หมดปัญญาออนไลน์ – modepanya online


รักแห่งสยาม(สแควร์) ความรักไม่ทั่วราชอาณาจักร
10 เมษายน 2008, 11:28 am
Filed under: - เปิดไฟในโรงฯ

ความรู้สึกที่เรียกว่า ‘รัก’ ระหว่างคนสองคน เมื่อความรู้สึกนั้นมันบังเกิดขึ้นภายในส่วนลึกของจิตใจของทั้งคู่แล้วมันไม่ใช่เรื่องยากที่จะส่งถึงความรู้สึกให้อีกฝ่ายรับรู้ อาจไม่ต้องออกมาเป็นคำพูดหรือตัวอักษร เพียงแต่ส่งความรู้สึกผ่านสื่อกลางไม่ว่าจะเป็นภาษากายธรรมดาอย่างการสบสายตา การสัมผัสกายโอบกอด หรือแม้แต่ผ่านห้วงทำนองของดนตรี ก็ทำให้อีกฝ่ายซาบซึ้งเข้าถึงก้นบึ้งแห่งความรู้สึกได้อย่างถ่องแท้

แน่นอนว่าความรักเป็นความรู้สึกสากล การสื่อความรู้สึกนี้ผ่านทางสื่อภาพยนตร์ที่มาพร้อมเทคนิคทางภาพ สรรพเสียงและดนตรีที่สร้างอารมณ์และความรู้สึกร่วมไปกับตัวละครได้ไม่ยากจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าหนังที่ว่าด้วยความรักและความสัมพันธ์ของครอบครัวไทยร่วมสมัยเรื่องนี้ จะได้จำนวนผู้ชมไปไม่น้อย และอีกเหตุผลหนึ่งนั่นคือ เนื้อหาของภาพยนตร์เองก็ทำให้ผู้ชมส่วนใหญ่มีเสียงตอบรับในด้านบวก ทั้งยังเกิดการชักชวนกันไปชมแบบปากต่อปากอีกด้วย

‘รักแห่งสยาม’ ภาพยนตร์ลำดับที่สามของ มะเดี่ยว – ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับฯและผู้เขียนบทภาพยนตร์ ที่วิวัฒนาการมาจากนักทำหนังสั้น จนสามารถนำหนังสั้นขนาดยาวเรื่อง ‘ลี้’ ผลงานวิทยานิพนธ์ก่อนจบการศึกษาคณะนิเทศศาสตร์สาขาภาพยนตร์และภาพนิ่ง ยืนโรงฉายแบบจำกัดและลาโรงไปอย่างเงียบเชียบเมื่อปี 2546 ถือว่าเขาสามารถสร้างคลื่นปรากฏการณ์ของวงการหนังสั้นได้ระลอกหนึ่ง แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีคลื่นลูกใหม่สร้างปรากฏการณ์แบบนี้ได้อีกเลย

หลังจากที่แจ้งเกิดในโรงภาพยนตร์แล้ว เขายังสร้างผลงานอย่างต่อเนื่องในต่อมาเรื่อง ‘คน ผี ปีศาจ’ ในปี 2549 เรื่อง ‘12’ และ ‘13 เกมสยอง’ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลทั้งในและนอกประเทศ ยังเดินสายฉายในเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ทั่วโลก เช่น สเปน อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ แคนาดา เกาหลี เป็นต้น รับงานเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง ‘บอดี้ศพ#19’ ให้กับจีทีเอช ซึ่งถือว่าเป็นบทที่มีความลงตัวของเนื้อเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แม้ว่าจะไม่ค่อยถูกกับรสนิยมของผู้ชมซึ่งต้องการชมหนังผีที่ไม่ต้องสมจริงถูกต้องตามตรรกะมากขนาดนั้น

‘รักแห่งสยาม’ ถือเป็นการฉีกแนวเรื่องจากผลงานที่ผ่านๆมาของเขา แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขายังคงไว้เป็นเอกลักษณ์นั่นคือ การมองสังคมด้วยสายตาของเขาแล้วกลั่นกรองออกมาเป็นบทภาพยนตร์ที่หนักแน่นด้วยความสมจริงสมจังไม่ขัดความรู้สึกของผู้ชม ซึ่งเขายังรักษามาตรฐานการเขียนบทเอาไว้ได้อย่างดีและดูเหมือนว่าการสร้างมิติของตัวละครของเขาจะพัฒนาขึ้นด้วยซ้ำ หรืออาจเป็นเพราะว่าตัวละครเหล่านี้คือชีวิตของเขาเองก็เป็นได้ อย่างที่เขาพูดถึง ‘รักแห่งสยาม’ ในนิตยสาร BIOSCOPE ฉบับที่ 72 เดือนพฤศจิกายน 2550 ว่า

“ผู้กำกับฯทุกคนอยากทำหนังที่ได้เล่าเรื่องตัวเองสักเรื่อง และวันนี้เรามีโอกาสได้ทำแล้ว”

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องยกความดีความชอบให้กับผลงานบทเรื่องนี้ให้มะเดี่ยวในฐานะผู้เขียนบท ที่สามารถทำให้ผู้ชมเชื่อได้ว่า ตัวละครอย่าง ‘โต้ง’ (มาริโอ้ เมาเร่อ) นั้นมีความสับสนแบบนั้นขึ้นในจิตใจได้จริง หรือแม้ความเหงาของ ‘มิว’ (วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงศ์กุล) ก็มีอยู่จริงและสัมผัสได้ แต่อาจจะขาดเรื่องการคัดสรรตัวแสดงที่มารับบทโต้ง เนื่องจากหน้าตาและผิวพันธุ์แบบลูกครึ่ง ซึ่งไม่ละม้ายคล้ายกับตัวละครพ่อ‘กรณ์’ และแม่ ‘สุนีย์’ ที่รับบทโดย ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี และ สินจัย เปล่งพานิช สักเท่าไรจึงกลายเป็นจุดด้อยของหนังไป

โครงสร้างของหนังเน้นไปที่เรื่องราวของครอบครัวโต้งและมิว โดยมีตัวละครอย่าง จูน (เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์), หญิง (กัญญา รัตนเพชร์), โดนัท (อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์) และกลุ่มเพื่อนเข้ามาทำให้เรื่องราวกระจายออกไปกลายเป็นหนังหลากหลายชีวิต จนเมื่อแต่ละตัวละครต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านทางความสัมพันธ์ เรื่องราวเข้ามาร้อยรัดเกี่ยวโยงถึงกันจึงทำให้หนังที่ออกมาอย่างมีความเป็นเอกภาพ

ต้องยอมรับถึงความสามารถทางการแสดงของนักแสดงทุกคน ซึ่งผู้กำกับฯเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักแสดงทุกคนแสดงบทบาทออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ แม้แต่นักแสดงสมัครเล่นในบทกลุ่มเพื่อนของทั้งโต้งและมิวก็ช่วยรับส่งการแสดงกันอย่างดี ตัวละครที่ผู้รับบทมีการแสดงดีเด่นคือ ‘สุนีย์’ โดยธรรมชาติของตัวละครตัวนี้เป็นตัวละครที่มีการแสดงน้อยแต่ต้องส่งอารมณ์มากมายให้ผู้ชม คุณสินจัยก็ส่งผ่านอารมณ์ผ่านทางสายตา สีหน้า ท่าทาง ได้ออกมาอย่างชัดเจนและถึงบทบาท

และอีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นใน ‘รักแห่งสยาม’ คือบทเพลงที่มะเดี่ยวเป็นผู้เขียนขึ้นเพื่อสื่อความคิดของมิวไปยังโต้ง บรรยายความเป็นไปของครอบครัวโต้ง นอกจากนั้นมันยังทำหน้าที่สื่อความโดยตรงกับผู้ชมอีกด้วย การสอดแทรกเพลงเข้ามาในเนื้อหนังก็ทำได้อย่างแนบเนียนโดยไม่รู้สึกว่าเยิ่นเย้อเกินไปเลย เนื้อเพลงไม่ได้เป็นเรื่องรักใคร่ทั่วไปเพียงแค่นั้นหากแต่แฝงแง่คิดในด้านความรัก ความสัมพันธ์ การใช้ชีวิต เช่นในเพลง ‘คืนอันเป็นนิรันดร์’ ที่แฝงสัจธรรมในเนื้อเพลงเอาไว้

ความทุกข์ในวันเมื่อวานคืนกลับมาหาใจอันอ่อนแอ
เหตุที่ใจแพ้เพราะเราต่างหากที่แพ้ใจ
ความทุกข์จึงเป็นกลางคืนอันยาวนานแต่แล้วมันจะผ่านไป
ตราบใดเวลายังหมุนผ่าน ความทุกข์จะผ่านเพราะไม่มีคืนใดเป็นนิรันดร์
วันคืนต้องผ่าน นั่นคือเวลาอันเป็นนิรันดร์

ในเรื่องของประเด็นที่เขาพูดถึงใน ‘รักแห่งสยาม’ นี้ล้วนเป็นปัญหาที่วนเวียนอยู่ในครอบครัวของคนชั้นกลางขึ้นไปซึ่งอาศัยในสังคมเมือง แม้จะมีจุดร่วมอยู่ที่ปัญหาครอบครัวแต่หนังก็ให้น้ำหนักกับปัญหาครอบครัวที่อยู่ในระดับล่างน้อยมาก ซึ่งได้ใส่เอาไว้ในเรื่องราวของชีวิตของตัวละครที่ชื่อว่า ‘จูน’ ที่หนีออกจากบ้านเกิด จากพ่อแม่มาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นโดยหวังว่าจะกลับไปพร้อมความสำเร็จในชีวิตเพื่อความเป็นอยู่ของครอบครัวที่ดีขึ้น แต่ตลอดเรื่องราวในหนัง จูนก็ยังอยู่ในฐานะคนของคนชั้นกลางอีกเช่นกัน คือตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงินและมีความฝันแบบคนชั้นกลางทั่วไป มีปัญหาอย่างที่คนชั้นกลางทั่วไปมีกัน

เรียกได้ว่าตัวละครทุกตัวในเรื่องเป็นตัวแทนของสภาพชีวิตของคนชั้นกลางได้ครอบคลุม และเชื่อได้เลยว่าผู้ชมที่เป็นคนชั้นกลางจะซาบซึ้งไปกับเรื่องราวของหนังได้มากกว่าชนชั้นอื่น แต่ในขณะเดียวกัน ‘รักแห่งสยาม’ ก็เป็นหนังที่สามารถสร้างความเข้าใจระหว่างคนต่างชนชั้นได้เรื่องหนึ่ง เหมือนอย่างที่ ‘American Beauty’ ทำให้เราในฐานะคนที่อยู่ในสังคมแบบตะวันออกเห็นภาพร่างคร่าวๆ ของสังคมตะวันตกแบบอเมริกันได้

และอีกประเด็นที่โดดเด่นขึ้นมานั่นก็คือเรื่อง ‘เพศที่สาม’

ฉากที่โต้งเลือกตุ๊กตาผู้ชายหรือตุ๊กตาผู้หญิงจากมือแม่นั้นถือเป็นฉากสัญลักษณ์ ที่ต่อให้ใครที่ไม่มีความรู้ทางด้านภาพยนตร์ หรือแม้คนที่เกลียดการตีความจากสัญลักษณ์ของหนัง ก็รู้ได้ทันทีว่าผู้กำกับฯจะสื่อความอะไร ผ่านตัวตุ๊กตานั้น

จุดพลาดของหนังคือการเล่าเรื่องของโต้ง มิว หญิงและโดนัท ไปจนสิ้นสุด ว่าแต่ละตัวละครตัดสินใจอย่างไร และส่งผลอะไรต่อความรู้สึกของตัวละครที่เกี่ยวข้องบ้าง จึงทำให้ฉากสัญลักษณ์ที่ว่านั้นเป็นฉากที่ไร้ความหมายและไม่ก่อให้เกิดการตีความหรือแตกประเด็นในตอนจบอย่างที่ควรจะเป็น ว่าการที่โต้งเลือกตุ๊กตานั้นไปด้วยเหตุผลว่าเขาเลือกที่จะเป็น หรือเขาเลือกที่จะรักเพศของตุ๊กตานั้นกันแน่ จึงทำได้เพียงแค่สะท้อนความเป็นจริงที่เกิดขึ้นของสังคมเท่านั้น

ในความเป็นจริงซึ่งต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยนั้นยังรับไม่ได้กับเรื่องเพศที่สาม ถ้าไม่ได้เป็นผู้มีความสามารถที่ดีอย่างยิ่งยวดก็จะไม่ได้รับการยอมรับ ซ้ำร้ายหากมีข้อบกพร่องแม้เพียงเล็กน้อยเยี่ยงคนสามัญธรรมดาที่พึ่งมีบ้าง ก็มักจะถูกมองด้วยสายตาเดียดฉันท์มากกว่าปกติเป็นเท่าทวี แม้ความรู้สึก ‘รัก’ ของเพศที่สามก็ถือว่าเป็นความผิดประหลาดในสังคม ทั้งที่ป่าวประกาศว่าตนเป็นสังคมประชาธิปไตยแต่ไม่ยอมรับความแตกต่างของเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวคิด ความเชื่อ หรือแม้แต่เรื่องเพศก็ตาม เพียงเท่านี้ก็บอกได้อย่างทันทีแล้วว่าเพศที่สามจะดำรงคงอยู่ในสังคมได้ลำบากยากเย็นเช่นไร นี่ยังไม่นับรวมถึงเรื่องสิทธิทางสังคมอื่นๆอีกมากมายซึ่งยังเป็นปัญหาที่ทุ่มเถียงกันและยังหาข้อยุติไม่ได้

หนังแสดงให้เห็นว่า บทลงเอยของเรื่องราวนั้นเป็นผลมาจากขนบชีวิตของสังคมไทย ที่เป็นไปอย่างมีแบบแผน มีการวางแนวชีวิตไว้ก่อน มีมาตรฐานที่ก่อเกิดขึ้นจากค่านิยมแบบวัตถุนิยม ต้องเรียนจบขั้นปริญญา ทำงานดีๆ มีเงินเก็บ ซื้อรถ ซื้อบ้าน แต่งงาน มีครอบครัวที่อบอุ่น โดยไม่สำรวจถึงความเป็นจริงของตนและคนในครอบครัวของตน

จะเห็นได้จากความคาดหวังของสุนีย์กับความขัดแย้งกับกรณีเพศที่สาม ซึ่งไม่สามารถนำพาครอบครัวให้เป็นไปตามแนวทางที่ว่าได้เลย และความคาดหวังของจูนก็มีความขัดแย้งกับกรณีฐานะทางการเงินและสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ ซึ่งจริงๆ ถ้าจูนถอดความคิดที่เป็นแบบแผนอันนั้นออกไป จูนก็จะมีความสุขอยู่กับครอบครัวที่อบอุ่นได้แบบด้วยฉบับของคนชนบท เพราะชีวิตคือความหลากหลายมิใช่หุ่นยนต์ที่กระทำตามคำสั่งที่ตีกรอบไว้เท่านั้น

องค์ประกอบต่างๆ ของภาพยนตร์เรื่อง ‘รักแห่งสยาม’ ถือเป็นการแสดงออกทางความสามารถของ มะเดี่ยว ในฐานะผู้เขียนบทภาพยนตร์ ผู้กำกับการแสดง และนักเพลงได้เป็นอย่างดี เขาพิสูจน์ตัวเองได้แล้วว่า ควรได้รับการจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ไทยไว้อย่างเต็มภาคภูมิ

และมันแสดงให้เห็นว่า วงการภาพยนตร์ไทยยังมีผู้สร้างงานดีๆ และหลากหลาย หลงเหลืออยู่ในกระแสทุนที่หนักอึ้งถาโถมเข้าสู่ตัวผู้สร้างงานที่มีความต้องการผลิตงานคุณภาพในมาตรฐานของผู้สร้างสรรค์ มากกว่าผลิตงานคุณภาพในสายตาของนายทุน

หากว่านายทุนไม่เปิดใจให้โอกาสงานที่ฉีกกระแสตลาดออกไปและห่วงเพียงแต่ว่าหนังจะทำเงินได้มากหรือไม่ นั่นไม่ใช่หนทางที่จะส่งผลดีต่อวงการภาพยนตร์ไทยเลย และก็ใช่ว่ามันจะเป็นผลงานในแบบที่มีพลังสร้างสรรค์อยู่เต็มเปี่ยมในมุมมองผู้สร้างแต่ผู้ชมไม่สามารถเข้าถึงได้ ตัวเลขรายได้ก็ทำให้นายทุนขยาด นั่นก็ไม่ใช่หนทางที่จะสร้างสรรค์วงการภาพยนตร์ไทยให้ออกไปสู่วงกว้างได้เช่นกัน

‘รักแห่งสยาม’ ถือเป็นหนังที่อยู่นอกกระแสตลาดอย่างไม่ต้องสงสัย และไม่ต้องแปลกใจว่าเพราะเหตุใดใบปิดหนังจึงออกมาในอารมณ์รักหวานแหววของวัยใสอย่างนั้น นั่นก็เป็นเพราะว่าผู้ชมส่วนใหญ่ยังไม่ยอมเปิดใจยอมรับความหลากหลายของแนวหนังไทยมากพอ แม้นายทุนจะใจกว้างเปิดเปิดโอกาสให้ได้สร้างสรรค์งานนอกกระแสแบบนี้ออกมา แต่วิถีทางการตลาดทำให้มันต้องออกมาในรูปแบบนั้น เพราะนายทุนเองก็กลัวตัวเลขรายได้ที่ต่ำกว่าทุน แม้จะเชื่อว่าตัวหนังมีศักยภาพที่จะขายได้ด้วยตัวมันเองแล้วก็ตามที

จุดหมายที่หลายคนในวงการภาพยนตร์อยากเห็นคือการยกระดับวงการภาพยนตร์ไทย อย่างน้อยได้รับการยอมรับจากผู้ชมในประเทศได้อย่างทัดเทียมกับหนังต่างประเทศ และการยอมรับในเวทีนานาชาติ

เมื่อผู้สร้างเริ่มยกระดับผลงานของตนเอง นายทุนก็ตอบรับด้วยการยกระดับมาตรฐานในการตัดสินคุณภาพงานจากตัวผลงานมิใช่ตัวเลขกำไรเพียงอย่างเดียว ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ผู้ชมจะต้องยกระดับตัวเองเสียที


ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: