หมดปัญญาออนไลน์ – modepanya online


The Fall งานศิลป์ในหนังที่ไม่เป็นศิลปะ
3 เมษายน 2009, 12:06 pm
Filed under: - เปิดไฟในโรงฯ | ป้ายกำกับ: , ,

the-fall-art

โดย วรวิช ทรัยพ์ทวีแสง

The Fall (2006) ผลงานการกำกับฯ ลำดับที่สองของ ทาร์เซ็ม ซิงห์ ผู้กำกับฯ ชาวอินเดีย ไม่ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจมากไปกว่า The Cell (2000) ผลงานชิ้นแรกของเขาเลย การที่ยังคงใช้ฉากซึ่งเปี่ยมด้วยจินตนาการอันบรรเจิดเลิศล้ำโดยปราศจากชีวิตของตัวละครนั้นไม่ทำให้ผู้ชมร่วมรู้สึกไปกับตัวละครได้อีก

และหากจะเทียบมุมมองและความคิดจากภาพในจินตนาการอันพิสดารเหล่านั้นแล้ว The Cell ยังเหนือกว่าทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์แต่ยังขาดในด้านการส่งอารมณ์ความรู้สึก สิ่งที่ทั้งสองเรื่องมีเหมือนกันก็คือ มีการใช้ศิลปะในแขนงอื่นเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการดำเนินเรื่องและบอกเล่าความรู้สึกเบื้องลึกของตัวละคร เราจะเรียกหนังจำพวกนี้ว่าเป็น ‘หนังอาร์ต’ ได้หรือไม่ ถ้าบอกว่าหนังอาร์ตคือหนังที่บรรจุด้วยศิลปะในหลากหลายแขนงก็อาจจะเรียกได้แบบตามความหมายของคำว่า ‘อาร์ต’ หรือ ‘ศิลปะ’

ฉากเปิดเรื่อง เป็นภาพขาวดำที่ใส่เทคนิคสโลว์โมชั่นเข้าไปคลอด้วยเสียงของเครื่องสายในแบบดนตรีคลาสสิก แต่ละภาพได้ผ่านกระบวณการคิดและจัดวางมาอย่างดี องค์ประกอบและแสงเงางดงามประหนึ่งว่าจัดแสงถ่ายกันในสตูดิโอ แต่ภาพที่นำมาร้อยเรียงกันนี้ไม่ได้ตั้งใจเล่าเรื่องราวให้ผู้ชมรับทราบ และก็ไม่ได้สร้างอารมณ์ความรู้สึกจากภาพเหล่านั้นให้กับผู้ชมเลย นอกจากทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ากำลังเดินอย่างลวกๆ ผ่านภาพในนิทรรศการภาพถ่ายขาวดำ แล้วก็ออกจากงานแสดงนั่นไปโดยได้รับเพียงความงุนงงสงสัยว่าเหตุใดช่างภาพจึงนำภาพพวกนั้นออกมาแสดง เพราะภาพอันงดงามเหล่านั้นผ่านสายตาอย่างรวดเร็วเกินไปสำหรับการซึมซาบความงามนั้น

The Fall มีฉากของเรื่องอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นยุคเริ่มต้นของวงการภาพยนตร์ของฮอลิวู้ด เป็นเรื่องราวของ ‘รอย วอลค์เกอร์’ ชายผู้มีอาชีพนักแสดงเสี่ยงตายที่ประสบอุบัติเหตุในการแสดงซึ่งต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ขณะเดียวกันเด็กหญิงที่อยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นนามว่า ‘อเล็กซานเดรีย’ ก็พักรักษาตัวอยู่ด้วย เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อทั้งสองได้ทำความรู้จักกัน

ผู้กำกับฯ ใช้ความใสซื่อของ แคทินกา อันทารู นักแสดงเด็กหญิงที่เพิ่งมีผลงานเป็นครั้งแรก หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกับตัวละครที่ชื่ออเล็กซานเดรียได้อย่างยอดเยี่ยม และได้ใช้เป็นจุดสำคัญในการดำเนินเรื่องไปจนจบด้วย รอยได้ใช้ความสามารถในการเล่าเรื่องอันแสนมหัศจรรย์ดึงความสนใจของอเล็กซานเดรียเพื่อหวังเพียงต้องการให้เด็กหญิงทำบางอย่างที่เขาร้องขอให้เท่านั้น สิ่งที่อเล็กซานเดรียปฏิบัติต่อรอยเป็นการแสดงความรู้สึกที่ดีๆ ต่อเขา นอกเหนือจากนั้นคือความอยากรู้อยากเห็นในแบบเด็กๆ ของเธอ มันทำให้เธอทำอะไรก็ได้เพื่อที่จะได้ฟังเรื่องเล่านั้นจนจบ แม้แต่การแอบเข้าไปขโมยมอร์ฟีนในคลังยามาให้รอย เธอกระทำไปด้วยความใสซื่อของวัยเด็กเพียงเท่านั้น

แต่แล้วผู้เขียนบทก็ทำให้บทต้องด่างพร้อยเพียงเพื่อตั้งใจจะหลอกผู้ชมในฉากที่มีผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาล ตอนที่อเล็กซานเดรียวิ่งออกมาหลังจากเห็นภาพศพที่คลุมไว้ถูกพาออกมาจากตึกฝั่งตรงข้ามโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นศพของใคร ตอนนี้เองที่ผู้เขียนบทได้ทิ้งความใสซื่อของอเล็กซานเดรียไปสิ้น ทำให้ตัวละครที่มีชีวิตที่สุดของเรื่องนี้หมดความน่าเชื่อถือไป กลายเป็นเพียงตัวละครแบนๆ ที่ผู้เขียนบทได้เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกล่อผู้ชมให้หลงติดไปกับบรรดาเทคนิคของภาพและการตัดต่ออันหวือหวาดังเช่นในฉากอุบัติเหตุของอเล็กซานเดรียที่คลังยา

ในส่วนของเรื่องเล่าที่อยู่ในจินตนาการของรอยและอเล็กซานเดรีย ก็ได้สร้างความตื่นตาให้กับผู้ชมผ่านวีรกรรมของตัวละครผู้มีความสามารถแตกต่างกันไปทั้งห้าคน ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย สถานที่ในฉาก มุมกล้อง หรือแม้แต่พฤติกรรมของตัวละคร เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ขับเน้นให้เห็นความโดดเด่นฉายออกมาเต็มที่ แต่สิ่งที่ยังขาดก็คือความมีชีวิตของตัวละครอยู่นั่นเอง แม้จะมีการเล่าภูมิหลังของแต่ละตัวละครแต่ก็ไม่ทำให้ผู้ชมนั้นรู้สึกร่วมไปกับเรื่องราวและจินตนาการของรอยได้เลย

องค์ประกอบต่างๆ ใน The Fall ดังกล่าวสามารถเป็นตัวอย่างของศิลปะปลอมแปลงตามความคิดของ ลีโอ ตอลสตอย ในหนังสือ What is art? แปลโดย สิทธิชัย แสงกระจ่าง ซึ่งกล่าวถึงการสร้างศิลปะปลอมแปลงด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

หยิบยืมมา – ในเรื่องเล่าของรอย นักรบทั้งห้าได้ไปเยือนในสถานที่ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นและมีความงดงามและเป็นเอกลักษณ์ภายในตัวเองอยู่แล้ว โดยใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นประกอบกันเพื่อให้ได้ภาพซึ่งมีความงดงามและมีศิลปะแฝงอยู่ เช่นในฉากของศพที่ถูกแขวนอยู่ ฉากหลังนั้นคือจิตรกรรมฝาผนังที่ได้หยิบยืมมาอยู่ในฉาก ภาพที่ออกมาในหนังจัดได้ว่าเป็นศิลปะปลอมแปลง

ลอกเลียนแบบมา – ฉากที่เข้าข่ายวิธีการนี้อย่างเห็นได้ชัดคือ การแนะนำตัวละครที่อยู่ในจินตนาการของทั้งห้าตัวอย่างละเอียดแม้กระทั่งพฤติกรรมการลูบคิ้วของนักรบจากอินเดียเมื่อเกิดความกังวล พร้อมทั้งบรรยายสิ่งที่ตัวละครเหล่านั้นได้ประสบพบมาในชีวิต ตอลสตอยใช้คำว่าลอกเลียนแบบมานั้นหมายถึง ลอกเลียนมาจากสิ่งที่เป็นศิลปะ การอธิบายพฤติกรรมต่างๆ โดยละเอียดนั้นก็เพียงเพราะว่ามันเกิดขึ้นอย่างนั้นในชีวิต ในกรณีทั่วๆ ไปอาจรวมถึงการแช่ภาพนิ่งๆ เป็นเวลายาวนานโดยปล่อยให้สิ่งที่อยู่ในภาพเป็นไปอย่างที่มันเป็นตามธรรมชาติโดยที่ไม่ได้ปะติดปะต่อกับเรื่องราวโดยรวมแต่อย่างใด

ทำให้เด่นขึ้นมา – ตอลสตอยได้ให้คำจำกัดความว่าเป็นงานที่ ‘หวือหวา’ และ ‘ทรงแรงกระทบ’ โดยการนำสิ่งที่ขัดแย้งมาไว้ด้วยกัน The Fall ได้นำความหรูหราอลังการของสิ่งปลูกสร้างรวมไปถึงเครื่องแต่งกายที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใส่ไว้กับความเรียบง่ายของทัศนียภาพที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้นมา

สร้างความน่าสนใจ – ตั้งแต่ฉากเริ่มเรื่องก็ใช้วิธีนี้เพื่อให้ผู้ชมสนใจในตัวหนังด้วยความสงสัยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น หลังจากนั้นหนังก็ตั้งใจเล่าเรื่องอีกเรื่องหนึ่งโดยตั้งใจเผยรายละเอียดของเรื่องราวที่ต่อเนื่องจากฉากแรกนั้นเป็นเพียงเสียงของคนที่หลุดฉากพูดคุยกัน และไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องราวนั้นอีกเลย แต่ที่มีขึ้นก็เพื่อเรียกร้องความสนใจเท่านั้น

ตามแนวความคิดของตอลสตอยนั้นเขาได้พบว่าศิลปะที่แท้จริงนั้นมีอยู่น้อยเต็มที งานที่เราเรียกกันว่า ‘ศิลปะ’ ในยุคนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นศิลปะปลอมแปลงทั้งสิ้น

คำว่า ‘หนังอาร์ต’ ที่เราใช้กัน มันไม่ได้หมายถึงหนังที่บรรจุไว้ด้วยงานศิลปะหลากหลายแขนงและก็ไม่ได้หมายถึงหนังที่มีความเป็นศิลปะสูง เราใช้แทนความหมายของหนังที่เข้าใจได้ยาก เหมือนอย่างที่เราจะทำความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วศิลปะคืออะไร เป็นหนังที่มีความเป็นปัจเจกสูง มีความหลากหลายจึงหาหลักที่จะมากำหนดคุณค่าหรือคุณภาพได้ยาก

คำถามก็คือหนังชนิดใดที่เป็นศิลปะอย่างแท้จริงและเราจะใช้อะไรตัดสินกัน


2 ความเห็น so far
ใส่ความเห็น

สวัสดีค่ะท่านผู้เขียนและท่านผู้อ่าน เก๋ตาในจอมกวนกลับมากวนคุณแล้ว ประโยคจะยาวแค่ไหนไม่ต้องหวั่นอีกต่อไป เพราะครั้งนี้ใช้วิธี copy แล้ววางแปะ สบายขึ้นค่ะ ไม่ต้องจำอะไรยาว ๆ เขียนยาวไปแล้วก็วงเล็บว่าจำไม่ได้ แบบนั้นก็น่าเบื่อเนาะ มาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ

“ผู้กำกับฯ ใช้ความใสซื่อของ แคทินกา อันทารู นักแสดงเด็กหญิงที่เพิ่งมีผลงานเป็นครั้งแรก หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกับตัวละครที่ชื่ออเล็กซานเดรียได้อย่างยอดเยี่ยม และได้ใช้เป็นเป็นจุดสำคัญในการดำเนินเรื่องไปจนจบด้วย” คำว่า “เป็น” ในประโยคที่ยกมานี้มันเกินมาเป็นสองเป็นจ้ะ เหลือสักเป็นเดียวก็พอ

“ตอลสตอยใช้คำว่าลอกเลียนแบบมานั้นหมายถึง ลอกเลียนมากจากสิ่งที่เป็นศิลปะ” คงไม่ได้หมายถึง “ลอกเลียนมาก” น่าจะเป็น “ลอกเลียนมาจากสิ่งที่เป็นศิลปะ” กรณีคำแบบนี้เหมือนกับที่เคยเจอคำว่า “ฉายสุดท้าย” เลยค่ะ ยังจำได้อยู่นะ จริง ๆ แล้วก็แก้ไขแล้วล่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะฟื้นฝอยหาตะเข็บหรอกค่ะ แต่เพื่อเทียบกันเท่านั้นเอง

“ส่วนใหญ่งานที่เราเรียกกันว่า ‘ศิลปะ’ ในยุคนี้นั้นเป็นศิลปะปลอมแปลงทั้งสิ้น” คำว่า “นี้” และ “นั้น” ไม่ควรจะอยู่ชิดกัน เพราะอาจทำให้ผู้อ่านสับสนและสงสัยว่าเป็น “ยุคนี้” หรือ “ยุคนั้น” กันแน่ ถ้าจะเน้นว่า “ยุคนี้” และลงท้ายประโยคว่า “ทั้งสิ้น” อาจจะใช้คำว่า “ล้วนเป็นศิลปะปลอมแปลงทั้งสิ้น” จะเหมาะสมกว่า (ถ้าจะใช้ว่าล้วนเป็น ต้องแน่ใจว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะ)

ว่ากันไปตามประสาคนคิดมาก เอ๊ย คนช่างคิดค่ะ หมดแล้วล่ะ คราวหน้าจะมากวนใหม่นะคะ

เก๋ ตาใน

ความเห็น โดย เก๋ ตาใน

ขอบคุณน้องเก๋ ตาในมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ต้องมีผิดทุกทีสิน่า

ความเห็น โดย modepanya




ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: