หมดปัญญาออนไลน์ – modepanya online


เด็กทารก(ไม่หมองหม่น)แห่งเมืองหมองหม่น
18 มีนาคม 2008, 1:43 am
Filed under: - หนอนไชหนังสือ
เด็กทารกแห่งเมืภ??หมภ??หม่น

เด็กทารกแห่งเมืองหมองหม่น
เขียน: อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์
สำนักพิมพ์: นานมีบุ๊คส์
พิมพ์ครั้งแรก: มกราคม 2551
ราคา: 120 บาท
วิจารณ์โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

รวม 13 เรื่องสั้นเล่มนี้ได้รับรางวัลดีเด่นในประกวด ‘Young Thai Artist Award 2006’ แต่เพิ่งจะได้จัดพิมพ์ให้อ่านกันอย่างเป็นทางการ

อย่างที่เขียนไว้บนปก เรื่องสั้นเหล่านี้คือเรื่องสั้นแฝงสัญลักษณ์สะท้อนชีวิตในสังคมเมือง เป็นเรื่องสั้นที่อิสระต่อกันแต่เมื่ออ่านจนจบแล้วทุกเรื่องราวนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ร้อยเข้ากันเป็นส่วนหนึ่งของเมืองอันหมองหม่นนั้น

เมื่ออ่านเรื่องสั้นแต่ละเรื่องจะเข้าใจข้อความที่ผู้เขียนซ่อนสื่อไว้อย่างไม่ยากเย็น ไม่ต้องถึงกับคิดลึกซึ้งเลิศล้ำก็พอจะเลาๆ ได้ว่าผู้เขียนต้องการสื่อถึงเรื่องราวอะไรในสังคม ซึ่งเรื่องเหล่านั้นมันก็วนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกวันๆ

ในประเด็นที่ผู้เขียนแฝงไว้ในแต่ละเรื่องนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ทัศนะการมีเพศสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่, การของกระบวนการแก้ปัญหาสังคม, สิ่งที่เรามองเห็นผ่านทางสื่อและสิ่งที่มันเป็นความจริง, เรื่องของความได้เปรียบเสียเปรียบจากพละกำลังหรือการให้ความสำคัญที่ไม่เท่ากัน, การให้คุณค่าความสำคัญด้วยวัตถุ, ความชั่วร้ายของระบบทุนนิยมที่มากเกินพอดี, ความงมงาย, ความเป็นอยู่ของคนดีในวันนี้และการใช้ชีวิตที่อยู่ด้วยคำว่าเกียรติยศ เชื่อว่าเรื่องเหล่านี้ต้องแวบเข้ามาในขณะที่ได้อ่านรวมเรื่องสั้นชุดนี้แน่นอน

เป็นการบรรยายสภาพความเป็นจริงของสังคมในยุคโลกาภิวัฒน์และยุคหลังโลกาภิวัฒน์เพียงเท่านั้น มิได้ให้คำตอบหรือทางออกไว้แต่อย่างใด แต่เมื่อได้อ่านจนถึงเรื่องสั้นชิ้นสุดท้ายคือเรื่องที่มีชื่อเดียวกับหนังสือเล่มนี้ก็คือ ‘เด็กทารกแห่งเมืองหมองหม่น’ ผู้เขียนเหมือนจะให้ทางออกของปัญหาด้วยการบอกผู้อ่านให้มองดูท้องฟ้าดีๆ อีกครั้ง ยังมีแสงที่เล็ดลอดมา

เป็นอันว่าเหตุผลที่ผู้เขียนไม่ได้ให้ทางออกของปัญหาที่กล่าวมาใน 12 เรื่องสั้นก่อนหน้านั้นคือ ต้องการให้ผู้อ่านมองเลยปัญหาเหล่านั้นไป ด้วยการให้เพ่งมองไปยังแสงที่เล็ดลอดผ่านเมฆหมองหม่นนั้นอย่างมี ‘ความหวัง’ และความหวังนั้นก็อาจหมายถึงชีวิตน้อยๆ ของเด็กทารกที่กำลังจะเกิดขึ้นมาซึ่งเป็นเสมือนอนาคตของสังคมอันย่ำแย่ในวันนี้ แต่สุดท้ายแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับสภาพและการปลูกฝังที่เด็กทารกนั้นจะได้พบเจอด้วย

หรืออีกนัยหนึ่งผู้เขียนอาจจะต้องการให้ผู้อ่านเพ่งมองปัญหาต่างๆ หรือที่มันแทนด้วยกลุ่มเมฆที่ปกคลุมหนาแน่นอยู่นั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ ว่าปัญหาเหล่านั้นมันยังมีทางออก ทางออกนั้นก็คือแสงที่เล็ดลอดกลุ่มเมฆนั้นลงมา ซึ่งผู้อ่านก็ควรจะลงมือขบคิดแก้ปัญหานั้นด้วยตัวของผู้อ่านเอง เพราะเมื่อเราเห็นท้องฟ้าในมุมที่ต่างกัน แสงที่ฉายลงมานั้นก็ฉายมาในมุมที่แตกต่างกันเช่นกัน ปัญหาของใครคนนั้นก็ย่อมเป็นผู้แก้ปัญหาได้ดีที่สุด

เมื่อตัดเรื่อง ‘เด็กทารกแห่งเมืองหมองหม่น’ ออกไปเสียจะเหลือ 12 เรื่องสั้นที่เป็นอิสระต่อกัน นอกเหนือจากประเด็นที่แต่ละเรื่องสะท้อนมันออกมาอย่างชัดเจนแล้ว ผมขอแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตามแนวคิดที่ผมเห็นในแต่ละเรื่องนั้นๆ

เรื่องสั้นกลุ่มแรกมีจำนวน 6 เรื่อง คือเรื่อง ‘ปืนฉีดน้ำกับเป้ากระดาษ’, ‘โจทย์ยาก’, ‘ตำนานดาบบิ่น’, ‘เทพคุ้มครอง ครองคุ้มผม’, ‘ชิงน้ำ’ และ ‘นิทานเรื่องใหม่’ เรื่องสั้นเหล่านี้จะมีตัวละครที่เรียกได้ว่าเป็นคนรุ่นเก่าหรืออย่างน้อยก็เป็นรุ่นพ่อแม่ในเวลานี้เป็นผู้สร้างการกระทำ พฤติกรรม ข้อกำหนด หรืออะไรก็แล้วแต่ซึ่งส่งผลถึงสิ่งนั้นๆ ของคนรุ่นต่อมา เกิดขึ้นจากความรักสนุก เห็นแก่สบาย ความไม่รอบคอบ ความมักง่าย ความงมงาย สิ่งที่เป็นพฤติกรรมด้านลบอย่างนี้ได้ส่งต่อมายังคนรุ่นต่อมาอย่างครบถ้วน

เรื่องสั้นเหล่านี้สามารถเป็นเรื่องที่ตักเตือนคนที่เป็นพ่อแม่ซึ่งทุกการกระทำอยู่ภายใต้สายตาของลูก ไม่ว่าจะสอนสั่งสิ่งดีงามเท่าใดก็ไร้ความหมายหากประพฤติสิ่งเลวร้ายให้เป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นเสียเอง จนเมื่อลูกโตขึ้นมาเป็นคนประพฤติชั่ว เสียงบ่นก่นด่าตราหน้าว่าลูกไม่รักดีมันก็ช่างไร้ความหมาย และเมื่อทุกครอบครัวมีชะตากรรมเดียวกันแบบนี้ สังคมที่ผู้ใหญ่มักบ่นกันว่ามันย่ำแย่ลงกว่าเก่าก่อนนั้น นั่นมันก็ไม่ใช่เพราะใครนอกจากผู้ใหญ่ที่เอาแต่พร่ำบ่นใช้เสียงที่ดังกว่าออกกฎและข้อบังคับมากมาย แต่ไม่เคยทำได้จริงเลย แม้แต่ทำเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังได้เห็น

เรื่องสั้นกลุ่มที่ 2 มี 2 เรื่องคือ ‘นักอวดดี’ และ ‘ภาพวาด’ เรื่องสั้นกลุ่มนี้พูดถึงเรื่อง ‘ภาพลักษณ์’ ทุกวันนี้ภาพลักษณ์เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าสิ่งที่เป็นคุณค่าที่แท้จริง เพราะทำให้มีคนชื่นชมตัวละครอย่าง ‘สวย’ มากกว่าเธอที่เป็นตัวจริง สามารถทำให้ ‘อภิวัฒน์’ หากินเป็นอาชีพได้ ซึ่งมีรายได้สูงเสียด้วย ผ้าขี้ริ้วที่เคยห่อทองนั้นเป็นสิ่งที่คนเราทุกวันนี้ให้ความสำคัญกับมันมากกว่าทองที่อยู่ในห่อนั่น หากจะพูดว่า ถ้าผ้านั้นส่วนพอ เลิศพอแม้มันจะห่ออุจจาระก็มีคนต้องการมันมากกว่า สิ่งที่ขาดหายไปในสังคมวันนี้คือสิ่งที่เรียกว่า ‘คุณค่าจากภายใน’

เรื่องสั้นกลุ่มสุดท้ายคือเรื่อง ‘ล่าเสือ’, ‘ยักษ์กินอิ่มเสมอ’, ‘กิ่ง’, ‘นางฟ้า เทวดา’ ในกลุ่มนี้เป็นการสะท้อนและตั้งคำถามกับตัวเองถึงสถานะของตัวเอง ความเป็นมนุษย์ ความดีที่แฝงอยู่ข้างในของทุกคน นั้นยังมีอยู่หรือไม่ การกระทำที่ก่อให้เกิดความอยุติธรรม นั้นเป็นสิ่งที่เราพบเจออยู่หรือว่าเรากำลังเป็นหนึ่งในกลไกความอยุติธรรมนั้นเสียเอง คำถามเหล่านี้ผู้ที่จะตอบได้คือตัวของผู้อ่านเองเท่านั้น

สิ่งที่ยากในการเขียนเรื่องสั้นที่แฝงสัญลักษณ์นั้นก็คือ ต้องให้มีความพอดีระหว่างการเผยความหมายของสัญลักษณ์กับเรื่องราวที่เป็นไปในเรื่อง หากว่าสัญลักษณ์นั้นซับซ้อนเกินไปก็อาจจะทำให้ผู้อ่านเข้าไม่ถึงความหมายของสัญลักษณ์นั้น แต่หากทุกอย่างมันกระจ่างแจ้งเกินไปคือทุกสิ่งทุกอย่างของเรื่องเป็นไปเพื่ออธิบายสัญลักษณ์จนชัดเจนกระทั่งว่าขาดความมีชีวิตของเรื่องราวก็ทำให้เรื่องสั้นนั้นแข็งทื่อและจืดชืดไป ซึ่งนี้ก็อาจจะเรียกว่าจุดด้อยของรวมเรื่องสั้นชุดนี้ คือแสดงให้เห็นความตั้งใจในการสื่อถึงประเด็นนั้นๆ ในสัญลักษณ์นั้นๆ อยู่มาก จนบางครั้งบางเรื่องเหมือนขาดศิลปะในการเล่าเรื่องไป ทำให้เรื่องไม่สนุกและไม่น่าติดตามเท่าที่ควร

แต่โดยรวมแล้วรวมเรื่องสั้น ‘เด็กทารกแห่งเมืองหมองหม่น’ เป็นตัวแทนของสภาพสังคมเมืองในปัจจุบันได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกับที่เรื่องสั้นยุคก่อนได้สะท้อนชีวิตแบบชนบทนั่นเอง

และนี่ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องสั้นที่จะทำให้วงการวรรณกรรมโดยเฉพาะเรื่องสั้นไทยได้หลุดจากหล่มเรื่องสั้นแนวสะท้อนชีวิตชนบทเสียที ทว่าต้องระวังหล่มของเรื่องสั้นแนวสะท้อนสังคมเมืองนี้ไว้ด้วย ก็เพื่อจะเป็นการพัฒนาวงการเรื่องสั้นไทยซึ่งควรจะออกมาอย่างหลากหลายรูปแบบ

‘อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์’ นักเขียนหน้าใหม่ที่มีผลงานไม่มากนัก ทว่าการกลับมาของนิตยสารเรื่องสั้นและวรรณกรรม ‘ช่อการะเกด’ โดยการคัดเลือกจากบรรณาธิการ ‘สุชาติ สวัสดิ์ศรี’ หรือ ‘สิงห์สนามหลวง’ เรื่องสั้นของอดิศรก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นที่จะบรรจุอยู่ในนิตยสารช่อการะเกด ฉบับที่ 42 ซึ่งเป็นฉบับแรกของการกลับมา บวกกับผลงานรวมเล่มชุดนี้ ถือได้ว่าเขาได้แจ้งเกิดในวงการวรรณกรรมอย่างเป็นทางการแล้ว


ให้ความเห็น so far
ใส่ความเห็น



ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: