หมดปัญญาออนไลน์ – modepanya online


ใช้น้ำหมึกแทนน้ำตา
31 กรกฎาคม 2010, 10:46 pm
Filed under: - ข่าวภาพยนตร์

พรุ่งนี้ก็วันเสาร์อีกแล้วสินะ ความทรงจำเมื่อเสาร์ที่แล้วยังมิทันเลือนหาย เพราะมีการตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากสื่อต่าง ๆ วันนี้วันศุกร์ น่าจะเป็นวันสุขของเรา แต่ฉันขอระบายความอัดอั้นตันใจผ่านตัวอักษร เพราะรู้สึกจุกใจ ไม่สุขใจ เก็บไว้ไม่ไหวแล้ว เป็นพลังเงียบมานานจนเงียบต่อไปไม่ได้แล้ว ร้องไห้ไม่ออก ได้แต่ร้องไห้ในใจตลอดมา

ฉันเคยได้ยินคนตาดีหลายคนพูดว่า “ตาบอดก็ดีนะ จะได้ไม่ต้องเห็นสิ่งเลวร้าย” ไม่จริงหรอก! แม้ตาสองข้างที่บอดสนิทเป็นประตูสองบานที่ปิดตาย แต่ยังมีประตูอื่น ๆ เป็นช่องทางรับรู้สิ่งต่าง ๆ ทั้งดีและร้าย มันยังคงทำหน้าที่นี้อย่างซื่อสัตย์เสมอ ได้แก่ หู จมูก ลิ้น กาย (มือสัมผัส) และประตูกลาง คือสมองและจิตใจ ประตูที่ทำงานหนักที่สุด คือ หู

เสียงปืนที่ฉันได้ยินผ่านเครื่องรับโทรทัศน์เมื่อบ่ายวันเสาร์และค่ำวันนั้น ทำให้เสียงเหตุการณ์ในอดีตผุดขึ้นมาดังก้องอยู่ในหัว เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ! ปีนั้นฉันจำได้ว่า หลังจากเรื่องยุติลง สถานีโทรทัศน์ได้นำภาพและเสียงมาประมวลทบทวนกัน ฉันยังจำเสียงแกนนำผู้ชุมนุมในยุคนั้นร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีพร้อมกับเสียงปืนที่ดังไม่ขาดนัด เสียงปืนในปีนั้นและปีนี้ ไม่ว่าจะใช้กระสุนยาง กระสุนกระดาษ หรือกระสุนจริงก็ตาม มันยังคงเป็นกระสุนฝังใจฉันเรื่อยมา

ได้ยินครั้งใดก็ปวดใจทุกครา ฉันพยายามจะไม่ยึดติดว่า ใจดวงนั้นเป็นของฉัน ดูจิตแล้วพยายามบอกตัวเองว่า จิตดวงนั้นไม่ใช่ของฉัน เป็นเพียงขณะหนึ่งของจิตที่กระทบกับความรับรู้และความรู้สึกเท่านั้น แต่ก็มิอาจถอนอัตตาความเป็นคนไทยออกไปได้ คนไทยคนหนึ่งที่รู้สึกว่าจิตใจปวดร้าวเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่ฉันอยู่ไกลสถานที่เกิดเหตุยังรู้สึกขนาดนี้ แล้วคนที่อยู่ใกล้กว่าจะรู้สึกขนาดไหน แต่จะไกลหรือใกล้ก็อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน

ถ้าไม่มีแผ่นดินไทย ฉันคงไม่มีวันนี้ ทวด ปู่ ย่า ตา ยาย ย้ายถิ่นฐานจากแผ่นดินใหญ่มาพำนักพักพิงบนแผ่นดินผืนนี้ ท่านได้ประกอบสัมมาชีพ สร้างครอบครัว สืบต่อวงศ์วานว่านเครือมาจนถึงปัจจุบัน ร่างของทวด (แม่ของย่า) ปู่ ตา และยายผู้ล่วงลับก็ฝังใต้แผ่นดินผืนนี้ ฉันได้เกิดและอาศัยบนแผ่นดินผืนนี้เช่นกัน ฉันจึงนิยามตนว่าเป็นคนไทยเชื้อสายจีนคนหนึ่งที่สำนึกคุณแผ่นดินไทย มีความรู้สึกไม่ต่างไปจากคนไทยคนอื่น ๆ ที่เห็นคนไทยฆ่ากันเอง

บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณได้ใช้เลือด เนื้อ ชีวิต และความลำบากยากเข็ญเข้าแลกกับเอกราชของชาติไทย พวกเราจึงเป็นไทยอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ ฉันขอร้อง ขอวิงวอนลูกหลานไทย โปรดอย่าใช้เสียงปืนทำลายสิ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ หากเสียงปืนเป็นสัญญาณแห่งชัยชนะ มันคือชัยชนะที่แท้จริงหรือ? ใครชนะ ชนะแล้วได้อะไร เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างไร? หากเป็นชัยชนะบนความอปยศอดสู มันจะเป็นชัยชนะที่ควรได้หรือไม่? ลองคิดดูให้ดี

ระบายความครบถ้วนกระบวนจิต
จงพินิจคิดตามสักครู่หนึ่ง
ความระกำทุกคำที่คำนึง
ฉันจึงใช้น้ำหมึกแทนน้ำตา

