตรูปนั้นออกมาคือ ภาพของพื้นดินที่เคลื่อนจากด้านหลังของพระไปจนเห็นเท้าที่บอบช้ำได้ทำให้เราเข้าใจถึงความยากลำบากในการเดินทางครั้งนี้ได้อย่างดี

แต่แม้ว่าฉากนี้จะทำได้ดี สื่อได้ถึงอารมณ์ แต่เมื่อนำมารวมกับตัวหนังแล้วถือว่าฉากนี้เป็นฉากที่โดดออกมาจากอารมณ์ของหนังอยู่พอควร เรียกได้ว่ายังไม่กลมกลืนกันอย่างสนิท

ในด้านชีวิตของเจงกีสข่านนั้นมีประเด็นให้ศึกษาทั้งในด้านวัฒนธรรม การต่อสู้ชีวิตแม้ในยามที่อับจนหนทางที่สุดด้วยสติปัญญา การปกครองและการครองใจคน ความเชื่อมั่นในชะตาของความรัก การเอาชนะความกลัว ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มักจะหาได้จากการศึกษาชีวประวัติของผู้นำที่ดีไม่ว่าอย่างใดก็อย่างหนึ่ง ซึ่งนี่ก็เป็นเสน่ห์เรื่องราวชีวิตของเจงกีสข่านด้วย

Mongol ได้รวบเอาประเด็นเหล่านั้นมาทั้งหมดจึงทำให้ขาดอารมณ์และความรู้สึกไป แต่หากผู้ชมหวังที่จะรู้จักกับเตมูจินหรือเจงกีสข่านในด้านชีวิตส่วนตัวให้มากขึ้นผ่านหนังเรื่องนี้แล้ว ถือได้ว่า Mongol ทำหน้าที่นั้นได้ดีทีเดียว



Beowulf จงล้างจานที่ตัวเองกินเอาไว้
10 เมษายน 2008, 11:30 am
Filed under: - เปิดไฟในโรงฯ

โดย เวสารัช โทณผลิน

เพียงจานที่เคยบรรจุอาหารที่กินไว้ยังต้องลงมือล้างเช็ดด้วยตัวเอง นับประสาอะไรกับอมนุษย์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากเชื้อพันธุ์ที่ได้ไปเพาะหว่านไว้ในครรภ์อสูรร้าย ที่ผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นบิดาแท้ๆ จะต้องเป็นผู้บัญชากำหนดวิถีทางการกระทำและควบคุมมันด้วยตัวเอง

ในนามของเบวูล์ฟ (เรย์ วินสโตน) ราชันย์เผ่าพันธุ์นักรบชาวกีทต์ บุรุษเมืองไวกิ้งผู้ยิ่งใหญ่ที่ได้ทำหน้าที่โค่นล้างปีศาจร้ายชื่อแกรนเดล(คริสพิน โกลเวอร์)จนเหลือเพียงแค่ชื่อไปเรียบร้อยแล้ว แต่เขากลับต้องมาพ่ายใจตนเอง เมื่อไม่สามารถต้านเสน่ห์เย้ายวนของปีศาจผู้เป็นมารดาของแกรนเดล (แองเจลิน่า โจลี) เอาไว้ได้ เบวูล์ฟปล่อยใจให้ความหลงเข้าครอบงำยอมเสพสมกับหล่อน จนกำเนิดหน่อเนื้อเชื้อไขของตัวเองขึ้นในครรภ์ของปีศาจผู้เป็นมารดาของแกรนเดล อสูรร้ายตัวที่เขาได้เคยกำจัดไป

ตำนานของเบวูล์ฟ นักรบจอมแข็งแกร่งผู้ไม่เคยพ่ายต่อสิ่งไหน ซึ่งกลับต้องยอมจำนนพ่ายแพ้หัวใจตัวเอง จนทำให้เขากลายเป็นบิดาของจอมอสูรที่เที่ยวไล่เข่นฆ่าผู้คนไปทั่วประเทศเดนมาร์กนั้นเป็นที่เล่าขานสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณสมัย

จวบจนกระทั่งเมื่อ นีล กายแมนส์ (ผู้แต่งนวนิยายเรื่อง Stardust) นักเขียนชื่อดังที่ถนัดการต่อเติมเรื่องราวจากจินตนาการได้ร่วมมือกับ โรเจอร์ เอวารี่ (ผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Silent Hill) หยิบเอาตำนานเร้าจินตนาการชิ้นนี้มาขยายต่อจนกลายมาเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ใช้วิธีถอดแบบจากผู้แสดงจริงแทบทุกกระเบียดนิ้ว ภายใต้การกำกับของผู้กำกับจอมเก๋ามากฝีมืออย่าง โรเบิร์ต เซเมคคิส ผู้ที่มันมือจากการทำงานแอนิเมชั่นด้วยการจำลองจากนักแสดงจริง ดั่งเช่นในภาพยนตร์เรื่อง The Polar Express (2004) ที่เซเมคคิสได้ฝากฝีมือเอาไว้

แม้จะใช้วิธีติดเซ็นเซอร์จับตำแหน่งพื้นผิวทั่วใบหน้าและรูปร่าง แต่ตัวละครใน Beowulf ก็เป็นเพียงการจำลองลักษณะส่วนหนึ่งมาเท่านั้น เค้าโครงของเบวูล์ฟ ที่ถอดมาจาก วินสโตนหรือรูปลักษณ์ของกษัตริย์ รอธการ์ (แอนโทนี ฮ็อปกิ้นส์) ขุนนางจอมประจบชื่อ อันเฟิร์ธ (จอห์น มัลโควิช) หรือกระทั่ง มเหสีเวลโธร์(โรบิน ไรท์ เพ็นท์) ก็เป็นการประยุกต์โดยได้แรงบันดาลใจมาจากนักแสดงจริงหาใช่การลอกรูปร่างหน้าตาออกมาทุกกระเบียดนิ้ว เห็นได้ชัดจากตัวเอกอย่าง เบวูล์ฟที่ใช้วินสโตนเป็นต้นแบบ เพราะตัวจริงของวินสโตนมีรูปร่างอ้วนฉุและเตี้ยต่ำด้อยกว่ารูปลักษณ์ของเบวูล์ฟที่เราได้เห็นบนจอไปหลายองศาเลยทีเดียว
แต่การดึงเพียงลักษณะเด่นของนักแสดง ก็นับเป็นข้อดีของ Beowulf เพราะภาพของแอนิเมชั่นที่มีการปรับแต่งได้ตามใจทีมผู้สร้าง ย่อมเสริมจินตนาการในฐานะ ‘ตำนาน’ ของยอดนักรบถูกเติมเต็มได้ดีกว่าการบรรจงสวมทับโดยนักแสดงตัวเป็นๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์เสียอีก

ส่วนเทคนิคทางด้านภาพ แสง และมิติต่างๆ ถือว่ามีความสมจริงและก้าวไปไกลกว่าที่ The Polar Express เคยทำไว้ เรียกว่าหากใจลอยชมเผินๆ ไม่พิศลงไปให้เจาะลงก็อาจจะแยกไม่ออกว่า ยอดนักรบที่กำลังต่อกรกับปีศาจแกรนเดลด้วยมือเปล่าตรงหน้านั้น เป็นภาพที่เกิดจากแอนิเมชั่น หาใช่ตัวตนของนักแสดงจริงๆ แต่อย่างใด

เพียงแค่นักแสดงหลักสองคนอย่าง ฮ็อปกิ้นส์กับมัลโควิชก็คงจะเรียกบรรดานักชมภาพยนตร์ให้ควักกระเป๋าเดินเข้าโรงกันได้พอสมควร และถึงจะเป็นเพียงการจำลองลักษณะท่าทาง แต่การแสดงของมัลโควิชและฮ็อปกิ้นส์ก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยพลังซึ่งแฝงไว้ด้วยเสน่ห์ที่จะทำให้เราเชื่อว่าเขาเป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ เช่นหลายเรื่องที่ผ่านมา

ตัวหนังดำเนินไปแบบไม่อืดเอื่อย เนื้อเรื่องจากตำนานเข้าใจได้ง่ายไม่สับสน ฉากแอ๊คชั่นต่อสู้ตระการตาอัดแน่นไว้เต็มเปี่ยม จนถึงขนาดมีผู้ที่ได้ไปสัมผัสในรูปแบบสามมิติบนจอ IMAX บางคนกล่าวขานมาว่า หากใครได้ไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในรูปแบบสองมิติธรรมดา ให้ลองหาโอกาส(และสตางค์) ไปชมในรูปแบบสามมิติกันดูอีกสักครั้ง แล้วจะได้อรรถรสที่ต่างไปจากที่เคยดูหลายเท่าตัว

น่าเสียดายเล็กๆ สำหรับนักแสดงชื่อดังอย่าง แองเจลิน่า โจลี่ เพราะบทมารดาจอมปีศาจที่เธอได้รับปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เพียงน้อยนิด อีกทั้งฉากสำคัญที่ชายหนุ่มทั่วโลกจับตารอคอยก็ไม่ได้สร้างความหวามไหวเร้าใจให้เกิดขึ้นสักเท่าไรเลย

โดยรวมแล้ว Beowulf ถือเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นแนวแฟนตาซี ผจญภัย ที่เต็มไปด้วยฉากแอ๊คชั่นตระการตายิ่งใหญ่เรื่องหนึ่ง โดยรวมอาจไม่เหมาะกับเด็กเล็ก เพราะแทบทั้งเรื่องเต็มไปด้วยฉากต่อสู้รุนแรงกับฉากชวนขวัญผวา (บรรดาฉากตกใจ ที่ทางผู้สร้างแอบเอาไว้ในระหว่างการดำเนินเรื่อง) แต่ถึงกระนั้นการเติมเต็มเรื่องราวที่เล่าขานแบบปากต่อปาก ให้กลายมาเป็นภาพจริงที่เคลื่อนไหวโลดแล่นบนแผ่นฟิล์ม ก็อาจเป็นการชำระล้างหนึ่งตำนานที่นอนนิ่งอยู่ในโลกสมัยใหม่ของพวกเราก็เป็นได้

ที่เหลือหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นทีมผู้สร้างภาพยนตร์ หรือกระทั่งนักรบชายชาตรีอย่างเบวูล์ฟเอง ก็คงจะต้องค้อมศีรษะรับผลจากการกระทำของตัวเองเอาไว้ในอกอย่างเต็มภาคภูมิที่สุดแล้ว