หมดปัญญาออนไลน์ – modepanya online


ใครหลงลืมอะไรบางอย่าง

we-forget-something1

เราหลงลืมอะไรบางอย่าง
เขียน: วัชระ สัจจะสารสิน
สำนักพิมพ์: นาคร
พิมพ์ครั้งแรก: มีนาคม 2551
ราคา: 160 บาท
วิจารณ์โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปี 2551 ของรวมเรื่องสั้น ‘เราหลงลืมอะไรบางอย่าง’ คงจะทำให้ผู้อ่านหลายคนไม่หลงลืมที่จะหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน มิฉะนั้นชะตากรรมของมันคงไม่ต่างจากรวมเรื่องสั้นของนักเขียนไทยคนอื่นๆ ที่ไร้ร้างผู้อ่านจนถือได้ว่า ผู้เสพเรื่องสั้นเป็นตลาดกลุ่มย่อย (niche market) ซึ่งไม่มีนายทุนทำหนังสือหน้าใหม่หน้าไหนสนใจจะลงทุนหากไม่รักในวงการนี้จริงๆ

จึงไม่ต้องแปลกใจว่ายังมีนักอ่านอีกหลายคนลืมที่จะหยิบรวมเรื่องสั้นเล่มนี้มาอ่าน แต่มันร้ายกว่านั้นคือนักอ่านเหล่านั้นไม่รู้จักรวมเรื่องสั้นเล่มนี้เลยต่างหาก ผู้เขียนไม่ได้เป็นทายาทของใครที่มีชื่อเสียง ไม่ได้เป็นคอลัมนิสต์ที่โด่งดัง และไม่ได้มีงานเขียนต่อเนื่องยาวนานมาเป็นครึ่งค่อนชีวิต ฯลฯ ผู้เขียนไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างจึงทำให้งานของเขาแม้จะได้รับรางวัลที่ปลุกกระแสได้ดีที่สุดในประเทศนี้แล้วก็ตาม ก็ยังเป็นงานที่ไม่มีใครรู้จักหรือสร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการได้

เพราะงานของเขาไม่โดดเด่นพอ หรือเพราะนักอ่านไทยเป็นอย่างนี้ หรือเพราะไม่มีใครศรัทธากับรางวัลซีไรต์นี้อีกแล้ว 12 เรื่องสั้นของ ‘วัชระ สัจจะสารสิน’ ในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้จะเป็นคำตอบได้ดี

นักปฏิวัติ – ความหมายของคำว่าปฏิวัติในเรื่องนี้นั้นทุกคำเป็นความหมายในด้านบวกทั้งสิ้น แต่เรื่องราวสามารถแสดงให้เห็นถึงความโง่งมของตัวละครที่หมกมุ่นเรื่องราวของนักปฏิวัติในอดีต เรื่องได้ให้บทสรุปเกี่ยวกับการปฏิวัติของตัวละครเอง เป็นการฝากคำถามให้นักอ่านว่าแท้จริงแล้วการปฏิวัติเป็นสิ่งที่คิดวางแผนมาอย่างดีแล้วหรือเกิดขึ้นจากการเอาตัวรอดกันแน่

การนำเสนอรายละเอียดของฉากและชีวิตของตัวละครได้ขับเน้นความมีชีวิตได้ดีระดับหนึ่ง แต่สำนวนการรำพึงรำพันของตัวละครกลับทำให้ตัวละครกลายเป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างไม่ค่อยจะมีชีวิต กลายเป็นตัวตลกตื่นตูมไม่เป็นธรรมชาติโลดแล่นอยู่ในฉากที่จัดไว้โดยมีผู้ชมอยู่อีกด้านหนึ่งและแทรกเสียงหัวเราะมาเป็นห้วงๆ

เรื่องเล่าจากหนองเตย – ประเด็นที่เรื่องนี้พูดถึงคือเรื่องของความคิดแบบฝังหัวของสังคมไทย โดยสื่อผ่านเรื่องเล่าอาถรรพ์บริเวณหนองเตย เรื่องดำเนินผ่านมุมมองผู้สังเกตการณ์ตั้งแต่ในวัยเด็กจนเติบใหญ่แต่ในด้านความคิดมิได้เติบโตขึ้นสักเท่าไร ดังจะเห็นได้ว่าแม้ผู้สังเกตการณ์จะผ่านเหตุการณ์ที่น่าโศกเศร้าจากการสูญเสียของน้าชัยแล้วก็ตาม ซึ่งน้าชัยก็ได้รับผลจากความคิดแบบฝังหัวจากกรณีสงครามและการต่อสู้ระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกันตัวผู้สังเกตการณ์เองก็ยังมีความคิดแบบฝังหัวในเรื่องอาถรรพ์ของหนองเตยฝังหัวอยู่ เป็นการเทียบเคียงให้เห็นความงมงายของความเชื่อของสังคมไทย แม้ว่าจะได้รับการศึกษาแล้ว หรือมีประสบการณ์ต่างๆ นานาที่ผ่านเข้ามาให้เรียนรู้แล้วแต่สังคมไทยไม่เคยเรียนรู้และนำมาปรับปรุงความคิดหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเลย ซึ่งจากประโยคสุดท้ายของเรื่องเหมือนผู้เขียนจะบอกกับผู้อ่านว่าผู้ที่มีความคิดแบบฝังหัวอยู่มักจะไม่รู้ตัวและก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับความคิดอันคร่ำครึของตนเองแม้แต่น้อย

หาแว่นให้หน่อย – สำหรับผู้ที่ไม่ได้สนในเรื่องการเมืองของไทยตั้งแต่อดีต เมื่ออ่านจบแล้วอาจยังไม่เข้าใจว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร ผู้อ่านจำเป็นต้องคิดตรึกตรอง เปรียบเทียบ และค้นหาความนัยอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งก็ยังเป็นความยากลำบากอยู่ดีที่จะเข้าถึงเรื่องสั้นนี้อย่างลึกซึ้งได้ ผู้ที่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเมืองไทยคงเข้าใจแค่เพียงว่าการทำรัฐประหารไม่ต่างอะไรกับการนอนทับแว่นครั้งแล้วครั้งเล่าจนมันต้องบิดเบี้ยวพังไป และเมื่อไม่มีแว่นสิ่งเดียวที่ชายคนนี้ทำได้ก็คือการระบายความกระสันตามที่ตัวเองต้องการเท่านั้นเอง

เพลงชาติไทย – ได้ถ่ายทอดให้เห็นความโหดร้ายและรุนแรงของสิ่งที่เรียกว่า ‘ความรักชาติแบบคลั่งชาติ’ โดยผ่านการแสดงความเคารพเพลงชาติ โยนคำถามให้ผู้อ่านได้ตระหนักว่าแท้จริงแล้วการแสดงออกซึ่งความรักชาติเป็นเช่นไร

ในวันที่วัวชนยังชนอยู่ – ผู้เขียนเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงโหยหาอดีต เรื่องราวอันเอื่อยเนือยในฉากงานประเพณีท้องถิ่นที่ของวันสงกรานต์งานรวมญาติที่เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝันขึ้น ผู้อ่านจะไม่ได้ขบคิดประเด็น หรือตีความอะไรต่อได้อีกนอกจาก อ่านเพื่อรับทราบคำพร่ำบ่นถึงความเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบัน เรื่องสั้นนี้เป็นเรื่องที่ง่ายเกินไปในการนำเสนอ ที่จับความแตกต่างของอดีตและปัจจุบันมาชนกันโดยที่ไม่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกใดๆ กับเหตุการณ์นี้ได้เลย

บาดทะยัก – เป็นเหตุการณ์ธรรมดาของสามีภรรยาคู่หนึ่งในช่วงเวลาก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์ เรื่องสั้นเรื่องนี้ก่อให้เกิดการตีความได้หลายชั้นความคิด เมื่อคิดตามเรื่องก็คงหนีไม่พ้นประเด็นความแตกต่างของการป้องกัน ความกลัวโรคติดต่อ ในช่วงเวลาก่อนและหลังมีเซ็กซ์ ความยับยั้งชั่งใจนั้นมักจะมาหลังจากการเสร็จกิจแล้ว หรือหากคิดตีความต่อในเรื่องความยั้งคิดของมนุษย์ขณะที่ตนต้องเผชิญหน้ากับความตาย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพ่ายแพ้ต่อความกระสันของตัวมนุษย์เอง ทั้งที่รู้ทั้งรู้ว่าความตายอาจจะคลืบคลานเข้ามา ก้อนความคิดนี้สามารถนำมาเป็นตัวแปรและนำเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไปแทนค่าได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของหน่วยเล็กที่สุดคือครอบครัว ในกรณีความซื่อสัตย์ต่อสามีหรือภรรยาของตน ไปจนถึงเรื่องระดับโลกอย่างกรณีโลกร้อนก็ตีความไปได้เช่นกัน ด้านตัวละคร คำพูด และพฤติกรรมก็เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาไม่ขาดเกิน นี่เป็นเรื่องสั้นที่ดีที่สุดในรวมเรื่องสั้นเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

ราตรีมีชีวิต – เรื่องราวของชนชั้นแรงงานในเมืองซึ่งเสมือนถูกบังคับให้เข้าสู่ระบอบทุนนิยมไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ตัวละครชั้นแรงงานเหล่านี้อยู่ในภาวะจำยอมและในขณะเดียวกันก็อาจมองได้ว่า การที่ตัวละครไม่พอใจและพยายามเหยียดตัวเองออกจากระบอบทุนนิยม ลึกๆ แล้วก็อาจมองได้ว่าเป็นการแสดงออกถึงความน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของผู้ได้รับผลประโยชน์จากระบอบทุนนิยม

วาวแสงแห่งศรัทธา – ยังมีบางช่วงที่เป็นน้ำเสียงของการสั่งสอนและบ่นโดยตรงสู่ผู้อ่าน แต่ก็นับว่าเรื่องสั้นนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในขั้นดีอยู่ ก็เพราะสื่อความรู้สึกของบรรยากาศความไม่ไว้วางใจแบบการเมือง การมีวาระซ่อนเร้นที่หาความจริงได้ยากจากปากนักการเมือง จนต้องใช้ความเป็นพ่อลูกในการเชื่อถือคำพูดกัน วาวแสงที่ว่านั้นอาจทำให้คนพวกหนึ่งมีความหวังอย่างแรงกล้าขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันก็จะทำให้คนอีกพวกหนึ่งหันหน้าหนีและเมินเฉยต่อมันได้เช่นกัน ด้วยว่าหมดหวังกับผู้คนที่อยู่ในชนชั้นปกครองของบ้านนี้เมืองนี้แล้ว

แก้วสองใบ – เป็นเรื่องสั้นที่นำสองเหตุการณ์มาเกี่ยวโยงกันด้วยการเปรียบเปรยแบบสัญลักษณ์ พูดถึงความคิดความรู้สึกของหญิงคนหนึ่งซึ่งมีบทบาทเป็นแม่ของลูกที่กำลังน่ารัก เป็นภรรยาของสามีที่สร้างปัญหาให้กับเธอตลอดเวลาในความเห็นของเธอ เธอจึงต้องตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น แต่ไม่ใช่ด้วยความรู้และการศึกษาที่เธอมี กลับได้จากการตัดสินใจเล็กของแม่บ้านที่บริษัท ซึ่งแท้จริงแล้วถ้าเธอใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหาเรื่องแก้วของเธอก็จะได้แก้วทั้งสองใบกลับคืนมา เหมือนที่เธอไม่ต้องเลือกระหว่างลูกกับสามีของเธอ เรื่องราวสะท้อนให้เห็นความแตกต่างระหว่างการเรียนรู้วิชาชีพเพื่อเลี้ยงตัวเอง กับการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตมันเป็นคนละเรื่องกัน และผู้ที่มีการศึกษาสูงๆ ก็มักมีปัญหาชีวิตและตัดสินใจแก้ปัญหาในชีวิตไม่ต่างกับคนด้อยการศึกษา ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเรียนรู้การใช้ชีวิตมากกว่านี้ หรือว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่การศึกษาวิชาชีพนั้นต้องส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ชีวิตพร้อมกันไปด้วย

วิทยานิพนธ์ดีเด่น – แสดงให้เห็นลักษณะของผู้ที่มีการศึกษาในระดับสูงแลเป็นหัวกะทิคนหนึ่งซึ่งใช้สติปัญญาคิดวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ปัญหานั้นเป็นปัญหาที่มากระทบกับตนเองเท่านั้น พูดให้ง่ายคือ เรื่องสั้นนี้ได้แสดงให้เห็นความเห็นแก่ตัวของคนผู้มีการศึกษา แสดงให้เห็นตั้งแต่ระบบการคิด พฤติกรรมในการแก้ปัญหาของคนจำพวกนี้ซึ่งนับวันจะมีเพิ่มขึ้นในสังคมของเรา

ฟ้าเดียวกัน – เรียกว่าเป็นการแฉผู้ที่เรียกตัวเองว่านักปฏิวัติ แสดงให้เห็นเนื้อแท้ของผู้ที่ต่อต้านเผด็จการ ผู้ที่มีหัวใจเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มเปี่ยมหรืออย่างน้อยเขาก็แสดงตนว่าตัวเองเป็นอย่างนั้นจากเมื่อครั้งอดีต แต่ยอมรับความแตกต่างของลูกตนเองไม่ได้ ผู้เขียนใช้รูปแบบในการนำเสนอความรู้สึกและภาวะจิตใจของลูกสู่ผู้อ่านได้อย่างน่าเชื่อ และก็สามารถทำให้ผู้อ่านคล้อยตามได้ว่าคนอย่างนักปฏิวัติผู้เป็นพ่อแท้ๆ นั้นก็สามารถกระทำการอย่างนั้นกับลูกของตัวเองได้จริง ก็ด้วยลักษณะของนักต่อสู้ที่เคยชินกับความเด็ดขาด ผู้มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม หัวเก่า และมีความยึดติดกับความคิดเก่าๆ ของตัวเอง

วันหนึ่งของชีวิต – ผู้เขียนเล่าเรื่องนี้อย่างไม่ได้ชี้นำให้โยงไปถึงเรื่องในความหมายหรือนัยยะอื่นใด นอกจากเล่าเรื่องโดยเริ่มต้นจากความตายในงานศพแม่ของเพื่อนและจบลงที่การระลึกถึงวันเกิดของตัวละครเอง โดยที่ระหว่างการดำเนินเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ตัวละครประสบสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนที่สุดคือ ความไม่แน่นอนของชีวิต น้ำเสียงของเรื่องเล่าโดยปราศจากอารมณ์ความรู้สึก เป็นเพียงการบรรยายเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้าตัวละคร เพื่อให้เดินเรื่องจนมาพบกับจุดที่ตั้งใจไว้ก่อนแล้วว่าจะให้เป็นจุดจบของเรื่อง จึงทำให้เรื่องสั้นเรื่องนี้ขาดชีวิตชีวาเหือดแห้งแล้งความรู้สึก เรื่องนี้ผู้เขียนน่าจะเขียนขึ้นจากการปั้นแต่งขึ้นล้วนๆ

โดยรวมแล้วรวมเรื่องสั้น ‘เราหลงลืมอะไรบางอย่าง’ ยังคงเน้นปลุกสำนึกอะไรบางอย่างกับสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง สำนึกเหล่านั้นมาจากความคิดของคนหัวเก่าที่ไม่ได้พบเจอสภาพสังคมแวดล้อมอย่างทุกวันนี้ เรียกว่าเป็น ‘สำนึกจากอดีต’ นี่อาจจะเป็นทางออกให้กับคนในยุคที่สังคมกำลังเปลี่ยนแปลง หรืออาจจะทำให้ถูกเบียดตกยุคไปก็ได้

แท้จริงนั้นไม่ใช่เพียงแค่ ‘สำนึกจากอดีต’ ที่อาจจะช่วยให้สังคมเราดำรงคงอยู่ได้อย่างปกติสุข ‘สำนึกในปัจจุบัน’ เป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะแท้จริงเราไม่ได้อยู่ในช่วงที่กำลังเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่อะไรก็ตาม แต่เราอยู่ในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว หรือใครว่าไม่จริง


3 ความเห็น so far
ใส่ความเห็น

^^ ดีจังเลยค่ะ

ความเห็น โดย ae

อ่านแล้ว หนังสือเล่มนี้ หนุกสุด ๆ
และที่ดีใจที่สุด ก้อได้เจอพี่วัชระ แถมได้ลายเซ็นต์พี่เค้าด้วย
ใครยังไม่ได้อ่าน ขอให้อ่านเถอะ สนุกจริง ๆ แถมได้แง่คิดด้วย
อิอิ

ความเห็น โดย หมีพูห์ท้องป่อง

ดี

ความเห็น โดย prae




ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: