หมดปัญญาออนไลน์ – modepanya online


กรณีที่ต้องศึกษาใน ‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’
5 มิถุนายน 2008, 5:26 pm
Filed under: - หนอนไชหนังสือ | ป้ายกำกับ: ,

กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ
เขียน: ชาติวุฒิ บุณยรักษ์
สำนักพิมพ์: หมูเพนกวิน
พิมพ์ครั้งแรก: ธันวาคม 2550
ราคา: 140 บาท
วิจารณ์โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

บนปกเป็นภาพแกะตัวเล็กลายเส้นสีเขียวนับสิบๆ ตัวหันหน้าไปท้ายซ้ายของปกเหมือนกันหมด มีเพียงแกะตัวเดียวที่หันหัวสลับด้านแถมยังเป็นลูกแกะสีทองตัวหนังสือประทับไว้ที่ตัวแกะว่า ‘รวมเรื่องสั้น’ ปกหลังมีแกะสีทองตัวหนึ่งพร้อมร่องรอยกัดกินบาร์โค้ดไปทำให้มันแหว่งวิ่นไป เพียงแค่ปกก็ทำให้เห็นถึงอารมณ์ขันซ่อนอยู่ของหนังสือเล่มนี้แล้ว

ผลงานลำดับที่สามของ ‘ชาติวุฒิ บุณยรักษ์’ เล่มนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศหนังสือเรื่องสั้นดีเด่น จากการประกวดหนังสือดีเด่นแห่งชาติประจำปีพ.ศ.2551 และนอกจากนั้นผลงานที่ผ่านมาก็มีรางวัลประทับตราทั้งสิ้น ลำดับแรก ‘ตำนานสุดท้าย-ไอ้มดแดง’ ได้รับเลือกเป็น 1 ใน 20 เล่มสุดท้ายของการประกวดรางวัลซีไรต์ประจำปีพ.ศ.2548 ลำดับที่สอง ‘นาฏกรรมเมืองหรรษา’ ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทหนังสือรวมเรื่องสั้นจากการประกวดรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ดประจำปีพ.ศ.2550

‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’ บรรจุเรื่องสั้นจำนวน 10 เรื่องซึ่งสะท้อนย้อนแย้งของพฤติกรรมของคนในสังคมในสังคมที่แผ่ซ่านไปด้วยทุนนิยมเต็มขั้น ทุกสิ่งสามารถแทนค่าเป็นสิ่งของและเงินตราได้ แม้แต่สิ่งที่เป็นนามธรรมเช่นความศรัทธา ความรัก ความเชื่อมั่น ฯลฯ

‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’ อาจเรียกได้ว่าเป็นงานที่สร้างขี้นด้วยวิธี ‘จับผสม’ คือดึงประเด็นที่เรามักเห็นในรายการเล่าข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ นั่นเป็นคุณสมบัติที่นักเขียนผู้สร้างสรรค์เรื่องสั้นหรือนิยายต้องมี ยิ่งถ้างานนั้นออกมาในแนวทางของการสะท้อนสภาพสังคมแล้วนักเขียนต้องเป็นดั่งฟองน้ำดูดซับความเป็นไปของสังคมเข้าไว้ คุณสมบัติเหล่านี้ผู้เขียนมีอยู่เต็มเปี่ยมในตัว

คุณสมบัติเหล่านี้มีไว้เพื่อนำไปผลิตผลงานที่สามารถสะท้อนสังคมได้ถึงแก่น และบางทีอาจต้องมีทางออกให้กับสังคมแฝงไว้ให้ผู้อ่านได้กลับไปคิดต่อ ใน ‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’ นั้นผู้เขียนทำได้เพียงเสนอความเป็นไป เป็นความจริงเบื้องต้นที่ผู้ติดตามข่าวสารแม้ไม่ได้เป็นนักเขียนก็สามารถจินตนาการถึงได้

‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’ จึงไม่สร้างความประหลาดใจให้กับผู้อ่านที่ติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ เป็นเสมือนเพียงการเล่าข่าวให้มีสีสันด้วยแทรกตลกร้ายเข้าไปให้น่าติดตามเท่านั้น และความน่าติดตามใน ‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’ อีกประการหนึ่งอยู่ที่รูปแบบการนำเสนอ ผู้อ่านจะติดตามอ่านไปจนจบเพียงเพื่อต้องการทราบว่าสุดท้ายแล้วเกิดอะไรขึ้น เหมือนการนั่งรับชมข่าวบ้านการเมืองที่เกิดขึ้นในรายการเล่าข่าว บางข่าวก็แปลก บางข่าวก็ชวนขัน ฯลฯ

หากพูดในแง่ของ ‘สาร’ ที่ทำหน้าที่ส่งผ่านความคิดของผู้เขียนถึงผู้อ่านให้คิดในขณะอ่านเรื่องนั้นถือว่าผู้เขียนประสบความสำเร็จมาก และเนื่องจากผู้เขียนนั้นยึดติดกับข่าวสารและปริมาณของข้อมูลมากเกินกว่าที่จะทำให้เรื่องราวเหล่านี้มีชีวิตชีวาขึ้นได้ ถ้าหากพูดในแง่ของ ‘ศิลปะ’ ในการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นเรื่องแต่งแล้วผู้เขียนยังไม่ผ่านตรงจุดนี้ หากทำให้ทั้งสองสิ่งนี้สมดุลกันได้ ‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’ จะคมความคิดและงดงามด้วยความมีศิลปะมากทีเดียว

เรื่องสั้นที่น่าผิดหวังที่สุดในความเห็นของผมคือเรื่อง ‘บัวห้าดอก’ กับศีล 5 ที่มีความเหมือนกับเรื่อง ‘Seven’ กับบาป 7 ประการ ภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวนออกฉายปี 1995 นำแสดงโดย ‘แบรด พิตต์’ และ ‘มอร์แกน ฟรีแมน’ ในเรื่องรายละเอียดของคดีและสภาพแวดล้อมของฉากนั้นต่างกัน แต่ก็นับว่ามีความคิดที่คล้ายคลึงกันมาในเรื่องของฆาตกรรมต่อเนื่องที่นำคำสอนมาเป็นแรงจูงใจของฆาตกร ถึงขั้นมีประโยคคำพูดที่เหมือนกันของตัวละครที่เป็นตำรวจแบบคำต่อคำ “…มันต้องการจะเทศนาพวกเรา…”  หากผู้เขียนได้เขียนเรื่องนี้ก่อนปีดังกล่าวก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย และถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรเขียนเดือนปีที่เขียนกำกับไว้

เพราะการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ถือเป็นสิ่งที่ศิลปินผู้สร้างศิลปะควรมี บางคนอาจแย้งขึ้นว่าสิ่งใหม่จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว มีแต่การจับผสมของแรงบันดาลใจจากอดีตทั้งสิ้น หากเป็นอย่างนั้นก็ต้องแยกความแตกต่างระหว่าง ‘แรงบันดาลใจ’ กับ ‘การลอกเลียน’ ซึ่งผู้ที่ต้องนำกลับไปไตร่ตรองก็คือผู้สร้างสรรค์ศิลปะนั่นเอง ส่วนผู้ที่เสพศิลปะจะถือเป็นผู้ตัดสินงานชิ้นนั้นๆ อีกครั้ง

กับรางวัลหนังสือดีเด่นแห่งชาติประจำปี ของ ‘กรณีศึกษาเรื่องลูกแกะฟันผุ’ ถือเป็นกรณีศึกษาให้กับผู้อ่านได้เป็นอย่างดีว่า การตัดสินใจอ่านหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งจากรางวัลที่หนังสือเล่มนั้นได้รับ ไม่ว่าจะเป็นรางวัลซีไรต์ เซเว่นบุ๊ค นายอินทร์อวอร์ด ยังไทยอาร์ตติสสาขาวรรณกรรม ฯลฯ ไม่ทำให้ผู้อ่านได้พบผลงานอันทรงคุณภาพได้อย่างแท้จริง เพราะนอกจากเรื่องของรสนิยมและเกณฑ์การตัดสินของคณะกรรมการแล้ว รางวัลบางรางวัลนั้นเป็นเพียงการแฝงกลอุบายทางการตลาดเพียงเท่านั้น

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้อ่านว่าจะ ‘รู้ทัน’ บรรดารางวัลต่างๆ ของโลกวรรณกรรมที่มีการมอบรางวัลกันอย่างพร่ำเพรื่อนี้หรือไม่ หากผู้อ่านไม่คิดจะเปิดอ่านและไตร่ตรองถึงคุณภาพด้วยตัวเอง ผู้อ่านจะกลายเป็นเหยื่อของบรรดารางวัลและรวมถึงผู้เขียนวิจารณ์ในสายวรรณกรรมมอมเมาให้หลงเชื่อว่า งานเหล่านั้นคือหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่าน เล่มนี้ไม่ควรค่าแก่การอ่าน หากเป็นเช่นนั้นก็จะมีแต่ผู้อ่านที่เขลาลงเรื่อยๆ

เพราะความคิดอันหลากหลายของผู้อ่านนั้นจะเป็นเกณฑ์กำหนดคำว่า ‘คุณภาพ’ ได้ดีกว่า ‘รางวัล’ แน่นอน


9 ความเห็น so far
ใส่ความเห็น

อ่านแล้วเหมือนกัน ก็รู้สึกเฉยๆๆ ไม่มีอะไรแปลกใหม่อ่ะค่ะ อ่านไม่จบเล่มด้วยซ้ำ แต่ชอบปกนะน่าอ่านดี

ความเห็น โดย life goes on

ขอบคุณครับที่ให้เกียรติวิจารณ์งานผม

วรวิชเคยได้ยินคำว่า Parody ไหมครับ
ลองค้นดูครับ วรวิชอาจเข้าใจเจตนาในการเขียนเรื่อง บัวห้าดอก ก็ได้
อ้อ…ผมเป็นแฟนหนังของเดวิด ฟินเชอร์ครับ เรื่องอื่นๆ ผมก็ดู จริงๆ ผมเป็นคนชอบดูหนังน่ะ…

แต่วรวิชลองคิดอย่างนี้นะครับ
หากวรวิชคิดจะลอกงานใคร วรวิชคงไม่อยากให้มีใครรู้เท่าทันจับได้ใช่ไหมครับ…
ดังนั้นหากใครสักคนคิดจะลอก แล้วดันไปเลือกลอกหนังดังๆ อย่าง Seven
ผมว่ามันตื้นไปหน่อยนะ…
ลอกอย่างอื่นดีกว่า เขาจะได้จับไม่ได้ (ฮา)

แต่วรวิชเข้าใจถูกแล้วล่ะ รางวัลเป็นเรื่องของรสนิยมครับ
อย่าไปซีเรียสครับ บางทีนักเขียนส่งงานประกวดก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ
หาเงินใช้เท่านั้นเองล่ะ (ฮา)

ผมขอน้อมรับคำวิจารณ์นะครับวรวิช แล้วเล่มต่อๆ ไป ผมจะพยายามทำให้ดีขึ้นครับ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ผม(และทุกๆ คนก็ด้วย)
จะทำได้ก็คือ…
ทำบางสิ่งบางอย่างให้ถูกใจคนบางคนในบางสถานการณ์
เพราะการทำ ทุกสิ่งทุกอย่างให้ถูกใจคนทุกคนในทุกสถานการณ์
มันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อครับ…

การเขียนหนังสือหรือการสร้างงานศิลปะแขนงอื่นๆ ก็ตาม
บางทีมันคล้ายกับการแกงส้มสักหม้อน่ะ วรวิชว่าจริงไหมครับ
คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะแกงส้มหม้อเดียวให้คนทั้งหมู่บ้านชมว่าอร่อย
เหตุที่ลิ้น(หรือรสนิยมทางศิลปะ-ซึ่งผันแปรไปตามกรอบแห่งประสบการณ์ร่วมและตัวแปรอื่นๆ อีกมากมายของแต่ละบุคคล)ของคนเรานั้นต่างกัน บ้างชอบเปรี้ยวนำ บ้างชอบหวานนำ บ้างชอบเค็มนำ…เนอะว่าไหม

ดังนั้นเท่าที่เราทำได้ก็คือปรุงมันให้ดีที่สุดในแบบของเรา สไตล์ของเราเท่านั้นเอง…

ถือเสียว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกันนะครับ หวังว่าวรวิชคงจะไม่รังเกียจ

คราวหน้าอย่าลืมให้เกียรติกันนะ ผมจะรออ่าน จริงๆ
ผมชอบครับเวลามีคนวิจาณ์ บรรยากาศมันสร้างสรรค์ดีครับ
:)

ความเห็น โดย ชาติวุฒิ บุณยรักษ์

“สวัสดีครับพี่เป้

วิชเองพี่ หวังว่ายังจำน้องคนนี้ได้นะพี่
ผมเคยส่งเรื่องสั้นไปให้พี่อ่านน่ะครับ
พี่อุตส่าห์เข้ามาอ่าน ดีใจครับ ถึงผมจะวิจารณ์พี่ยังไงนะ
ผมก็ยังต้องขอคำแนะนำพี่ในการเขียนเรื่องสั้นอยู่ดี