ทัชชา ปิยวัฒนเมธา
16 เมษายน 2553



ผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 82

1.นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม – Mo’Nique จาก Precious: Based on the Novel Push by Sapphire (2009)
2.บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม – The Hurt Locker (2008) โดย Mark Boal
3.บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม – Precious: Based on the Novel Push by Sapphire (2009) โดย Geoffrey Fletcher
4.ภาพยนตร์แอนนิเมชันยอดเยี่ยม – Up (2009) โดย Pete Docter
5.ภาพยนตร์แอนิเมชันขนาดสั้นยอดเยี่ยม – Logorama (2009) โดย Nicolas Schmerkin
6.กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม – Avatar (2009) โดย Rick Carter, Robert Stromberg, Kim Sinclair
7.ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม – The Young Victoria (2009) โดย Sandy Powell
8.แต่งหน้ายอดเยี่ยม – Star Trek (2009) โดย Barney Burman, Mindy Hall, Joel Harlow
9.การถ่ายภาพยอดเยี่ยม – Avatar (2009) โดย Mauro Fiore
10.ภาพยนตร์ขนาดสั้นยอดเยี่ยม – The New Tenants (2009) โดย Joachim Back, Tivi Magnusson
11.นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม – Christoph Waltz จาก Inglourious Basterds (2009)
12.ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม – The Cove (2009) โดย Louie Psihoyos, Fisher Stevens
13.ภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้นยอดเยี่ยม – Music by Prudence (2010) โดย Roger Ross Williams, Elinor Burkett
14.เทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม – Avatar (2009) โดย Joe Letteri, Stephen Rosenbaum, Richard Baneham, Andy Jones
15.ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม – The Hurt Locker (2008) โดย Paul N.J. Ottosson
16.มิกซ์เสียงยอดเยี่ยม – The Hurt Locker (2008) โดย Paul N.J. Ottosson, Ray Beckett
17.การลำดับภาพยอดเยี่ยม – The Hurt Locker (2008) โดย Bob Murawski, Chris Innis
18.ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม – Up (2009) – Michael Giacchino
19.เพลงประกอบยอดเยี่ยม – Crazy Heart (2009) โดย T-Bone Burnett, Ryan Bingham(“The Weary Kind”)
20.ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม – El secreto de sus ojos (2009) จากประเทศอาร์เจนตินา
21.ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม – Kathryn Bigelow จาก The Hurt Locker (2008)
22.นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม – Sandra Bullock จาก The Blind Side (2009)
23.นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม – Jeff Bridges จาก Crazy Heart (2009)
24.ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม – The Hurt Locker (2008) โดย Kathryn Bigelow, Mark Boal, Nicolas Chartier, Greg Shapiro



ทาง ‘5 แพร่ง’ ของหนังผี

โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

ไม่มีกฎกติกาอะไรกำหนดเอาไว้ว่า ‘หนังผี’ ต้องทำให้ผู้ชมขนลุกขนพองสยองเกล้า แต่อย่างน้อยผู้ชมที่ตั้งใจมาชมหนังที่ตนเองเรียกได้เต็มปากว่า ‘หนังผี’ ก็ย่อมมีความคาดหวังอยู่ลึกๆที่จะได้รับความหลอนติดตากลับไปบ้าง

‘5 แพร่ง’ (Phobia 2) ก็เข้าข่ายหนังผีดังกล่าวเช่นกัน แต่ที่ต่างออกไปคือตัวหนังให้อารมณ์หลากหลายจึงสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชมได้หลากหลาย อาจเป็นเพราะความได้เปรียบตรงที่แบ่งเป็นเรื่องสั้นย่อยๆถึง 5 เรื่องด้วยกัน มันก็ต้องมีสักเรื่องที่ผู้ชมจะชื่นชอบไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งเหตุผลของความชอบที่น่าจะมีน้อยที่สุด นั่นก็คือ ‘ชอบเพราะความน่ากลัวของ 5 แพร่ง’ ดูท่าแล้วชื่อภาษาอังกฤษของหนังเรื่องนี้ที่แปลว่า ‘ความหวาดกลัว’ จะไปด้วยกันไม่ได้กับอารมณ์หนังที่ออกมาเลย

ผิดกับ ‘4 แพร่ง’ ที่ขายความน่ากลัวสมชื่อ ในส่วนที่เป็นอารมณ์สนุกสนานขบขันอื่นๆซึ่งใส่มา ก็เป็นส่วนเสริมให้ผู้ชมได้ผ่อนคลายความกลัวลงบ้าง มันจึงกลายเป็นความลงตัวจนทำให้หนังประสบความสำเร็จอย่างไม่มีใครคาดคิด

หลาวชะโอน
งานของปวีณ ภูริจิตปัญญา เจ้าของ ‘ยันต์สั่งตาย’ ใน ‘4 แพร่ง’ พาผู้ชมไปนั่งอยู่บนรถที่ประสบอุบัติเหตุในจังหวะภาพสโลโมชั่นถือเป็นการเปิดเรื่องด้วยภาพที่ดึงความสนใจผู้ชมได้ดี สิ่งที่หนังเรื่องนี้จะบอกกับผู้ชมนั้นก็บอกอย่างตรงไปตรงมา และย้ำซ้ำอยู่หลายครั้งหลายคราจากบทสนทนาของพระสงฆ์กับเณร โดยเนื้อเรื่องเป็นความจริงของชีวิตและสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้ ตัวเรื่องเอื้อให้ตัวละครมีมิติ สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ชมเข้าถึงและคล้อยตามได้ ผู้ชมอิ่มอารมณ์กับเรื่องนี้ได้พอสมควรกับการเป็นหนังในลำดับที่หนึ่ง

ในด้านการสร้าง หนังขาดความต่อเนื่องของภาพโดยเฉพาะตอนที่เณรเดินกลับกุฏิ ทำให้อารมณ์สะดุดแต่ก็ไม่ร้ายแรงจนถึงขั้นเสียอรรถรส หากตัดฉากสุดท้าย(ฉากกลายร่างตอนที่กล้องแทนสายตาเณร)ที่เป็นส่วนเกินของหนังออกแล้วนำเวลาตรงนั้นมาใช้ในส่วนที่ขาดหายไป จะทำให้อารมณ์ของหนังไหลลื่นยิ่งขึ้น เพราะการแสดงของนักแสดงแต่ละคนในเรื่องนี้ผ่านทุกคน

ห้องเตียงรวม
เดิมทีผู้กำกับฯ ยงยุทธ ทองกองทุน ถูกวางตัวไว้ให้เป็นหนึ่งในผู้กำกับฯของ ‘5 แพร่ง’ แต่เพราะประสบอุบัติเหตุ วิสูตร พูลวรลักษณ์ ในฐานะหนึ่งในผู้บริหารจีทีเอชจึงลองทำหน้าที่ผู้กำกับฯเองสักครั้งในชีวิต

ต้องยกความดีความชอบให้กับ ‘หลาวชะโอน’ ที่ทำให้ผู้ชมตั้งตารอเรื่องต่อไปด้วยใจจดจ่อ และหวังว่าเรื่องแรกคงเป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้น แล้ว ‘ห้องเตียงรวม’ ก็เปิดเรื่องได้เจ็บแสบ เสียดสีแว๊นบอยและสก๊อยเกิร์ลด้วยเสียงประกอบกับล้อที่วิ่งแข่งกันทำให้นึกไปถึงภาพชินตาที่อยู่บนถนนแถวบ้านผู้ชมในประเทศนี้ได้ง่ายๆ และขณะเดียวกันก็เป็นการปูเรื่องของตัวละครโดยไม่ต้องเล่าอะไรเพิ่มเติมให้ยุ่งยากอีกเลยถือเป็นความฉลาดอย่างหนึ่งในฉากนี้

หนังเรื่องนี้อาศัยประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ชมมากเกินไป ในการสร้างความน่ากลัวให้กับตัวผู้ชมเอง เพราะถ้าผู้ชมไม่มีประสบการณ์ร่วมในโรงพยาบาลอย่างตัวละครเด็กแว๊นคนนี้แล้ว เรื่องนี้ก็ไม่อาจสร้างความขนลุกขนพองให้กับผู้ชมได้เลย นอกจากทำให้สะดุ้งสะเทือนด้วยเทคนิคการตัดภาพและเสียงประกอบที่ดังกว่าปกติเพื่อให้ผู้ชมตกใจ ที่รู้จักกันในนาม ‘ผีตุ้งแช่’ สุดท้ายแล้วหนังก็ละเลยการเล่าถึงครอบครัวของเด็กแว๊นที่จะมารับ ปล่อยให้จบแบบห้วนๆตามที่ใจต้องการซึ่งทำให้หลุดไปจากเรื่องที่เล่าตอนต้น

ส่วนในเรื่องการสร้างดูจะเป็นเรื่องที่ทำได้แนบเนียนที่สุด ภาพไม่สะดุดมีความต่อเนื่องถือได้ว่าวิสูตร เป็นผู้กำกับฯหน้าใหม่ฝีมือไม่ได้ขี้เหร่

Backpacker
งานของทรงยศ สุขมากอนันต์ เจ้าของ ‘เด็กหอ’ ที่คันไม้คันมืออยากทดลองทำผีไทยให้แตกต่างออกไปจากเดิม แต่ไม่ได้แตกต่างออกไปจากผีที่นักดูหนังเคยรู้จัก คาดว่าทรงยศน่าได้รับอิทธิพลผีความเร็วสูงมาจากหนังเรื่อง ‘28 Days Later’ ของผู้กำกับฯ แดนนี่ บอยด์ การที่หนังเรื่องนี้มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษเพียงเรื่องเดียวก็อาจจะเป็นการบอกใบ้ถึงความแตกต่างของแนวคิดเรื่องผีก็เป็นได้

การทดลองสุดท้ายแล้วผลที่ได้อาจจะได้ค้นพบสิ่งใหม่ที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิมหรืออาจจะล้มเหลวไม่เป็นท่าเลยก็ได้ นี่เป็นข้อดีของหนังที่แบ่งซอยเป็นหนัง 5 เรื่องอย่าง ‘5 แพร่ง’ เพราะหากผลออกมาเป็นลบก็ไม่ทำให้นายทุนเจ็บตัวมาก

ปัญหาของเรื่องนี้คือความเชื่อของผู้ชม ผู้ชมคนไทยยังเชื่อในผีที่เป็นวิญญาณหลอกหลอนมากกว่า แม้ว่าที่ไปที่มาของวิญญาณเหล่านั้นจะขาดเหตุผลที่มาที่ไปอย่างไร ผู้ชมคนไทยก็ยังเชื่อ อย่างน้อยที่สุดก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เมื่อทรงยศต้องการสร้างผีที่แตกต่างออกไปจากความเชื่อของคนไทย แต่กลับไม่ให้เหตุผลรับรองที่มาที่ไปของมันเลย ทั้งยังมีความบกพร่องในเรื่องของความสั้นยาวของระยะเวลาภายในเรื่องที่ไม่สมจริง เพียงเพื่อจะดึงเวลาให้รองรับกับฉากจบในเวลาเช้าซึ่งตั้งใจให้ผู้ชมตีความ ผลที่ได้จึงล้มเหลวไม่เป็นท่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ชมคนไทยจะไม่เปิดรับผีรูปแบบใหม่ที่ต่างไปจากเดิม เพียงแต่ผีวิญญาณได้ซึมลึกอยู่ในวัฒนธรรมของเรามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ผีแนวใหม่ที่จะเข้ามาจึงต้องอาศัยความสามารถของผู้สร้างหนังอย่างมาก ต้องรัดกุมและสมเหตุสมผลกว่าผีเดิมๆเป็นเท่าตัว จึงจะเข้ามาสิงในใจผู้ชมคนไทยได้

รถมือสอง
งานของภาคภูมิ วงศ์ภูมิเจ้าของ ‘Last Flight’ ใน ‘4 แพร่ง’ สร้างความผิดหวังให้กับผู้ชมที่ขนลุกกับ ‘Last Flight’ เป็นอย่างมาก สิ่งที่หนังเรื่องนี้ขายมันเกือบจะเป็นการพาผู้ชมเดินเข้าไปในบ้านผีสิงของสวนสนุก เป็นผีที่ปราศจากน้ำหนักของเรื่องราว จุดมุ่งหมายของเรื่องอ่อนปวกเปียก จุดจบของเรื่องก็เหมือนกับการเดินออกจากประตูบ้านผีสิงโดยไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับผีในบ้านผีสิงเลย แล้วเทคนิคผีตุ้งแช่ก็ถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อ จนกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย

คนกอง
งานของบรรจง ปิสัญธนะกูล เจ้าของ ‘คนกลาง’ ใน ‘4 แพร่ง’ กลับมาเรียกเสียงฮาเหมือนเดิม แม้จะตั้งใจฮากว่าเดิมแต่ก็ไม่ทำให้ฮาเพิ่มขึ้น

‘คนกอง’ เปิดเรื่องด้วยฉากการแสดงของมาช่าที่ต้องเทคใหม่ ในฉากนี้หนังบอกเป็นนัยๆอยู่แล้วว่าจะหนังเล่าด้วยน้ำเสียงเช่นไร หนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องโดยตัดความสมจริงออกไปตั้งแต่ต้นเรื่อง เปรียบได้กับดูโชว์ ‘แก๊งสามช่า’ (หม่ำ-เท่ง-โหน่ง) หากผู้ชมจะเรียกร้องความสมจริงในฉากต่อๆไปก็ถือว่าผู้ชมไปผิดทางจากความตั้งใจของผู้สร้าง ทั้งเรื่องจึงมีแต่ความบันเทิงให้กับผู้ชม หนังทำได้สำเร็จและไม่ขาดตกบกพร่อง

แต่หากผู้ชมไม่ดูด้วยสายตาเดียวกับที่ดูโชว์จากแก๊งสามช่าแล้ว หนังเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นหนังที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เนื่องจากตั้งใจเล่นกับคนดูมากจนขาดความเป็นเหตุเป็นผลของหนังเอง คนทำหนังเรื่องนี่น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับ ‘คนกลาง’ ที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก หากเรียกว่าเป็น ‘คนทำหนัง’ แล้วทำออกมาได้เพียงแค่อารมณ์ตลกโปกฮาแบบไร้ที่ไปที่มาอย่างนี้ก็น่าผิดหวัง ซึ่งความฮาอาจจะเทียบเท่าหรือด้อยกว่าแก๊งสามช่าด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับเงินลงทุนไปมากกว่าหลายเท่าตัว จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สร้างงานชิ้นนี้จะต้องกลับไปพิสูจน์ตัวเองในฐานะ ‘คนทำหนัง’ เสียใหม่

อันที่จริงสังคมในยุคโพสต์โมเดิร์น หรือ ในยุคที่อะไรๆไม่ได้ยึดหลักการที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว เช่นเดียวกับที่ไม่มีกฎกติกามากำหนดว่า ‘หนัง’ หรือ ‘ภาพยนตร์’ จะต้องทำให้ผู้ชมเห็นถึงความสมจริงสมจัง และจะต้องมีความต่อเนื่องของภาพที่ไหลลื่นเหมือนอย่างในอดีตอีกแล้ว

ในยุคที่ความคิดความเห็น อารมณ์ความรู้สึก และความพอใจที่จะจ่ายเงินของผู้ชมแต่ละคนสามารถตัดสินว่า ‘อะไรเป็นหนัง’ หรือ ‘อะไรไม่เป็นหนัง’ ได้เช่นเดียวกับหลักการทฤษฎีทางภาพยนตร์ซึ่งใช้ตัดสินความเป็นหนังหรือไม่เป็นหนัง สุดท้ายมันก็อยู่ที่จิตวิญญาณของผู้ที่เรียกตัวเองว่า ‘คนทำหนัง’ นั่นเองที่กำหนดได้ว่า หนังในอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร



‘นางไม้’ ความรักกับความผูกพัน และ ‘พลอย’

โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

หลังจากได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง นางไม้’ (Nymph) ที่ตีพิมพ์ลง ‘จุดประกาย’ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 กรกฎาคม 2552 โดยมี ‘นันทขว้าง สิรสุนทร’ นักวิจารณ์หนังประจำค่ายเนชั่นและในฐานะเพื่อนคนหนึ่งของเป็นเอกเป็นผู้ซักถามแล้ว ก็ต้องประกาศไว้ก่อนว่า หนังเรื่องนางไม้ที่ฉายทั่วไปนั้นเป็นคนละฉบับกับนางไม้ที่ติดเป็นหนึ่งใน 19 เรื่องของหนังน่าจับตามอง (Un Certain Regard) ของเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งที่ 62 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

จากปากคำของผู้กำกับฯเป็นเอกในบทสัมภาษณ์นั่นเองที่บอกว่า แท้ที่จริงเขาต้องการให้หนังเป็นอย่างฉบับที่ฉายทั่วไปเพียงฉบับเดียวเท่านั้น ส่วนฉบับที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ยกย่องว่าเป็น ‘หนังที่น่าจับตามอง’ นั้นเป็นฉบับที่เขายังทำไม่เสร็จต่างหาก แม้ตัวหนังจะจบสมบูรณ์แต่เขายังไม่พอใจกับมัน หนังฉบับที่ฉายทั่วไปจึงไม่ได้เรียกว่าฉบับ Director’s Cut (ตัดต่อขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มหรือลดเนื้อหาจากต้นฉบับ) ฉะนั้นในบริบทที่พูดถึงความตั้งใจของผู้กำกับฯเป็นเอกแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องกล่าวถึงหนังฉบับที่ไปคานส์อีก

ถ้าเคยดูเรื่อง ‘พลอย’ มาก่อน หรือหากได้ดู ‘นางไม้’ แต่ยังไม่ได้ดู ‘พลอย’ ก็ขอให้ลองหามาดู จะเห็นความคล้ายคลึงในประเด็น ‘ความรักของคนสองคน’ กลายสภาพเป็นเพียง ‘ความผูกพันในสายตาคนรอบข้าง’ ความรู้สึกที่แท้จริงระหว่างทั้งคู่นั้นเป็นเช่นไร จะมีใครรู้ได้นอกจากคนสองคน

โดยทั่วไปเราจะเข้าใจกันว่า ‘ความผูกพัน’ ต่างจาก ‘ความรัก’ โดยสิ้นเชิง เรียกว่าเป็นคนละความรู้สึกกัน หากใช้คำว่า ‘ความผูกพัน’ กับคู่รักใดที่เคยรักกันหวานชื่นดูดดื่ม ก็หมายความว่าคู่รักคู่นั้นอาจกำลังจะเลิกราไม่เหลือ ‘ความรัก’ ให้แก่กันแล้ว เป็นแต่เพียง ‘ความผูกพัน’ ที่รอให้เวลาเจือจางจนไม่เหลือเยื่อใยและขาดกันในที่สุด

จะเป็นด้วยเหตุผลที่ทั้งคู่ใช้ชีวิตคู่มายาวนานกระทั่ง ‘ความรัก’ เลือนหายไป (อย่างกรณี ‘วิทย์’ กับ ‘แดง’ ในเรื่องพลอย) หรือใครคนหนึ่งได้พบคนใหม่ที่ใช่กว่าและถูกใจกว่า (อย่างกรณี ‘นพ’ กับ ‘เมย์’ ในเรื่องนางไม้) ก็ทำให้ผู้คนรอบๆข้างสังเกตเห็นและสัมผัสความจืดจางในรักของทั้งคู่ได้ แต่มันก็เป็นความเข้าใจไปเองของผู้สังเกตที่อยู่รอบๆ และผู้ชมเป็นหนึ่งในคนที่กำลังสังเกตอยู่เช่นกัน จนกระทั่งจบเรื่องทั้ง ‘พลอย’ และ ‘นางไม้’ ได้พาผู้ชมซึ่งอาจไม่เคยมีประสบการณ์ความรักเช่นนี้สามารถรับรู้ความรู้สึกของทั้งคู่ได้ลึกแต่อาจไม่ซึ้ง เพราะมันไม่ใช่อารมณ์ที่จะซาบซึ้งอย่างหนังรักทั่วไป

ใช่, แม้ว่าหนังจะใช้ชื่อ ‘นางไม้’ ซึ่งอาจถูกมองเป็นหนังผีมากกว่าแต่หนังก็ให้ความรักเป็นประเด็นหลักของเรื่อง โดยมีเรื่อง ‘ธรรมชาติถูกกระทำ’ เป็นประเด็นรอง ให้บรรยากาศความลี้ลับเป็นตัวดึงดูดผู้ชมให้ติดตามเรื่องราว ฉายภาพเปรียบเทียบระหว่างเมืองใหญ่ไร้ชีวิตและจำเจ กับ ชีวิตชีวาของป่าที่น่าเกรงขามซึ่งมากด้วยตำนานและเรื่องเล่าลี้ลับ

ในประเด็นรองที่ว่านี้เอง เป็นเอกได้สร้างฉากหนึ่งที่ยั่วความคิดและการตีความ ด้วยการเอาคำว่า ‘ธรรมชาติถูกกระทำ’ มาเล่นคำให้เป็นภาพ โดยใช้ภาพคนกอดต้นไม้บวกอารมณ์และความรู้สึกเพิ่มเข้าไป กลายเป็นฉากที่ให้ความรู้สึกอันหลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อว่า จะสร้างได้จากภาพที่แสนจะธรรมดา

ถ้าหากเปรียบ ‘นางไม้’ เป็นงานเขียนสักชิ้น มันก็คงจัดอยู่ในหมวดของเรื่องสั้น (ขนาดยาว) ด้วยองค์ประกอบที่มีตัวละคร ฉากและเหตุการณ์ในเรื่องไม่มาก ไม่ได้ตัดกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็วตามมาตรฐานของภาษาหนัง แต่เน้นที่บรรยากาศของฉากและความรู้สึกของตัวละครมากกว่า นอกจากนั้น ‘นางไม้’ ใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครที่ชื่อ ‘เมย์’ เป็นหลัก จึงดูคล้ายกับเรื่องเล่าที่ใช้คำสรรพนามบุรุษที่หนึ่งเป็นตัวเดินเรื่อง (ตัวอย่างเช่น ฉันทำอย่างนั้น ฉันทำอย่างนี้)

แต่ถึงอย่างนั้นเป็นเอกก็ยังเล่นกับความเฉพาะตัวของสื่อที่มีภาพและเสียงอย่างภาพยนตร์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นฉากถ่ายยาว (Long Take) ตอนเปิดเรื่องที่บังคับกล้องให้ลุยป่าในระยะประชิด จากนั้นก็ให้กล้องลอยขึ้นไปถ่ายมุมสูงเก็บภาพมุมกว้าง ต่อด้วยการแทนสายตาผู้ชมเป็นเลนส์กล้องที่วางตะแคงไว้ก่อนที่ ‘นพ’ จะหยิบขึ้นมาประกอบ ตอนที่แทนสายตาผู้ชมเป็นคนที่เดินลาก ‘เมย์’ ออกมาจากป่า หรือแทนสายตาผู้ชมเป็นต้นไม้ ฯลฯ ซึ่งยิ่งเพิ่มความกดดันให้กับผู้ชม และทำให้สิ่งที่ไร้ตัวตนในหนังก่อเกิดตัวตนขึ้นในความนึกคิดของผู้ชม แต่ก็ยังไม่ถึงกับสร้างความหลอนติดตัวผู้ชมกลับไป

‘นางไม้’ ใช้ภาพเป็นวิธีสื่อสารกับผู้ชม แต่ละฉากของ ‘นางไม้’ ไม่ต้องการการอธิบายด้วยเหตุผลที่จะปะติดปะต่อเรื่องราวให้สอดคล้องรองรับกับทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจเป็นภาพในจินตนาการ ภาพความฝันของตัวละคร หรือเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง ก็แล้วแต่ผู้ชมจะคิด หนังไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งยิ่งทำให้ส่งผ่านอารมณ์ความรู้สึกไปถึงผู้ชมได้มากขึ้น

หนังใช้บทสนทนาน้อยมาตลอดเรื่อง แต่เมื่อถึงฉากสำคัญของเรื่องเป็นจุดที่บรรจบระหว่างประเด็นหลักและประเด็นรอง หนังสื่อออกมาตรงและทื่อเกินไปรวบรัดข้อความที่จะบอกกับผู้ชมผ่านบทสนทนาของตัวละคร มันจึงทำให้ความคิดและอารมณ์ความรู้สึกที่แล่นไหลของผู้ชมหยุดลงพร้อมๆกับบทสนทนานั้น เหลือเพียงความฉงนสนเท่ห์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวละครเท่านั้น ทั้งที่จริงควรปล่อยที่ว่างไว้โดยการสื่อด้วยภาพและเสียงอย่างที่หนังทำมาตลอดเรื่อง จะช่วยให้หนังจบอย่างทรงพลังมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ‘นางไม้’ ถือว่าประสบความสำเร็จในการดึงดูดผู้ชมด้วยบรรยากาศความลี้ลับอึมครึมและอึดอัดตลอดเรื่อง ชวนให้ผู้ชมติดตามได้มากกว่า ‘พลอย’ ส่วนในเรื่องการสื่ออารมณ์ของตัวละครไปยังผู้ชมยังคงทำได้ตามมาตรฐานเป็นเอก แต่ตอนจบของ ‘พลอย’ เป็นธรรมชาติและลุ่มลึกกว่า ‘นางไม้’ หลายเท่านัก



The Fall งานศิลป์ในหนังที่ไม่เป็นศิลปะ
3 เมษายน 2009, 12:06 pm
Filed under: - เปิดไฟในโรงฯ | ป้ายกำกับ: , ,

the-fall-art

โดย วรวิช ทรัยพ์ทวีแสง

The Fall (2006) ผลงานการกำกับฯ ลำดับที่สองของ ทาร์เซ็ม ซิงห์ ผู้กำกับฯ ชาวอินเดีย ไม่ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจมากไปกว่า The Cell (2000) ผลงานชิ้นแรกของเขาเลย การที่ยังคงใช้ฉากซึ่งเปี่ยมด้วยจินตนาการอันบรรเจิดเลิศล้ำโดยปราศจากชีวิตของตัวละครนั้นไม่ทำให้ผู้ชมร่วมรู้สึกไปกับตัวละครได้อีก

และหากจะเทียบมุมมองและความคิดจากภาพในจินตนาการอันพิสดารเหล่านั้นแล้ว The Cell ยังเหนือกว่าทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์แต่ยังขาดในด้านการส่งอารมณ์ความรู้สึก สิ่งที่ทั้งสองเรื่องมีเหมือนกันก็คือ มีการใช้ศิลปะในแขนงอื่นเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการดำเนินเรื่องและบอกเล่าความรู้สึกเบื้องลึกของตัวละคร เราจะเรียกหนังจำพวกนี้ว่าเป็น ‘หนังอาร์ต’ ได้หรือไม่ ถ้าบอกว่าหนังอาร์ตคือหนังที่บรรจุด้วยศิลปะในหลากหลายแขนงก็อาจจะเรียกได้แบบตามความหมายของคำว่า ‘อาร์ต’ หรือ ‘ศิลปะ’

ฉากเปิดเรื่อง เป็นภาพขาวดำที่ใส่เทคนิคสโลว์โมชั่นเข้าไปคลอด้วยเสียงของเครื่องสายในแบบดนตรีคลาสสิก แต่ละภาพได้ผ่านกระบวณการคิดและจัดวางมาอย่างดี องค์ประกอบและแสงเงางดงามประหนึ่งว่าจัดแสงถ่ายกันในสตูดิโอ แต่ภาพที่นำมาร้อยเรียงกันนี้ไม่ได้ตั้งใจเล่าเรื่องราวให้ผู้ชมรับทราบ และก็ไม่ได้สร้างอารมณ์ความรู้สึกจากภาพเหล่านั้นให้กับผู้ชมเลย นอกจากทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ากำลังเดินอย่างลวกๆ ผ่านภาพในนิทรรศการภาพถ่ายขาวดำ แล้วก็ออกจากงานแสดงนั่นไปโดยได้รับเพียงความงุนงงสงสัยว่าเหตุใดช่างภาพจึงนำภาพพวกนั้นออกมาแสดง เพราะภาพอันงดงามเหล่านั้นผ่านสายตาอย่างรวดเร็วเกินไปสำหรับการซึมซาบความงามนั้น

The Fall มีฉากของเรื่องอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นยุคเริ่มต้นของวงการภาพยนตร์ของฮอลิวู้ด เป็นเรื่องราวของ ‘รอย วอลค์เกอร์’ ชายผู้มีอาชีพนักแสดงเสี่ยงตายที่ประสบอุบัติเหตุในการแสดงซึ่งต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ขณะเดียวกันเด็กหญิงที่อยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นนามว่า ‘อเล็กซานเดรีย’ ก็พักรักษาตัวอยู่ด้วย เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อทั้งสองได้ทำความรู้จักกัน

ผู้กำกับฯ ใช้ความใสซื่อของ แคทินกา อันทารู นักแสดงเด็กหญิงที่เพิ่งมีผลงานเป็นครั้งแรก หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกับตัวละครที่ชื่ออเล็กซานเดรียได้อย่างยอดเยี่ยม และได้ใช้เป็นจุดสำคัญในการดำเนินเรื่องไปจนจบด้วย รอยได้ใช้ความสามารถในการเล่าเรื่องอันแสนมหัศจรรย์ดึงความสนใจของอเล็กซานเดรียเพื่อหวังเพียงต้องการให้เด็กหญิงทำบางอย่างที่เขาร้องขอให้เท่านั้น สิ่งที่อเล็กซานเดรียปฏิบัติต่อรอยเป็นการแสดงความรู้สึกที่ดีๆ ต่อเขา นอกเหนือจากนั้นคือความอยากรู้อยากเห็นในแบบเด็กๆ ของเธอ มันทำให้เธอทำอะไรก็ได้เพื่อที่จะได้ฟังเรื่องเล่านั้นจนจบ แม้แต่การแอบเข้าไปขโมยมอร์ฟีนในคลังยามาให้รอย เธอกระทำไปด้วยความใสซื่อของวัยเด็กเพียงเท่านั้น

แต่แล้วผู้เขียนบทก็ทำให้บทต้องด่างพร้อยเพียงเพื่อตั้งใจจะหลอกผู้ชมในฉากที่มีผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาล ตอนที่อเล็กซานเดรียวิ่งออกมาหลังจากเห็นภาพศพที่คลุมไว้ถูกพาออกมาจากตึกฝั่งตรงข้ามโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นศพของใคร ตอนนี้เองที่ผู้เขียนบทได้ทิ้งความใสซื่อของอเล็กซานเดรียไปสิ้น ทำให้ตัวละครที่มีชีวิตที่สุดของเรื่องนี้หมดความน่าเชื่อถือไป กลายเป็นเพียงตัวละครแบนๆ ที่ผู้เขียนบทได้เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกล่อผู้ชมให้หลงติดไปกับบรรดาเทคนิคของภาพและการตัดต่ออันหวือหวาดังเช่นในฉากอุบัติเหตุของอเล็กซานเดรียที่คลังยา

ในส่วนของเรื่องเล่าที่อยู่ในจินตนาการของรอยและอเล็กซานเดรีย ก็ได้สร้างความตื่นตาให้กับผู้ชมผ่านวีรกรรมของตัวละครผู้มีความสามารถแตกต่างกันไปทั้งห้าคน ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย สถานที่ในฉาก มุมกล้อง หรือแม้แต่พฤติกรรมของตัวละคร เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ขับเน้นให้เห็นความโดดเด่นฉายออกมาเต็มที่ แต่สิ่งที่ยังขาดก็คือความมีชีวิตของตัวละครอยู่นั่นเอง แม้จะมีการเล่าภูมิหลังของแต่ละตัวละครแต่ก็ไม่ทำให้ผู้ชมนั้นรู้สึกร่วมไปกับเรื่องราวและจินตนาการของรอยได้เลย

องค์ประกอบต่างๆ ใน The Fall ดังกล่าวสามารถเป็นตัวอย่างของศิลปะปลอมแปลงตามความคิดของ ลีโอ ตอลสตอย ในหนังสือ What is art? แปลโดย สิทธิชัย แสงกระจ่าง ซึ่งกล่าวถึงการสร้างศิลปะปลอมแปลงด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

หยิบยืมมา – ในเรื่องเล่าของรอย นักรบทั้งห้าได้ไปเยือนในสถานที่ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นและมีความงดงามและเป็นเอกลักษณ์ภายในตัวเองอยู่แล้ว โดยใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นประกอบกันเพื่อให้ได้ภาพซึ่งมีความงดงามและมีศิลปะแฝงอยู่ เช่นในฉากของศพที่ถูกแขวนอยู่ ฉากหลังนั้นคือจิตรกรรมฝาผนังที่ได้หยิบยืมมาอยู่ในฉาก ภาพที่ออกมาในหนังจัดได้ว่าเป็นศิลปะปลอมแปลง

ลอกเลียนแบบมา – ฉากที่เข้าข่ายวิธีการนี้อย่างเห็นได้ชัดคือ การแนะนำตัวละครที่อยู่ในจินตนาการของทั้งห้าตัวอย่างละเอียดแม้กระทั่งพฤติกรรมการลูบคิ้วของนักรบจากอินเดียเมื่อเกิดความกังวล พร้อมทั้งบรรยายสิ่งที่ตัวละครเหล่านั้นได้ประสบพบมาในชีวิต ตอลสตอยใช้คำว่าลอกเลียนแบบมานั้นหมายถึง ลอกเลียนมาจากสิ่งที่เป็นศิลปะ การอธิบายพฤติกรรมต่างๆ โดยละเอียดนั้นก็เพียงเพราะว่ามันเกิดขึ้นอย่างนั้นในชีวิต ในกรณีทั่วๆ ไปอาจรวมถึงการแช่ภาพนิ่งๆ เป็นเวลายาวนานโดยปล่อยให้สิ่งที่อยู่ในภาพเป็นไปอย่างที่มันเป็นตามธรรมชาติโดยที่ไม่ได้ปะติดปะต่อกับเรื่องราวโดยรวมแต่อย่างใด

ทำให้เด่นขึ้นมา – ตอลสตอยได้ให้คำจำกัดความว่าเป็นงานที่ ‘หวือหวา’ และ ‘ทรงแรงกระทบ’ โดยการนำสิ่งที่ขัดแย้งมาไว้ด้วยกัน The Fall ได้นำความหรูหราอลังการของสิ่งปลูกสร้างรวมไปถึงเครื่องแต่งกายที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใส่ไว้กับความเรียบง่ายของทัศนียภาพที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้นมา

สร้างความน่าสนใจ – ตั้งแต่ฉากเริ่มเรื่องก็ใช้วิธีนี้เพื่อให้ผู้ชมสนใจในตัวหนังด้วยความสงสัยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น หลังจากนั้นหนังก็ตั้งใจเล่าเรื่องอีกเรื่องหนึ่งโดยตั้งใจเผยรายละเอียดของเรื่องราวที่ต่อเนื่องจากฉากแรกนั้นเป็นเพียงเสียงของคนที่หลุดฉากพูดคุยกัน และไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องราวนั้นอีกเลย แต่ที่มีขึ้นก็เพื่อเรียกร้องความสนใจเท่านั้น

ตามแนวความคิดของตอลสตอยนั้นเขาได้พบว่าศิลปะที่แท้จริงนั้นมีอยู่น้อยเต็มที งานที่เราเรียกกันว่า ‘ศิลปะ’ ในยุคนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นศิลปะปลอมแปลงทั้งสิ้น

คำว่า ‘หนังอาร์ต’ ที่เราใช้กัน มันไม่ได้หมายถึงหนังที่บรรจุไว้ด้วยงานศิลปะหลากหลายแขนงและก็ไม่ได้หมายถึงหนังที่มีความเป็นศิลปะสูง เราใช้แทนความหมายของหนังที่เข้าใจได้ยาก เหมือนอย่างที่เราจะทำความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วศิลปะคืออะไร เป็นหนังที่มีความเป็นปัจเจกสูง มีความหลากหลายจึงหาหลักที่จะมากำหนดคุณค่าหรือคุณภาพได้ยาก

คำถามก็คือหนังชนิดใดที่เป็นศิลปะอย่างแท้จริงและเราจะใช้อะไรตัดสินกัน



ผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 81
23 กุมภาพันธ์ 2009, 11:17 am
Filed under: - ข่าวภาพยนตร์ | ป้ายกำกับ: , ,

1.นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม – เพเนโลปี ครูซ จาก Vicky Cristina Barcelona
2.บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม – ดัสติน แลนซ์ แบล็ก จาก Milk
3.บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม – ไซมอน โบฟอย จาก Slumdog Millionaire
4.ภาพยนตร์แอนนิเมชันยอดเยี่ยม – WALL-E
5.ภาพยนตร์แอนิเมชันขนาดสั้นยอดเยี่ยม – La Maison en Petits Cubes
6.กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม – The Curious Case of Benjamin Button
7.ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม – The Duchess
8.แต่งหน้ายอดเยี่ยม – The Curious Case of Benjamin Button
9.การถ่ายภาพยอดเยี่ยม – Slumdog Millionaire
10.ภาพยนตร์ขนาดสั้นยอดเยี่ยม – Spielzeugland (Toyland)
11.นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม – ฮีธ เลดเจอร์ จาก The Dark Knight
12.ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม – Man on Wire
13.ภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้นยอดเยี่ยม – Smile Pinki
14.เทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม – The Curious Case of Benjamin Button
15.ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม – The Dark Knight
16.มิกซ์เสียงยอดเยี่ยม – Slumdog Millionaire
17.การลำดับภาพยอดเยี่ยม – Slumdog Millionaire
18.ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม – Slumdog Millionaire โดย เอ. อาร์. ราห์มาน
19.เพลงประกอบยอดเยี่ยม – Jai Ho จาก Slumdog Millionaire โดย เอ. อาร์. ราห์มาน และ กุลซาร์
20.ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม – Departures จากประเทศ ญี่ปุ่น
21.ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม – แดนนี บอยล์ จาก Slumdog Millionaire
22.นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม – เคท วินสเล็ท จาก The Reader
23.นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม – ฌอน เพนน์ จาก Milk
24.ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม – Slumdog Millionaire



66th Annual Golden Globe Awards
13 มกราคม 2009, 12:00 pm
Filed under: - ข่าวภาพยนตร์ | ป้ายกำกับ:

Best Motion Picture – Drama
WINNER Slumdog Millionaire (2008)
Other Nominees:
– The Curious Case of Benjamin Button (2008)
– Frost/Nixon (2008)
– The Reader (2008)
– Revolutionary Road (2008)

Best Motion Picture – Musical or Comedy
WINNER Vicky Cristina Barcelona (2008)
Other Nominees:
– Burn After Reading (2008)
– Happy-Go-Lucky (2008)
– In Bruges (2008)
– Mamma Mia! (2008)

Best Performance by an Actor in a Motion Picture – Drama
WINNER Mickey Rourke for The Wrestler (2008)
Other Nominees:
– Leonardo DiCaprio for Revolutionary Road (2008)
– Frank Langella for Frost/Nixon (2008)
– Sean Penn for Milk (2008)
– Brad Pitt for The Curious Case of Benjamin Button (2008)

Best Performance by an Actress in a Motion Picture – Drama
WINNER Kate Winslet for Revolutionary Road (2008)
Other Nominees:
– Anne Hathaway for Rachel Getting Married (2008)
– Angelina Jolie for Changeling (2008)
– Meryl Streep for Doubt (2008)
– Kristin Scott Thomas for Il y a longtemps que je t’aime (2008)

Best Performance by an Actor in a Motion Picture – Musical or Comedy
WINNER Colin Farrell for In Bruges (2008)
Other Nominees:
– Javier Bardem for Vicky Cristina Barcelona (2008)
– James Franco for Pineapple Express (2008)
– Brendan Gleeson for In Bruges (2008)
– Dustin Hoffman for Last Chance Harvey (2008)

Best Performance by an Actress in a Motion Picture – Musical or Comedy
WINNER Sally Hawkins for Happy-Go-Lucky (2008)
Other Nominees:
– Rebecca Hall for Vicky Cristina Barcelona (2008)
– Frances McDormand for Burn After Reading (2008)
– Meryl Streep for Mamma Mia! (2008)
– Emma Thompson for Last Chance Harvey (2008)

Best Performance by an Actor in a Supporting Role in a Motion Picture
WINNER Heath Ledger for The Dark Knight (2008)
Other Nominees:
– Tom Cruise for Tropic Thunder (2008)
– Robert Downey Jr. for Tropic Thunder (2008)
– Ralph Fiennes for The Duchess (2008)
– Philip Seymour Hoffman for Doubt (2008)

Best Performance by an Actress in a Supporting Role in a Motion Picture
WINNER Kate Winslet for The Reader (2008)
Other Nominees:
– Amy Adams for Doubt (2008)
– Penélope Cruz for Vicky Cristina Barcelona (2008)
– Viola Davis for Doubt (2008)
– Marisa Tomei for The Wrestler (2008)

Best Director – Motion Picture
WINNER Danny Boyle for Slumdog Millionaire (2008)
Other Nominees:
– Stephen Daldry for The Reader (2008)
– David Fincher for The Curious Case of Benjamin Button (2008)
– Ron Howard for Frost/Nixon (2008)
– Sam Mendes for Revolutionary Road (2008)

Best Screenplay – Motion Picture
WINNER Slumdog Millionaire (2008): Simon Beaufoy
Other Nominees:
– The Curious Case of Benjamin Button (2008): Eric Roth, Robin Swicord
– Doubt (2008): John Patrick Shanley
– Frost/Nixon (2008): Peter Morgan
– The Reader (2008): David Hare

Best Original Song – Motion Picture
WINNER The Wrestler (2008)(“The Wrestler”)
Other Nominees:
– Bolt (2008)(“I Thought I Lost You”)
– Cadillac Records (2008)(“Once in a Lifetime”)
– Gran Torino (2008)(“Gran Torino”)
– WALL·E (2008)(“Down to Earth”)

Best Original Score – Motion Picture
WINNER Slumdog Millionaire (2008): A.R. Rahman
Other Nominees:
– Changeling (2008): Clint Eastwood
– The Curious Case of Benjamin Button (2008): Alexandre Desplat
– Defiance (2008): James Newton Howard
– Frost/Nixon (2008): Hans Zimmer

Best Animated Film
WINNER WALL·E (2008)
Other Nominees:
– Bolt (2008)
– Kung Fu Panda (2008)

Best Foreign Language Film
WINNER Vals Im Bashir (2008)
Other Nominees:
– Der Baader Meinhof Komplex (2008)
– Maria Larssons eviga ögonblick (2008)
– Gomorra (2008)
– Il y a longtemps que je t’aime (2008)

Best Television Series – Drama
WINNER “Mad Men” (2007)
Other Nominees:
– “Dexter” (2006)
– “House M.D.” (2004)
– “In Treatment” (2008)
– “True Blood” (2007)

Best Television Series – Musical or Comedy
WINNER “30 Rock” (2006)
Other Nominees:
– “Californication” (2007)
– “Entourage” (2004)
– “The Office” (2005)
– “Weeds” (2005)

Best Mini-Series or Motion Picture Made for Television
WINNER “John Adams” (2008)
Other Nominees:
– Bernard and Doris (2007)
– “Cranford” (2007)
– A Raisin in the Sun (2008) (TV)
– Recount (2008) (TV)

Best Performance by an Actor in a Mini-Series or a Motion Picture Made for Television
WINNER Paul Giamatti for “John Adams” (2008)
Other Nominees:
– Ralph Fiennes for Bernard and Doris (2007)
– Kevin Spacey for Recount (2008) (TV)
– Kiefer Sutherland for 24: Redemption (2008) (TV)
– Tom Wilkinson for Recount (2008) (TV)

Best Performance by an Actress in a Mini-Series or a Motion Picture Made for Television
WINNER Laura Linney for “John Adams” (2008)
Other Nominees:
– Judi Dench for “Cranford” (2007)
– Catherine Keener for An American Crime (2007)
– Shirley MacLaine for Coco Chanel (2008) (TV)
– Susan Sarandon for Bernard and Doris (2007)

Best Performance by an Actor in a Television Series – Musical or Comedy
WINNER Alec Baldwin for “30 Rock” (2006)
Other Nominees:
– Steve Carell for “The Office” (2005)
– Kevin Connolly for “Entourage” (2004)
– David Duchovny for “Californication” (2007)
– Tony Shalhoub for “Monk” (2002)

Best Performance by an Actress in a Television Series – Musical or Comedy
WINNER Tina Fey for “30 Rock” (2006)
Other Nominees:
– Christina Applegate for “Samantha Who?” (2007)
– America Ferrera for “Ugly Betty” (2006)
– Debra Messing for “The Starter Wife” (2008)
– Mary-Louise Parker for “Weeds” (2005)

Best Performance by an Actor in a Television Series – Drama
WINNER Gabriel Byrne for “In Treatment” (2008)
Other Nominees:
– Michael C. Hall for “Dexter” (2006)
– Jon Hamm for “Mad Men” (2007)
– Hugh Laurie for “House M.D.” (2004)
– Jonathan Rhys Meyers for “The Tudors” (2007)

Best Performance by an Actress in a Television Series – Drama
WINNER Anna Paquin for “True Blood” (2007)
Other Nominees:
– Sally Field for “Brothers & Sisters” (2006)
– Mariska Hargitay for “Law & Order: Special Victims Unit” (1999)
– January Jones for “Mad Men” (2007)
– Kyra Sedgwick for “The Closer” (2005)

Best Performance by an Actor in a Supporting Role in a Series, Mini-Series or Motion Picture Made for Television
WINNER Tom Wilkinson for “John Adams” (2008)
Other Nominees:
– Neil Patrick Harris for “How I Met Your Mother” (2005)
– Denis Leary for Recount (2008) (TV)
– Jeremy Piven for “Entourage” (2004)
– Blair Underwood for “In Treatment” (2008)

Best Performance by an Actress in a Supporting Role in a Series, Mini-Series or Motion Picture Made for Television
WINNER Laura Dern for Recount (2008) (TV)
Other Nominees:
– Eileen Atkins for “Cranford” (2007)
– Melissa George for “In Treatment” (2008)
– Rachel Griffiths for “Brothers & Sisters” (2006)
– Dianne Wiest for “In Treatment” (2008)