หมดปัญญาออนไลน์ – modepanya online


โอ้ว่าปากหนอปาก

เรามาสังเกตและสำรวจตนเองกันว่าเราเคยเป็นหรือเคยรู้สึกเช่นนี้กันบ้างหรือไม่ ทำไมเราจึงพูดตำหนิติเตียน ต่อว่าต่อขาน ด่าผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย ขณะเดียวกันเราก็ไม่ชอบใจที่ผู้อื่นพูดเช่นนั้นกับเรา

เมื่อเรายังเป็นนักเรียน คุณครูให้เราเล่นเกมพรายกระซิบ ทำไมข้อความโจทย์จากคนแรกเมื่อไปถึงคนสุดท้ายที่จะต้องออกมาพูดให้ทุกคนฟังนั้นมันช่างแตกต่างกันทั้งคำและใจความจนอาจกลายเป็นคนละเรื่องกัน

ทำไมเราจึงไม่กล้าปฏิเสธบางเรื่องเสียบ้าง ตอบรับในทำนอง “ได้ค่ะพี่ ดีค่ะท่าน” ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าคำพูดนี้ไม่ได้แสดงความจริงใจ มันไม่จริง แต่เราพูดเพื่อเอาใจเขา ทำให้เขาสบายใจ และคาดหวังสูงในตัวเราว่าเขาไว้ใจเราได้ หากปฏิเสธไปก็กลัวจะถูกตำหนิ กลัวตัวเองจะเสียหน้า เรารู้สึกไปว่าความจริงเป็นสิ่งที่เจ็บปวด หารู้ไม่ว่าเรามาเสียใจภายหลังเมื่อเราทำไม่ได้อย่างที่เขาหวัง กลายเป็นคนไม่รักษาคำพูด นั่นเจ็บปวดยิ่งกว่า ตกอยู่ในภาวะที่ พล.อ. ชาติชายเคยกล่าวไว้ว่า “ก่อนพูดเราเป็นนายของคำพูด เมื่อพูดไปแล้วคำพูดเป็นนายเรา”

ทำไมเมื่อจะพูดอะไรดี ๆ เช่น การบอกรักคนใกล้ตัว เรากลับรู้สึกว่าไม่สำคัญ หรือถ้าจะพูดก็รู้สึกเคอะเขิน ไม่กล้าพูดออกไป กว่าจะรู้คุณค่าของคำบอกรักก็เกือบสายหรือสายไปเสียแล้ว แม้ว่าวันที่ 32 ธันวาคมไม่มีจริง แต่ผู้สร้างภาพยนตร์สร้างให้มันมีขึ้นมาเพื่อให้พระเอกกับนางเอกได้บอกรักกัน เป็นวิธีเตือนใจที่แนบเนียนเนาะ

ทำไมเมื่อครูบาอาจารย์หรือผู้บรรยายถามว่า “มีใครสงสัยอะไรมั้ย” “มีใครจะถามอะไรมั้ย” สมองเรากลับโหวงเหวง ดูเหมือนว่าฟังอะไรเข้าใจหมดแล้ว จึงไม่มีคำถามใด ๆ ออกมาเลย (จริง ๆ แล้วเราอาจไม่ได้ตั้งใจฟัง หรือฟังอะไรไม่รู้เรื่องเลย) แต่เมื่อเวลานาทีทองนั้นผ่านไปแล้วกลับมีคำถามผุดขึ้นมามากมาย แล้วก็มานึกเสียใจภายหลังว่า “รู้งี้ถามตั้งแต่ตอนนั้นดีกว่า”

บางทีเราอาจนึกอยากพูดอะไรบางอย่างเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองหรือส่วนรวม แต่ก็ไม่กล้าพูดตรง ๆ หรือไม่กล้าพูดเลย เพราะเกรงว่าผู้ฟังจะหาว่าเรื่องมาก มากเรื่อง หรือหากพูดอะไรไปอาจทำให้ไม่สามารถรักษาชีวิตของตนได้

บางเรื่องปากเบา บางเรื่องปากหนัก นี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของเรา เราก็บ่นไปเรื่อย ยุคนี้ลมปากสามารถพัดข้ามประเทศและข้ามทวีปถึงกันได้ง่ายเนาะ

ทัชชา ปิยวัฒนเมธา
27 เมษายน 2553

Advertisements


จงเติมคำลงในช่องว่าง

“ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยจะรู้จักคำว่า…” (มีตัวหนังสือขึ้นที่หน้าจอโทรทัศน์แทนเสียงพูดว่า ‘สามัคคี’)

ข้อความนี้คงจะคุ้นหูคุ้นตาคุณผู้อ่านแน่ล่ะ เป็นข้อความจากภาพยนตร์โฆษณา ไม่ใช่สิ เรียกว่าสื่อรณรงค์น่าจะตรงกว่า คือรณรงค์ให้คนไทยสามัคคี ของโครงการคุณธรรมนำไทย กองทัพบก ผลงานเขาดีค่ะ แต่มีช่องว่างเกิดขึ้น ในฐานะคนตาบอดคนหนึ่งที่ติดตามข้อมูลข่าวสารจากสื่อโทรทัศน์ เจอช่องว่างแบบนี้ก็รู้สึกคันใจ คันไม้คันมือ และคันปาก อยากถามเขาว่า “ทำไมไม่พูดให้หมดล่ะ” ได้ยินทีไรก็ต้องมีคำถามว่า “คำว่าอะไร” กว่าจะรู้ก็ต่อเมื่อคนที่บ้านอ่านหน้าจอให้ฟัง และได้ยินประโยคนี้เต็มๆ จากการประกาศผู้สนับสนุนรายการบางรายการ

ช่องว่างต่อมาเกิดจากบรรดาตัววิ่งต่างๆ เช่น ตัวหนังสือวิ่งแจ้งรายการ ตัววิ่งพยากรณ์อากาศ (คนตาดีบอก) บางช่องใช้เพลงบรรเลงในขณะขึ้นตัววิ่ง สำหรับดิฉันมันไม่ได้เร้าความสนใจต่อตัววิ่งหรอกค่ะ แต่เร้าความสนใจต่อเพลงมากกว่า (เพลงเพราะดีเนอะ)

ช่องว่างอีกตัวอย่างหนึ่ง ข้อความอีกลักษณะหนึ่งที่ทำให้คันใจ คันไม้คันมือ และคันปากอีกแล้ว มักจะเกิดขึ้นตอนท้ายรายการ ประมาณว่าถ้าท่านผู้ชมต้องการจะติชมรายการ ต้องการจะมีส่วนร่วมกับทางรายการ ต้องการตอบคำถามหรือแสดงความคิดเห็นเพื่อแลกกับของสมนาคุณ หรือสนใจสิ่งที่ทางรายการประชาสัมพันธ์ “กรุณาติดต่อมาได้ตามที่อยู่/หมายเลขโทรศัพท์/sms ที่ขึ้นอยู่หน้าจอ/ที่ขึ้นอยู่ด้านล่างนี้นะคะ” ตลอดจนการขึ้นตัววิ่งรายชื่อผู้โชคดีที่ร่วมสนุก ขอถามคนตาดีด้วยนะคะว่า ข้อมูลที่เขาขึ้นหน้าจอนี้ คุณอ่านกันทันหรือเปล่า และอ่านออกบ้างหรือไม่?

เมื่อก่อนดิฉันไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้หรอกค่ะ ได้ดูละคร ดูหนังจีน หนังฝรั่งที่มีเสียงพากย์ภาษาไทย ฟังเสียงบรรยายจากสารคดี ดูข่าวภาคค่ำ ก็คิดว่าได้อรรถรสเพียงพอแล้ว ไม่มีอุปสรรคสำหรับการเข้าถึงโทรทัศน์ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ก็มีสิ่งที่น่าสังเกตมาสะกิดใจค่ะ

เคยมีคนตาบอดบางคนพูดถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวข้างต้น ถึงขั้นใช้คำว่า “เป็นการเลือกปฏิบัติ” ตอนนั้นดิฉันก็ยังไม่เข้าใจหรอก แต่พอหลังจากได้พบตัวอย่างที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เข้าใจแล้วล่ะ

อย่างไรก็ตาม มีบางหน่วยงานสามารถปิดช่องว่างดังกล่าวได้ เป็นเรื่องที่ควรชื่นชมกันบ้าง ได้แก่การใช้เสียงประกาศแจ้งรายการของช่องเจ็ดสี ล่ามภาษามือของช่องเอ็นบีทีหรือช่อง 11 เดิม แนวทางปฏิบัติเช่นนี้คงเส้นคงวามาตลอด การให้เสียงบรรยายเมื่อแสดงสัญลักษณ์ระดับความเหมาะสมของรายการต่างๆ ว่าเป็นรายการทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัยฯลฯ บางรายการก็มีบทบรรยายภาษาไทย เพื่อโอกาสในการรับชมของผู้พิการทางการได้ยิน นี่แหละคือ ‘สื่อมวลชน’ ดิฉันไม่ได้เรียนจบสายนิเทศศาสตร์ แต่มีความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะผู้บริโภคสื่อ ขอนิยามสั้น ๆ ว่า ‘สื่อมวลชน’ ไม่ว่าจะเป็นสื่อชนิดใดก็ตามคือ สื่อที่เข้าถึงทุกคนและเป็นสื่อที่ทุกคนเข้าถึง


ตีพิมพ์ออนไลน์ครั้งแรก
ทัชชา ปิยวัฒนเมธา
8 ตุลาคม 2552