สำหรับการบ้านที่พี่ให้ผมไปหาคำว่า Parody (งานล้อเลียน)
ผมได้ค้นในหนังสือชื่อว่า ‘ศัพท์วรรณกรรม’ ของ ‘กอบกุล อิงคุทานนท์’เขาเขียนไว้ว่า (ขอยกมาเลยนะครับ)

Parody คือ งานล้อเลียนหรืองานที่เลียนแบบงานที่มีเนื้อหาหนักสมอง แต่เอามาทำให้ดูเหลวไหลไร้แก่นสาร หรือไม่ก็วิจารณ์งานต้นฉบับด้วยวิธีการแยบคายฉลาดหลักแหลม เช่น การเปลี่ยนตัวเอกให้มีลักษณะตรงกันข้ามกับตัวเอกในต้นฉบับเดิม หรือใช้รูปแบบถ้อยคำที่ต่อต้านรูปแบบถ้อยคำของงานเขียนชิ้นเดิม ซึ่งบางครั้งก็อาจทำให้งานล้อเลียนกลายเป็นงานที่วิจารณ์งานเก่าทางอ้อม หรือไม่ก็ชื่นชมทางอ้อมก็ได้ ตัวอย่างเช่น ‘ระเด่นลันได’ ของ ‘พระมหามนตรี’ เป็นบทละครล้อเลียน ‘อิเหนา’ หรือ ‘Shamela’ ของ ‘เฮนรี่ ฟิลดิ้ง’ เป็นงานล้อเลียน ‘Pamela’ เป็นต้น

ผมเองเป็นแฟนของผู้กำกับฯ ‘เดวิด ฟินเชอร์’ เหมือนกันครับ แต่หลังๆ เขาเงียบไปนาน ตอนนี้เลยไปติดใจงานของ ‘คริสโตเฟอร์ โนแลน’ แทนผมว่าพี่ก็น่าจะชอบเหมือนผมนะ พี่ลองหางานของโนแลนดู

ส่วนในความคิดเห็นผมแล้วนะพี่ ผมว่าเรื่อง ‘บัวห้าดอก’ ของพี่ยังไม่เข้าข่ายงานล้อเลียนจากความหมายที่ผมหามานะพี่ แต่ผมอาจจะยังไม่เข้าใจสิ่งที่พี่ต้องการจะบอกก็ได้ ยังไงถ้าผมเจอพี่แบบตัวเป็นๆ จะได้คุยกันนะครับ

สำหรับเรื่องการเขียนวิจารณ์ ผมเข้าใจความรู้สึกคนเขียนเลยพี่ เพราะถ้าเราเขียนงานแล้วมันเงียบหายไปเลย แบบว่าไม่มีใครพูดถึงงานเราเลยมันน่าเศร้านะพี่ เพราะฉะนั้นถ้าพี่มีงานใหม่ออกมา ผมสัญญาด้วยเกียรติเลยครับว่าจะอ่านงานของพี่และส่งความคิดเห็นที่มีต่องานพี่ให้กับพี่และผู้อ่านทั่วไปอีกครั้งแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ผมรู้สึกดีมากๆ ครับ ที่เว็บเล็กๆ ของผมเป็นที่แลกเปลี่ยนความคิดกันในวงการวรรณกรรม ถึงขนาดว่านักเขียนเข้ามาอ่านงานวิจารณ์และมีความคิดเห็นเพิ่มเติม ตรงนี้แหละครับที่ผู้อ่านหาไม่ได้จากตามหน้านิตยสารทั่วไป เป็นการเปิดความคิด เปิดมุมมอง ให้เห็นในหลายๆ ด้าน

ด้วยความนับถือนะครับพี่ชาติวุฒิ
ผมเอง-วรวิช”

ความเห็น โดย worawich

สวัสดีครับวรวิช
มีน้องคนหนึ่งที่ตามงานผมอยู่ แจ้งว่าวรวิชตอบผมไว้ในนี้
ผมเลยตามมาดู จริงๆ ผมเกือบลืมไปแล้วล่ะ เพราะไม่แน่ใจนักว่าวรวิชจะได้อ่านเม้นท์ผมไหม หรืออ่านแล้วจะรู้สึกอย่างไร

แต่หลังจากอ่านแล้ว ผมรู้สึกดีครับวรวิช (มันค่อนข้างเซอร์ไพร้ส์ผมพอสมควร เพราะfeedback ของการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์เท่าที่เจอมาในประเทศนี้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดหวังหรือคาดการณ์ท่าทีอันสร้างสรรค์ได้ครับ)
รู้สึกว่าบรรยากาศแบบนี้นั่นแลที่ผมรักและคาดหวังว่าจักเกิดขึ้นในแวดวงวรรณกรรมไทย (ปัจจุบันสถานการณ์งานวิจารณ์ในบ้านเราย่ำแย่ค่อนข้างมาก พื้นที่หดหาย เท่าที่มีส่วนใหญ่ก็เป็นรีวิวหรือวิจารณ์ซึ่งไม่ใช่ “งานวิจารณ์” ในความหมายที่เคร่งครัดนัก ส่วนสภาวการณ์สร้างสรรค์กว่านั้น เช่น วัฒนธรรมการวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์นั้นคงไม่ต้องพูดถึง)

เราแลกเปลี่ยนกันนะ สนุกดี ผมเองได้เรียนรู้จากวรวิชไม่น้อย และบางทีวรวิชเองก็อาจได้อะไรจากการวิสาสะกันทางปัญญาครั้งนี้บ้าง

ชอบจริงๆ ที่คุณทำการบ้าน นิยามที่คุณหามานั่นก็ไม่ผิดเลยครับ ใช่ทีเดียว
ผมรู้จักงานparody ครั้งแรกเมื่อสมัยยังหนุ่ม ตอนได้อ่าน ลุดวิก-อีแร้ง ซึ่งล้อเลียน โจนาธาน ลิฟวิงสตัน-นางนวล
สมัยนั้นพื้นฐานทางการอ่านยังน้อยนัก ตอนอ่านก็เก็ทบ้างไม่เก็ทบ้าง
แต่ไม่นานมานี้ได้อ่านดอน ฆีโฮเต้ บางส่วน ซึ่งก็มีลักษณะของการ Satire รวมถึง Parody อยู่ในตัว ถึงกับขำกลิ้ง คุณลองหาอ่านดูนะจะพบความมหัศจรรย์ที่ข้ามกาลเวลา400กว่าปีของหนังสือเล่มนี้ สนุกมาก!

กลับมาสู่ประเด็นของเรานะครับ
ในทัศนะของผมนั้น นิยามของสิ่งต่างๆ มันจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยครับ
เช่นสิบปีก่อน โทรศัพท์มือถือก็คือตรงตัว แต่ปัจจุบัน นิยามของมันถูกเคลื่อนย้ายปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยและความเป็นจริง โทรศัพท์มือถือเป็นอะไรมากกว่าอุปกรณ์สื่อสารแล้ว มันยังเป็น pda เล็กๆ เครื่องเตือนความจำ(Reminder-ผมใช้บ่อยมาก) กล้องถ่ายรูป วีดีโอ ซึ่งในอีกสิบปีข้างหน้า นิยามดังกล่าวจะเคลื่อนย้ายไปไกลกว่านี้อีก อันนี้ผมยกตัวอย่างรูปธรรมเล็กๆ นะครับวรวิช

เช่นกันครับกับนิยาม Parody ที่วรวิชค้นมานั้นก็ต้องตรงตามนิยามเดิมของมันแล้ว ผมเองก็รับรู้มาแบบนั้น แต่ทีนี้ในทัศนะของผม ซึ่งส่วนตัวแล้วโลกทัศน์ในการทำงานเขียน(ผมจงใจหลีกเลี่ยงคำว่างานวรรณกรรมหรืองานศิลปะเสมอนะครับ)ของผมนั้นค่อนข้างจะแตกต่างจากวาทกรรมแบบเดิมๆ ที่เคยตอกย้ำและรับรู้กันมา เช่น “ศิลปะของการเล่าเรื่องคือการซ่อน” เป็นต้น
เหตุที่เป็นเช่นนั้นมีตัวแปรสองสามอย่างที่พอจะยกมาเล่าเล่นๆ ได้ว่า
หนึ่ง นิสัยสันดานส่วนตัวของผมเอง
สอง พื้นเพทางการศึกษา (ผมเรียนนิเทศฯมาหกปี ถูกกล่อมเกลาด้วยกรอบอ้างอิงแบบนักสื่อสารมวลชน ซึ่งเน้นการสื่อสารอันสัมฤทธิ์ผลโดยตัวกระบวนการ มากกว่าศิลปะของการเล่าเรื่อง อันนี้เป็นสมมติฐานเฉยๆ นะครับ)
สาม ผมตั้งคำถามถึงความเปลี่ยนแปลง(พลวัต)ของสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่บ่อยๆ รวมถึงท่าทีที่ผม “อยาก” จะมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น…

เบื้องต้นเป็นตัวอย่างเล็กๆ ในพื้นที่อันจำกัดนี้ หากวันหลังมีเวลาเราอาจได้แลกเปลี่ยนกันเต็มเม็ดเต็มหน่วยหน่อย…

ดังนั้นจากเบื้องต้นนะครับ นิยามของสิ่งใดก็ตาม ในทัศนะอันสนุกสนานและสันดานอันไม่อยู่สุขของผม ผมจึงชอบยั่วเย้า ดัดแปลง ข้ามเส้น สิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอๆ ซึ่งบางทีก็ตั้งใจ แต่บางทีก็ไม่ได้ตั้งใจ
อย่างคำว่า Parody นี้ หากเรายึดตามนิยายเก่าก็เห็นจะเป็นอย่างที่วรวิชว่าไว้แหละ แต่ทั้งนี้ในทัศนะของผมณ ปัจจุบัน Parody กินความและพื้นที่กว้างไกลกว่านั้น และไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่การยั่วล้อระหว่างสื่อวรรณกรรมเท่านั้น เพราะTrend ในอนาคตอันใกล้นั้น (รวมถึงที่เกิดขึ้นมานานแล้วในอีกซีกโลกก็ด้วย) เส้นแบ่งเหล่านี้จะพร่าเลือนหายไปหมด จนมั่วซัว ซึ่งผมว่าก็สนุกดีไปอีกแบบ

(อ้อ…โนแลน ผมตามมาตั้งแต่ Memento แล้วครับ เจ๋งมากกกก)

ดังนั้นวิธีคิดของผมเป็นงี้ครับ ผมจะเล่าเบื้องหลังให้ฟัง
เรื่องบัวห้าดอกนั้น แท้จริงแล้วเป็นงานแนวที่ผมไม่เคยแตะมาก่อน (Suspence, Thriller, Detective) แต่ผมเขียนมันเพราะว่า “เงิน” เท่านั้นสั้นๆ แล้วก็ตกรอบสุดท้ายด้วย คือไม่ประสบผลนั่นเอง(ฮา)
กล่าวคือ เนชั่นฯจัดประกวดเรื่องเมื่อสองสามปีก่อนในหัวข้อ Mys-Science โดยเงื่อนไขก็ตรงตามชื่อ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องมีกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์หรืออะไรประมาณนั้นเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่ง

ผมก็นั่งเขียน แบบเดิมๆ ซึ่งเป็นวิธีการทำงานโดยส่วนใหญ่ของการสร้างสรรค์งานของผม คือใช้วิธี Improvise (น้องครั้งนักที่ผมจะมีองค์ประกอบอยู่ในหัวครบแล้วจึงเขียนซึ่งจริงๆวิธีนี้ชัวร์และรัดกุมกว่า) คือด้นไปเรื่อย
ทีนี้ก็เขียนๆ ไป (หลังจากดูCsiมาหลายตอนเพื่อเก็บข้อมูลก่อนเขียน) เขียนไปจนครึ่งหน้า ความคิดเกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องก็แวบเข้ามาในหัว เป็นอันดับแรก จากนั้นก็ขบคิดว่า Serial Killer จะต้องมีลักษณะสำคัญอย่างใดบ้าง คำตอบที่เด่นชัดขึ้นมาคือ ต้องทิ้งเงื่อนปมให้คนอื่นคิด จากนั้นรอยสลักรูปบัวห้าดอกก็แวบขึ้นมา อันนี้ผมเล่าแบบคร่าวๆ นะ เพราะมันยาวขี้เกียจพิมพ์ ถามว่าตอนคิดถึงจุดนั้น ผมนึกถึงเซเว่นไหม ผ่านไปท้ายๆ หน้าผมตระหนักแล้วนะว่าเออเว้ย แม่งเซเว่นนี่หว่า…เป็นไปได้ว่าสิ่งเหล่านี้ฝังอยู่ในจิตสำนึกของผม ทางเลือกของผมคือเลิกเขียน (หากระแวงเพราะกลัวว่าคนอื่นจะกล่าวหาว่าลอกเลียนหรืออื่นๆ อีกจิปาถะ)หรือเขียนต่อ ผมแทบไม่ได้คิด เพราะความกลัวเรื่องพวกนั้นเป็นสิ่งไร้สาระสำหรับผม และอีกอย่างเบื้องต้นตอนทำงานชิ้นนี้ ผมก็มิได้มีเซเว่นเป็นแม่แบบ แต่เมื่อมันดันคิดไปแล้วพบภายหลังว่าเฮ้ยแม่งหนีเงาเซเว่นไม่พ้นว่ะ จะทำไงดีวะ…คำตอบที่ผมให้กับตัวเองตอนเขียนคือ ก็ช่างมันเขียนไปเลย เขียนล้อเซเว่นแม่งเลย เพราะจะเขียนให้ตายยังไงผมก็ไม่มีทางเขียนเหมือนเขาได้ เพราะมันคนละคนกันอยู่ดี ผมบอกตัวเองว่า เอาวะ ลองดูซิว่าหากเรื่องบัวห้าดอกจะออกมาเป็นเซเว่นแบบไทย มันจะเป็นยังไง…ก็เท่านั้นล่ะครับ เบื้องหลังของเรื่องสั้นเรื่องนี้มิได้มีสิ่งใดซับซ้อนไปกว่านั้น

แต่หากวรวิชพิจารณาคำตอบเบื้องต้นตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว น่าจะหายสงสัย เพราะผมชัดเจนในจุดนี้มากว่า หากเจตนาจะลอกเลียน ผมคงไม่เลือกลอกเรื่องนี้หรอก หนังเซเว่นดังเกินไปมากกกกกก ไม่รู้จะลอกทำไม หากลอกแล้วต้องไม่ให้จับได้สิ ลอกให้จับได้ ตัวผมเองก็เสียก็เหนื่อยเปล่า เสียชื่ออีก

เอาเป็นผมสรุปประเด็น Parody ของผมที่ตรงนี้ก่อนนะครับ
ทั้งที่จุดเริ่มต้นนั้นมิได้ตั้งใจ แต่เมื่อเขียนไปแล้ว เลยกลายเป็นอยากจะลองเขียน “บัวห้าดอก” ให้จบ เพื่อล้อกับโครงเรื่องของฆาตกรต่อเนื่องอย่างในเซเว่น ซึ่งใช้คำสอนทางศาสนาคริสต์สั่งสอนผู้คนดูบ้าง
ซึ่งผลมันก็ออกมาอย่างที่เห็น คือบัวห้าดอกแทนศีลห้าข้อ และฆาตกรก็พูดประโยคที่คุณตั้งข้อสังเกต ซึ่งนั่นเป็นเจตนายัดคำพูดนั้นเขาปากตัวละครของผมเลยล่ะ เพราะเป็นจุดชัดเจนที่ต้องการจะแสดงให้เห็นถึงเจตนาของผมว่า “เฮ้ย นี่เป็นคำพูดจากหนังเลยนะ แล้วผมเอามาใช้ ผมต้องการยืนยันให้เห็นชัดๆ ว่า ผมต้องการล้อเลียนมัน(ในบริบทและตัวบทแบบไทยๆ”
เท่านั้นล่ะครับ อันนี้เล่าให้ฟังเฉยๆ นะครับวรวิช

นอกจากลักษณะการล้อเลียนในรูปแบบดังกล่าวแล้ว หากวรวิชอ่านงานที่มีทั้งสามลำดับคือ วันพิพากษาไอ้มดแดง(เพิ่งคัดสรรพิมพ์ใหม่เสร็จ) นาฏกรรมเมืองหรรษา และ กรณีศึกษาฯ (ที่วรวิชอ่านไปแล้ว) วรวิชอ่านเห็นน้ำเสียงหนึ่งที่ชัดเจนในงานทุกเล่มของผม คือการยั่วเย้า ยั่วล้อ เสียดสี เหน็บแนม อยู่เป็นนิจ เพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยตัวมันเอง มันเป็นอัตลักษณ์ซึ่งคงจะสองคล้องกับโลกทัศน์ภายในก็เป็นได้
และวรวิชอาจเห็นอีกสิ่งซึ่งมีหลายคนถามผมบ่อยมากว่า มีเพื่ออะไร นั่นก็คือ Footnote ในงานเขียนของผม
จริงๆ จนถึงทุกวันนี้ผมไม่เคยตอบใครเลยนะ หรือตอบไปก็น้อยมาก
เพราะไม่อยากอธิบายงานตัวเองมากเกินไป แต่ผมยืนยันเลยว่า มันเป็นความจงใจของผมซึ่งมีเหตุผลผลักดันให้กระทำดังนั้นหลากหลายประการทีเดียว และแน่นอนล่ะว่า ความยั่วล้อ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งเช่นกัน
เรื่องนี้ไว้วันหลังแลกเปลี่ยนกันนะ วันนี้ผมต้องไปก่อนแล้ว

อ้อ…หากแลกเปลี่ยนอะไรไว้ ส่งลิงค์ให้ผมที่เมล์หน่อยนะ
klasseye2002@yahoo.com
ผมจะได้มาตอบด้วย วิสาสะกันทางปัญญานะ ผมเองจะได้เรียนรู้มุมมองใหม่ๆ บ้าง บรรยากาศสร้างสรรค์หายากครับ ทุกวันนี้ แวดวงวรรณกรรมไทยเองพูดกันบ่อยมาก Post Modern แต่เอาเข้าจริง ผมเห็นน้อยคนนักที่หยิบ “หัวใจ” (การเคารพในความต่าง, การแลกเปลี่ยน) ของมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์…มีแต่ตัดสินกันอย่างผิวเผินโดยไม่ยอมรับในทัศนะที่แตกต่างกันเสียส่วนใหญ่นะ

อีกอย่างคือ ผมไม่แน่ใจนักว่าการแสดงความคิดเห็นยืดยาวจะเป็นอุปสรรคและรบกวนพื้นที่นี้จนเกินไปไหม แต่หากวรวิชคิดว่าโอเค และอาจเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นบ้างก็แล้วแต่ แต่หากอยากคุยกันเป็นส่วนตัว เมล์ผมคุณมีแล้วนะ ส่งมาได้เลย
ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนกันครับน้องวรวิช

:)

ความเห็น โดย ชาติวุฒิ บุณยรักษ์

“ไม่เลยครับไม่มีข้อจำกัดสำหรับพื้นที่นี้เลย หากว่ามันได้ทำหน้าที่อย่างที่พี่เป้บอกมันเป็นที่วิสาสะกันทางปัญญา ดีครับ
ผมได้อ่านความเห็นของพี่แล้ว ผมรู้สึกดีครับพี่ ไม่รู้จะบอกยังไง เอาเป็นว่าผมสัญญาว่าจะพัฒนางานเขียนให้ดียิ่งขึ้นๆ นะครับ
เจอกันเมื่อไหร่ผมจะได้คุยกะพี่
ขอบคุณพี่มากๆ”

ความเห็น โดย worawich

มีคนโทรแจ้งว่ามีบทวิจารณ์เล่มนี้ในขวัญเรือนฉบับ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา พี่เองก็ยังไม่เห็นเลย บอกไว้ เผื่อว่าวรวิชอาจได้มุมมองทางการวิจารณ์(ซึ่งก็เกี่ยวกับการเขียนอยู่ดี) อีกมุมหนึ่ง…
ยินดีแลกเปลี่ยนเสมอครับ เราต่างก็เป็นกระดาษทรายที่ขัดเกลากันและกันในสังคมอันอุดมความหลากหลายในศตวรรษนี้ครับ
เราแลกเปลี่ยนเพื่อเรียนรู้และเติบโต
หวังว่าวรวิชจะได้ประโยชน์บ้าง
“วันพิพากษาไอ้มดแดง” วางแผงแล้ว เชิญวิจารณ์ได้หากนึกสนุกนะครับน้อง.
:)

ความเห็น โดย ชาติวุฒิ บุณยรักษ์

ความดีของหนังสือเล่มนี้มีอยู่หนึ่งอย่าง คือ

ทำให้มือใหม่หัดเขียนรู้สึกมีกำลังใจในการเขียนงานต่อไป

ความเห็น โดย หนูมาลี

มาแอบอ่าน

ความเห็น โดย อัตถิฯ

คุณศึกษาเกี่ยวกับแนวโพสต์โมเดิร์นหรือเปล่า ทำไมงานของคุณถึงแปลกแหวกแนวต่อต้านกระแสหลัก และได้กลิ่นอายโพสต์โมเดิร์นยังไงไม่รู้

ความเห็น โดย ออมสิน




ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: