หมดปัญญาออนไลน์ – modepanya online


Batman Begins & The Dark Knight Ends
7 สิงหาคม 2008, 7:36 pm
Filed under: - เปิดไฟในโรงฯ | ป้ายกำกับ: , , , , ,

The Dark Knight
แบทแมน อัศวินรัตติกาล
คริสโตเฟอร์ โนแลน กำกับฯ
คริสเตียน เบล, ไมเคิล เคน, ฮีธ เลดเจอร์, แกรี่ โอลด์แมน,
แอรอน เอ็กฮาร์ท, แมกกี้ กิลเลนฮาล, มอร์แกน ฟรีแมน นำแสดง
วิจารณ์โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

ผู้กำกับฯ ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ ไม่ปล่อยให้ผู้ชมพักคลายอารมณ์ลงเลยตั้งแต่วินาทีแรกของหนัง เพื่อเตรียมเวลาของหนังให้พอสำหรับบรรจุเนื้อหาและฉากแอ๊คชั่นซึ่งตรึงผู้ชมให้ติดตามเรื่องราวไปจนจบได้ แม้ว่าหนังจะยาวถึง 152 นาทีก็ตาม

The Dark Knight (2008) เป็นเรื่องราวต่อเนื่องจาก Batman Begins (2005) ซึ่ง ‘เดวิด เอส โกเยอร์’ ผู้เขียนเรื่องราวและเพิ่มรายละเอียดลงไปทำให้ผู้ชมเห็นสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของ ‘บรูซ เวย์น’ (รับบทโดย ‘คริสเตียน เบล’) ได้ชัดเจนขึ้นกว่าฉากที่เวย์น (รับบทโดย ‘ไมเคิล คีตั้น’) ดูรูปครอบครัวแล้วให้นึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่พ่อแม่ถูกฆ่าต่อหน้าต่อตาใน Batman (1989) ของ ‘ทิม เบอร์ตัน’

Batman Begin ได้ให้รายละเอียดและภูมิหลังของเวย์นในเรื่องความสามารถในการต่อสู้ เพื่อตอบผู้ชมช่างสงสัยที่ข้องใจในตัวเวย์นและแบทแมน ว่าเพราะเหตุใดจึงต้องเป็นค้างคาว เหตุใดจึงต้องทำตัวเป็นวีรบุรุษ และเหตุใดมันจึงออกมาในรูปแบทแมน ฯลฯ ซึ่งเป็นการหาเหตุผลมารองรับการออกแบบตัวละครแบทแมนของ ‘บ๊อบ เคน’ ผู้ให้กำเนิดแบทแมนนั่นเอง

The Dark Knight จึงไม่พูดถึงเรื่องราวของปมในวัยเด็กของเวย์นอีก และเริ่มจู่โจมผู้ชมด้วยเรื่องราวความวุ่นวายในเมืองก็อตแธมหลังจากที่นักโทษหลบหนีออกจากคุก และนักโทษบางส่วนได้ผลกระทบจากสารสกัดจากดอกไม้สีฟ้า (Blue Flower) ที่ทำให้เกิดอาการประสาทหลอน ในฉากสุดท้ายของ Batman Begins ได้บอกว่าวายร้ายไร้สติอย่างโจ๊กเกอร์อาจเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสารสกัดนั้น และแบทแมนรับปากว่าจะสืบเรื่องต่อไป

และหากนำฉากสุดท้ายของ Batman Begin ต่อด้วยฉากแรกของ The Dark Knight จะต่อกันได้อย่างแนบสนิท เนียนเหมือนเป็นหนังเรื่องเดียวกันที่ถูกแบ่งออกเป็นสองตอน

แค่เพียงฉากแรกของหนังก็ทำให้ผู้ชมได้สัมผัสถึงความหลักแหลมและอารมณ์ขันแบบโหดร้ายของโจ๊กเกอร์ได้ ถือเป็นการแนะนำตัวละครได้ดีในเวลาที่สั้นที่สุด ‘ฮีท เลดเจอร์’ เข้าถึงบทโจ๊กเกอร์ได้ดีเยี่ยม จนไม่รู้ว่าจะมีนักแสดงคนไหนรับบทโจ๊กเกอร์ในแบบนี้ได้อีก

บทภาพยนตร์กำหนดมาให้โจ๊กเกอร์เป็นผู้ก่อความวุ่นวายที่ไม่ไร้สติ เขารู้ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ แต่เป็นวายร้ายที่ไร้ซึ่งเหตุผล ในแบบที่คนธรรมดาไม่สามารถจะเข้าใจได้เลย

เช่นการเผาเงินที่กองพะเนินท่วมหัวอย่างไม่รู้สึกรู้สา และการกระทำบางอย่างของโจ๊กเกอร์ก็อาจจะมีผู้ชมที่แอบเห็นด้วยไปกับการกระทำนั้น โจ๊กเกอร์เป็นตัวแทนของความสุดโต่งที่ไร้เหตุผลซึ่งซ่อนอยู่ในตัวเราทุกคน ต่างกันตรงที่เรายังมีความคิดเป็นเหตุเป็นผลจึงไม่แสดงออกมาอย่างที่โจ๊กเกอร์เป็น

โจ๊กเกอร์เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสารสกัดจากดอกไม้สีฟ้าหรือไม่ แบทแมนไม่ได้สืบหาความจริงนั้นต่อ แต่หากเราซึ่งเป็นผู้ที่คิดอย่างเป็นกระบวนการและมีเหตุมีผล กลับคิดอยู่บนฐานของสิ่งที่เป็นมายา สิ่งที่สมมุติขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเงินตรา อำนาจ เศรษฐกิจที่เป็นตัวเลขขึ้นลงไม่ใช่เรื่องปากท้อง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ก็มีสิทธิที่จะทำให้เรากลายเป็นโจ๊กเกอร์โดยไม่รู้ตัวได้เช่นกัน

ถ้ามองด้วยสายตาที่ไม่เป็นธรรม จะเห็นว่ามีฉากหนึ่งที่แบ่งแยกชัดระหว่างคนดีกับคนชั่ว แท้จริงแล้วไม่ได้มีการแบ่งอะไรเลย นั่นก็คือฉากเรือสองลำ

ประชาชนที่ใช้ชีวิตธรรมดาอยู่ในเรือลำหนึ่ง นักโทษผู้ถูกคุมขังและผู้คุมอยู่ในเรืออีกลำหนึ่ง ต่างมีตัวบังคับจุดระเบิดของเรือฝ่ายตรงข้าม โจ๊กเกอร์ตั้งกติกาว่า หากเรือลำใดกดระเบิดเรือฝ่ายตรงข้ามก่อนเรือลำนั้นจะรอด ภายใต้สถานการณ์ที่ปกคลุมอยู่ทำให้เห็นปฏิกิริยาที่แตกต่างกันของคนในเรือทั้งสองลำ

ลำที่บรรจุด้วยประชาชนผู้ใช้ชีวิต ตกลงที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยการให้ทุกคนออกเสียงลงบนกระดาษ ว่าจะกดหรือไม่กดระเบิด และนี่คือการจำลองภาพของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจ ว่าทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน คือมีค่าเท่ากับหนึ่งเสียงในการกำหนดชะตาชีวิตตนเอง

ลำที่บรรจุนักโทษเกิดความวุ่นวายในระดับหนึ่งแต่ก็ถูกระงับไว้โดยผู้คุมซึ่งถือตัวบังคับจุดระเบิดและพร้อมกดได้ทุกเมื่อ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับผู้คุมเพียงคนเดียวเท่านั้น และนี่ก็คือภาพจำลองของการปกครองในระบอบเผด็จการหรืออาจจะเป็นสังคมนิยมก็ได้ หรือเป็นระบอบอะไรสักระบอบที่ผสมรวมกันแต่ให้การตัดสินใจอยู่ที่คนเพียงคนเดียว

จากบทสรุปของฉากนี้ หนังชี้ให้เห็นว่าระบอบทั้งสองนั้นไม่ได้ความอย่างไร มีจุดบอดอย่างไร การตัดสินใจกระทำเรื่องบางเรื่องจากคนๆ เดียวหรือแม้แต่ออกเสียงจากคนทั้งหมดอย่างเท่าเทียมกัน ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้ทุกปัญหา หนังทุบหัวอย่างแรงและบอกกับผู้ชมว่า อย่าได้ยึดติดกับระบอบพวกนั้น สิ่งที่ควรยึดถือคือ สามัญสำนึก สิ่งที่เป็นความดีงามซึ่งซ่อนอยู่ในจิตใจของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนผู้มีอิสระหรือนักโทษผู้ถูกคุมขังก็มีความดีซ่อนอยู่ทั้งสิ้น ขึ้นอยู่กับผู้มองว่ามีจิตใจกว้างพอที่จะเห็นความดีเหล่านั้นหรือไม่

ใน Batman (1989) ของ ‘ทิม เบอร์ตัน’ เป็นเรื่องราวในตอนที่แบทแมนเจอกับวายร้ายโจ๊กเกอร์เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกับ The Dark Knight แต่คริสโตเฟอร์ได้ใส่ความสมจริงในด้านจิตใจ ความคิด ความเชื่อ ภายใต้สถานการณ์ของสังคมที่เป็นจริง จึงทำให้เรื่องราวและตัวละครมีตัวตนและน่าเชื่อยิ่งขึ้น

และเมื่อเรื่องราวเดินมาด้วยแนวทางแบบนี้ ความสมจริงนี้เองทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในตัวของแบทแมน เพราะได้ใช้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีโดยส่วนบุคคลมาตัดสินผู้กระทำผิด แต่ก็ต้องยอมรับว่าแบทแมนมีจิตใจด้านที่ดีอยู่มากกว่าด้านมืด จึงทำให้แบทแมนยังเป็นวีรบุรุษในเมืองก็อตแธม จนสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่ทนไม่ได้กับความอยุติธรรมออกมาแต่งตัวเลียนแบบแบทแมนเพื่อปราบอาชญากรตามการตัดสินโดยส่วนบุคคลเช่นเดียวกับแบทแมน

สิ่งที่ทำให้แบทแมนต้องตระหนักมากขึ้นถึงความผิดถูกที่ตนเองได้กระทำลงไป ไม่ว่าจะเป็นการยับยั้งเหตุร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นแต่ขณะเดียวกันก็สร้างความเสียหายและความวุ่นวายบนท้องถนนไม่ต่างกับพวกวายร้ายทั้งหลาย หรือการใช้เทคโนโลยีที่ไปล่วงล้ำสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นเพื่อการตามจับอาชญากรเพียงคนเดียว

เหล่านี้เป็นแรงขับดันอย่างรุนแรงในตัวเวย์นที่ทำให้ตัดสินใจกำจัดแบทแมนออกไปจากชีวิตและเมืองก็อตแธม เมื่อได้เห็นความดีงามของ ‘ฮาร์วี เดนต์’ อัยการคนใหม่ของก็อตแธมก็ยิ่งแน่ใจ ว่าสามารถจะฝากความเป็นธรรมของเมืองก็อตแธมไว้กับอัยการผู้นี้ได้

กลับกัน ’ฮาร์วี เดนต์’ กลับคิดว่าแบทแมนคือผู้ที่จะต้องอยู่ต่อไปเพื่อผดุงความเป็นธรรม เพราะเขาไม่เชื่อมั่นในความดีของตัวเอง ไม่เชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง หรือเขาไม่เชื่อมั่นในกฎหมาย จึงหวังจะพึ่งแบทแมนที่เป็นวีรบุรุษนอกกฎหมาย นี่คือสิ่งที่หนังแฝงไว้ให้ผู้ชมได้ขบคิด

แบทแมนเชื่อว่า ตัวแทนแห่งความเป็นธรรมที่อยู่ภายใต้กฎหมายอย่าง ‘ฮาร์วี เดนต์’ สามารถเป็นที่พึ่งและความหวังให้กับบรรดาชาวเมืองก็อตแธมได้ดีกว่าตัวเขาที่อยู่นอกกฎหมาย แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเพียงตำนานการเสียสละของฮาร์วีผู้ขาวสะอาดก็ตาม

อารมณ์ของ The Dark Knight ได้รับการปรุงแต่งด้วยการประพันธ์บทเพลงของ ‘ฮานส์ ซิมเมอร์’ ซึ่งเคยได้รับรางวัลออสการ์ในสาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยมจาก The Lion King (1994) และเข้าชิงในสาขาเดียวกันจากอีกหลายต่อหลายเรื่องอาทิ Rain Man (1988), Gladiator (2000), The Thin Red Line (1998) และ The Prince of Egypt (1998) ในปีเดียวกัน ร่วมด้วยเสียงเปียโนของ ‘เจมส์ นิวตัน โฮวาร์ด’ รังสรรค์เพลงประกอบขึ้นมา และทำได้อย่างลื่นหูไม่รู้สึกว่าล้นออกมาจากอารมณ์ของหนัง อย่างที่หนังแอ็คชั่นมักจะเป็น

แม้ The Dark Knight จะมีตัวละครและสถานการณ์ที่แสดงให้เห็นความเป็นไปของสังคมอย่างแท้จริง สอดแทรกความคิดอันคมคาย และมีอะไรให้ผู้ชมกลับไปคิดอยู่อย่างหนักหน่วง แต่ก็ไม่เกินเลยไปจากสิ่งที่เราพบเจอในสังคมมนุษย์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ หรือระดับชาติ อยู่ที่ ‘เรา’ ในฐานะคนหนึ่งในสังคมจะมองเห็นปัญหาและใส่ใจกับมันมากแค่ไหน

Advertisements

2 ความเห็น so far
ใส่ความเห็น

คุณวิทย์จ๋า เจอคำแปลก ๆ แล้วจ้ะ ๒ ที่เลย

“ภายจิตใจ” (ประโยคย้าวยาว จำไม่ค่อยได้) จะหมายถึง “ภายในจิตใจ” ล่ะซิ่ ตกคำว่า “ใน” ไปแหละ อีกประโยคหนึ่งว่า

“หากนำฉายสุดท้ายของ Batman Begin มาต่อกับ The Dark Night” จะบอกว่า “ฉากสุดท้าย” แต่ตัว ย มันมากวนก่อน เลยกลายเป็น “ฉายสุดท้าย” ก็เข้าใจนะ แต่คำทำให้งงไปพักนึงเลย

ตรวจเสร็จแล้วค่ะ คราวหน้าจะเข้ามาเม้นต์อีกนะคะ

เก๋ ตาใน

ความเห็น โดย เก๋

ขอบคุณครับแก้ไขเรียบร้อยแล้ว

ความเห็น โดย modepanya




ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: