หมดปัญญาออนไลน์ – modepanya online


ความจริงในละคร ละครบนความจริง ‘ละครแห่งชีวิต’
28 กุมภาพันธ์ 2008, 2:40 am
Filed under: - หนอนไชหนังสือ | ป้ายกำกับ: ,

ละครแห่งชีวิต
โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง

มิใช่ว่าหนังสือเล่มนี้เป็น 1 ในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน ตามที่โครงการวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนวิจัย (สกว.) ได้จัดอันดับไว้ หรือ 1 ใน 500 หนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชน ตามที่โครงการคัดสรรหนังสือดีสำหรับเด็กและเยาวชนของสมาพันธ์องค์กรเพื่อพัฒนาหนังสือและการอ่าน ได้จัดอันดับไว้ แล้วจะเป็นเหตุผลให้ควรอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่เป็นเพราะอารมณ์ ความรู้สึกและข้อคิด ที่มีอยู่ในเรื่องราวนั่นต่างหากที่เราควรจะอ่านหนังสือเล่มนี้

และนี่ถือว่าเป็นโอกาสดีของนักอ่านรุ่นใหม่ ที่แพรวสำนักพิมพ์ได้จัดพิมพ์ ‘ละครแห่งชีวิต’ ของ ม.จ. อากาศดำเกิง ขึ้นในโอกาสครบรอบ 100 ปี นักเขียนไทย ม.จ. อากาศดำเกิง (Centenary of Modern Thai Writer) ขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2548

ในการจัดพิมพ์ฉบับนี้ขึ้นได้มีจุดบกพร่องอันร้ายแรงของบรรณาธิการอย่างหนึ่งคือ ได้มีการบรรจุบทความของ ‘พิเชฐ แสงทอง’ ไว้เบื้องหน้าเรื่องราวอันสนุกสนานนั้น หากได้อ่านมันก่อนที่จะได้ซึมซับเรื่องราวของนวนิยาย ‘ละครแห่งชีวิต’ นี้แล้วจะเสียอรรถรสไปอย่างสิ้นเชิง บรรณาธิการควรนำบทความนี้เรียงมาในลำดับสุดท้าย ก็ขอเตือนผู้อ่าน ‘ละครแห่งชีวิต’ ในฉบับนี้ว่า ควรอ่านที่ตัวเนื้อเรื่องเสียเลย โดยเฉพาะผู้ที่ไม่เคยได้อ่านและรู้จักเรื่องนี้มาก่อนเลยก็ไม่ควรอ่านบทนำใดๆ ทั้งสิ้นในฉบับนี้

หากจะให้แนะนำความน่าอ่านของนวนิยายเรื่องนี้ก็คงบอกได้ว่า ถ้าคิดจะเรียกตนเองว่าเป็นนักอ่าน(ไทย)คนหนึ่ง แล้วยังไม่ได้อ่านเรื่องนี้ ก็คงเรียกอย่างนั้นไม่ได้แล้ว

ดังที่คุณ ‘พิเชฐ แสงทอง’ ได้เขียนไว้ในบทความบทนำในหนังสือฉบับที่แพรวสำนักพิมพ์จัดพิมพ์ขึ้นใหม่นี้ว่า

นักวิชาการบางท่านเห็นว่า ความแปลกใหม่น่าในใจของละครแห่งชีวิตนั้นเป็นเพราะสามารถประสานแนวเรื่องหลากหลายแนวของนวนิยายเข้าด้วยกัน คือ นวนิยายแสดงข้อคิดสำคัญ(Thematic Novel) นวนิยายชีวประวัติ (Biographical Novel) นวนิยายฉากต่างประเทศ (Exotic Novel) นวนิยายสำรวจโลก (The World Survey Novel) นวนิยายรัก (Love Story or Romantic Novel)

คำพูดนี้ก็เห็นว่าจะจริง แต่ในตอนที่ได้อ่านนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องทฤษฎีหรือเทคนิคการเล่าเรื่องอะไรแม้สักอย่างเลย คิดแต่เพียงว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะสามารถดึงดูดให้เรา – ผู้อ่าน – ได้ติดตามเรื่องราวไปจนจบได้หรือไม่ สำหรับผม ‘ละครแห่งชีวิต’ ทำได้สำเร็จ สนุก!

แท้จริงแล้วเรื่องราวของ วิสูตร ศุภลักษณ์ ณ อยุธยา ก็ไม่ต่างอะไรจากเรื่องเล่าในบล็อกใดบล็อกหนึ่ง ซึ่งเจ้าของบล็อกนั้นเป็นชีวิตที่ผกผัน พลิกแพลง ทว่ามันก็เป็นเรื่องของชีวิตโดยส่วนตัวของวิสูตรแต่เพียงผู้เดียว เหมือนที่ในปัจจุบันนี้ ใครๆ ก็มีบล็อกไว้เล่าเรื่องราวที่ได้พบได้เห็นมาในชีวิตประจำวัน บางคนอาจจะโชคดีได้ไปในต่างแดนและได้เล่าเรื่องในต่างแดนนั้นมา

แต่ใน ‘ละครแห่งชีวิต’ นั้นเป็นการเล่าเรื่องอย่างเรื่องเล่าได้น่าสนใจและตรึงผู้อ่าน (อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง) ไว้อยู่หมัด อาจเป็นด้วยขนบวรรณกรรมที่ผู้ประพันธ์นั้นยึดถือหรือเป็นศิลปะในการเล่าที่ได้ทำให้เรื่องราวของใครคนหนึ่งที่น่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตามขึ้นมา

จนได้มีกระแสการวิพาษก์วิจารณ์ว่าแท้จริงแล้วคุณวิสูตรนั้นก็คือ ม.จ. อากาศดำเกิง นั่นเองและเรื่องราวเหล่านั้นที่เล่าออกมาก็ไม่ต่างจากการสาวไส้ให้กากิน แต่อย่างไรเสียนี้คือนวนิยายที่มาจากจินตนาการทั้งสิ้น แต่ได้นำเรื่องราวที่ผู้ประพันธ์รู้ลึกซึ้งและเข้าใจดีมาเป็นฉากและเหตุการณ์ ซึ่งบางตัวละครก็เป็นตัวละครที่มีอยู่จริง

ข้อนี้คงไม่ต่างอะไรกับการที่เกิดปรากฎการณ์ของเรื่องราวที่ผู้เขียนอ้างอิงไว้ว่ามาจากชีวิตจริงอันเป็นส่วนตัว เมื่อได้มาโพสไว้ในเว็บไซต์สาธารณะ แม้ว่ามันจะเป็นชีวิตจริงอันแสนน้ำเน่าอย่างในละครที่สร้างขึ้นเรื่องแล้วเรื่องเล่า ฉายวนซ้ำรอบแล้วรอบเล่า เรื่องนั้นก็ยังสร้างความโดดเด่นให้ตัวเองด้วยคำอ้างอิงว่ามาจากเรื่องจริง ทำให้เรื่องราวที่ได้โพสอยู่ในเว็บไซต์อันหาผลกำไรไม่ได้นั้น ได้พิมพ์แจกจ่ายกับสำนักพิมพ์มีราคาค่างวดขึ้นมา แพร่วงขยายจนได้เป็นละครน้ำเน่าชั้นดีที่ผู้ชมติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง รายได้จากโฆษณาสนับสนุนมหาศาล ขยายฉากโน้นเพิ่มฉากนี้จนเหลือความจริงน้อยเต็มทีทว่าให้ผู้ชมได้ตื่นเต้นสะใจเพื่อจะรับกำไรอีกเท่า สองเท่า

ยิ่งมีประเด็นทางสังคมในเชิงสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์อันดีของคนที่ประกอบอาชีพเดียวกับตัวละครแล้วนั้น ยิ่งทำให้เรื่องเล่าธรรมดากลายเป็นเรื่องที่สั่นสะท้านสังคมได้ เหล่านี้ยิ่งทำให้เห็นว่าผู้คนในสังคมสมัยนี้ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องราวอันน้ำเน่าและฉาวโฉที่มาจากเรื่องจริง เหมือนเมื่อสมัยร้อยปีมาแล้วไม่มีผิด เพียงแต่สมัยนี้ไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นกับวงวรรณกรรมหรือหนังสือแล้ว เพราะคนไทยสมัยนี้ไม่นิยมนำเรื่องวรรณกรรมหรือหนังสือที่ตัวเองได้อ่านขึ้นเป็นกระทู้ในการพูดคุยแล้ว เรื่องหนังสือหนังหานั้นมีคนพูดคุยน้อยเต็มที

เปลี่ยนเป็นเรื่องความคืบหน้าและตอนจบของละครไทย ละครเกาหลี เรื่องราวคู่รักของดารา คลิปฉาวและภาพหลุดของนักแสดง นิตยสารที่วางหราอยู่บนแผงเองเป็นพยานได้ถึงการให้ความสนใจของผู้คนในสังคมไทยวันนี้

ช่างภาพนักข่าวเองก็เป็นผู้ที่เก็บภาพและเรื่องราวเหล่านั้นเพื่อนำมาเสนอให้ป้อนให้ผู้อ่านถึงที่ โดยมีแหล่งทุนโฆษณาหนุนหลังอยู่เป็นพะเนิน ผู้อ่านจะอ้างเอาได้ว่าไม่มีอะไรให้เลือกอ่านมากนักจึงจำใจอ่าน มันก็วนเป็นวงจรอุบาทว์อย่างนี้เรื่อยไป แล้วใครจะเป็นผู้หยุดมันได้ในเมื่อมีกระแสทุนอันเชี่ยวกรากขับเคลื่อนวงจรนี้ไม่ได้ผ่อนได้คลาย

เรื่องนี้ทำให้อดนึกถึงคำตอบของเลดีมอยราเมื่อวิสูตรได้ถามว่า

“ผู้ส่งข่าวและผู้แทนหนังสือพิมพ์มีหน้าที่อะไรบ้าง? เขาจะต้องมีสุภาษิตสอนใจอะไรพิเศษสักบทหนึ่งหรือเปล่า?”

เลดีมอยราหยุดคิดอยู่สักครู่แล้วตอบว่า “พลเมืองดีมีใจจงรักและมีความคิดที่ดีสำหรับประเทศเพียงไร พวกหนังสือพิมพ์ก็ต้องจงรักและมีความคิดที่ดีสำหรับหนังสือพิมพ์ของตนเพียงนั้น หนังสือพิมพ์และประเทศเป็นอันเดียวกัน…”

และอีกท่อนหนึ่งของคำตอบจากเลดีมอยรากล่าวไว้ว่า

“ทุกอย่างที่เขียนลงในหนังสือพิมพ์” หล่อนอธิบายต่อไป “เป็นความคิด ความเห็น ความรู้สึก ความรักหรือความเกลียดชาติของผู้เขียน นักหนังสือพิมพ์จะคิดอย่างหนึ่งแล้วเขียนอีกอย่างหนึ่งไม่ได้ แม้จะทำได้ก็ไม่สมัคร ก่อนที่ใครจะไปสมัครเป็นนักหนังสือพิมพ์จักต้องคิดเสียก่อนว่าตนมีความคิดอย่างไรสำหรับส่วนตัวบุคคล สำหรับประเทศและชาติ และสำหรับโลก ต้องรู้เสียก่อนจนมั่นใจว่า หนังสือพิมพ์ที่ตนเลือกไปเข้าพวกด้วยนั้นมี ‘เข็ม’ อย่างไร”

ในความหมายที่ได้ซ่อนอยู่ในคำพูดของเลดีมอยรานั้นคือ การกำหนดจุดยืนให้กับตนเองของผู้ที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า ‘สื่อฯ’ หรือ ‘สื่อสารมวลชน’ นั่นเอง ในโลกวันนี้มันได้รวมความหมายของสื่อทุกแขนงไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ วิทยุ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ อะไรก็แล้วแต่ที่มีข้อความสื่อไปยังสังคมมีผลต่อความคิด การกระทำ ค่านิยมของสังคม รวมอยู่ในความหมายนี้ทั้งสิ้น

คำพูดของเลดีมอยราไม่เป็นคำพูดที่เชยพ้นสมัยเลยแม้จะผ่านมานานเป็นศตวรรษ การที่ผู้ประพันธ์เน้นที่คำว่า ‘เข็ม’ นั้นเป็นการเน้นย้ำว่าแม้ว่ารอบๆ เข็มนั้นจะเป็นอะไรก็ตามที่เป็นจุดมุ่งหมายของสื่อฯ นั้นๆ จะเป็นด้วยมุ่งชี้ไปทางแหล่งเงินทุนมหาศาลที่ล่อตาล่อใจเหลือเกิน หรือ ‘เข็ม’ นั้นโดนอำนาจบางอย่างบังคับอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้วยอำนาจทางการเมือง อำนาจจากแหล่งเงินทุน อำนาจทางการทหาร ฯลฯ ให้ ‘เข็ม’ เบนไปตามแต่ใจต้องการ ก็ให้รู้เสียก่อนว่าผู้ที่จะเข้าไปทำหน้าที่สื่อต้องการเบนไปตามเข็มนั้น และเป็นคนที่มีธรรมชาติเดียวกับ ‘เข็ม’ นั้น

แต่ในกระแสทุนจะมีใครเหลือรอดอยู่ด้วยอุดมการณ์นี้บ้าง? ผู้ที่ทำหน้าที่สื่อฯ อยู่คงจะได้รับคำตอบจากตัวของท่านเอง

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ผู้ที่กำลังศึกษา ผู้ที่กำลังจะก้าวเข้ามาทำหน้าที่ และผู้ที่กำลังทำหน้าที่สื่อฯ ควรได้อ่านอย่างยิ่ง

แม้ว่าจะเป็นการทำงานของนักหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ และถึงแม้ว่าเรื่องราวก็ไม่ได้เน้นหนักไปทางด้านชีวิตของนักหนังสือพิมพ์มากมายแต่ก็พอให้ได้เห็นแนวคิด แนวปฏิบัติ และชีวิตโดยรวมของอาชีพนี้เมื่อสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งมา

ในเรื่องราวที่ชวนติดตามนั้นก็เจืออยู่ด้วยเรื่องของความรัก และอุดมการณ์ของความรักของวิสูตรซึ่งเคยลั่นวาจาไว้เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ว่าจะหลีกให้พ้นจากค่านิยมของชายไทยที่มักมีหลายเมีย

ใน ‘ละครแห่งชีวิต’ จะทำให้เราได้รู้สึกคล้อยตามไปด้วยกับคุณวิสูตร มีความรู้สึกผิด ชอบ ชั่ว ดี ตามที่วิสูตรได้รู้สึกอย่างนั้น ด้วยการเล่าเรื่องราวเป็นบางห้วงของชีวิตไม่ได้ปะติดปะต่อจนละเอียดถี่ยิบ เว้นห้วงเวลาที่ว่างเปล่าโดยการขึ้นบทตอนใหม่ เหล่านั้นเป็นความว่างที่ทำให้ผู้อ่านได้จินตนาการถึงความรู้สึกของตัวละครเอง นี่ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรื่องราวความรักแบบหนุ่มสาวเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกโดยที่ผู้ประพันธ์ไม่ได้พรรณนาอะไรให้เยิ่นเย้อเกินเลย

ค่านิยมนี้ก็ยังไม่เลือนหายไม่จากสังคมไทยแม้ว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้ทรงพยายามสร้างค่านิยมให้มีสามีภรรยาเพียงคนเดียว ทรงโปรดให้ตรา พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะผัวเมีย พ.ศ. 2471 ริเริ่มให้มีการจดทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า ทะเบียนรับรองบุตร เป็นการค่อยๆ ปลูกฝังค่านิยมใหม่ และยังทรงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างโดยทรงมีแต่พระบรมราชินีเพียงพระองค์เดียว โดยไม่ทรงมีพระสนมนางในใดๆ ทั้งสิ้น ยังส่งผ่านมาจนถึงปัจจุบันซ้ำยังกลายเป็นค่านิยมที่กลายพันธุ์ออกไปเป็นค่านิยม ‘กิ๊ก’ เรียกความหลายใจ สนุกสนานเชิงชู้สาวให้ดูน่ารักน่าเอ็นดู จนติดปาก เป็นเรื่องหยอกเอินกันสนุกปาก

ในเรื่องของค่านิยมอีกประการหนึ่งที่ปรากฏอยู่ใน ‘ละครแห่งชีวิต’ เป็นสำนวนติดปากว่า ไปชุบตัวที่เมืองนอก นั่นคือการไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ชายใดเมื่อได้ไปชุบตัวแล้วนำปริญญากลับมา (จะเพื่อพัฒนาประเทศหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง) เป็นสิ่งที่คนไทยสมัยนั้นมองว่าเป็นคนที่มีหลักมีฐานมั่นคง เก่ง ฉลาดและดี เหมาะสำหรับและควรคู่กับหญิงสาว มากกว่าชายที่ไม่มีโอกาสได้ไปชุบตัวยังต่างประเทศ แต่ท้ายสุดแล้ววิสูตรก็ทำให้เราคิดได้ว่า แท้จริงแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่ผู้นั้นได้เจอมากกว่า มิใช่ว่าเมืองนอกจะเป็นเมืองสวรรค์สำหรับทุกคนที่ตั้งใจมาชุบตัว ตัวละครอย่าง ‘ประดิษฐ์ บุญญารัตน์’ ก็ทำให้เราได้เห็นความจริงในข้อนี้

ประเด็นสุดท้ายจะไม่กล่าวถึงชื่อเรื่อง ‘ละครแห่งชีวิต’ คงไม่ได้ เพราะจะว่าไปแล้วชื่อนี้หากมองอย่างเผินๆ อาจคิดไปได้ว่า เอาเรื่องชีวิตใครสักคนมาเขียนร่ายให้ยาวเติมศิลปะลงไปในน้ำเสียงการเล่าเสียหน่อยก็สามารถใช้ชื่อเรื่องนี้ได้เช่นกัน เพราะเป็นชื่อกลางๆ มิได้เป็นสัญลักษณ์หรือบ่งชี้อะไรได้มาก กินความหมายกว้างขวางเสียเหลือเกิน

แต่เมื่อลองได้คิดตรึกตรองดูรอบแล้วรอบเล่า ผู้ประพันธ์ได้ซ่อนความจริงของเรื่องราวชีวิตของวิสูตรเอาไว้ เราไม่มีทางรู้ความจริงของชีวิตของวิสูตรได้เลยว่าเป็นอย่างไร เพราะผู้ประพันธ์ได้ให้วิสูตรกล่าวเอาไว้กับท่าน – ผู้ฟังเรื่องเล่าของวิสูตร – ไว้ในย่อหน้าสุดท้ายของเรื่อง

นั่นหมายความว่าทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่เรื่องราวอันแท้จริงที่เกิดขึ้นกับวิสูตร เป็นเพียง ‘ละครแห่งชีวิต’ ที่วิสูตรเขียนขึ้นอีก เป็นเรื่องเล่าที่ซ้อนอยู่ในเรื่องเล่าซับซ้อนหลายชั้น อธิบายได้ดังนี้

เรื่องเล่าของ ม.จ. อากาศดำเกิง คือ ‘ละครแห่งชีวิต’ โดยมีวิสูตรเป็นผู้เล่าเรื่อง
เรื่องเล่าของวิสูตร คือ ‘ละครแห่งชีวิต’ โดยวิสูตรเป็นผู้เล่าเรื่องราวนั้นเอง

แต่ – แต่เรื่องที่วิสูตรเล่านั้นไม่ได้เป็นเรื่องจริงที่วิสูตรพบเจอมา

หลักฐานคือ ย่อหน้าสุดท้ายของเรื่องที่วิสูตรได้ทิ้งท้ายไว้ บวกกับเกริ่นความตอนต้นก่อนที่จะดำเนินเรื่องเข้าสู่วัยเด็ก ก็ได้แต่เพียงเอ่ยถึงเรื่องราวทั่วๆ ไปที่วิสูตรได้พบพานมา ไม่ได้มีประโยคไหน วลีใด บ่งบอกถึงชัดว่าเรื่องเล่านี่คือเรื่องอันแท้จริงของวิสูตร ทั้งยังมีการเล่นสำนวนแบบทีเล่นทีจริงว่านี้เป็นละคร ราวกับจะเล่นกับความคิดผู้อ่านให้ได้งงงวย

แล้วฟาดหัวผู้อ่านเสียทีหนึ่งว่า อะไรคือ ‘ความจริง’ อะไรคือ ‘ละคร’ ล่ะโลกนี้?

Advertisements

3 ความเห็น so far
ใส่ความเห็น

บางครั้ง การไม่อ่านคำนำก็เป็นเรื่องที่ทำกันเป็นปกติ เพราะถ้ารู้หมดแล้วว่าเรื่องข้างในทำท่าจะเป็นยังไง คงไม่สนุก

เป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่งเลย

ความเห็น โดย nooneplanet

โอ้ ช่างล้ำเสียนี่กระไร!

ความเห็น โดย ตกต้องตามฤดูกาล

พอดีเพิ่งได้เข้ามาอ่าน เป็นบทความที่ลึกล้ำอย่างความเห็นข้างต้นว่าครับ คิดได้กว้างไกล ชอบมากตรงโยงมาถึงงานเขียนในเวบบล็อก และนิยายเกาหลีครับ นี่แหละครับข้อสนุกของวรรณกรรม คิดได้ไกล และมองได้หลายมุม ส่วนกรณีบทนำของพิเชฐ แสงทอง นั้น ผมคิดว่าอ่านก่อนก็ไม่เสียหลายครับ แต่ก็อย่าเชื่อ ให้คิดซะว่าคำนำ ความนำ หรือบทนำไรต่อมิไรนั้นเป็นคำโฆษณาครับ อ่านไปเถียงไปก็สนุกดี ผมเองก็ชอบใช้วิธีนี้ อ้อ ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของทีม “หมดปัญญา” จากมติชนรายวัน (ถ้าจำไม่ผิด) ดีครับ จะติดตามต่อไปครับผม

ความเห็น โดย พิเชฐ แสงทอง




ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s



%d bloggers like this: