Filed under: - ตระเวนแกลอรี, | ศิลปะ | ป้ายกำกับ: การ์ตูนญี่ปุ่น, ญี่ปุ่น, ศิลปะร่วมสมัย, หอศิลปวัฒนธรรม, bacc, twist & shout
Twist & Shout สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย

วัน/เวลา : วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน ถึงวันศุกร์ที่ 15 มกราคม 2553
สถานที่ : ชั้น 8 นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยจากประเทศญี่ปุ่น
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย นำเสนอผลงานกว่า 40 ชิ้น จากศิลปินญี่ปุ่น 17 คน เป็นการแนะนำอย่างเป็นทางการให้สาธารณชนรู้จักผลงานของศิลปินญี่ปุ่น ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากวัฒนธรรมสมัยนิยม (pop culture) เช่น การ์ตูนมังงะ และการ์ตูนอนิเมะ โดยเน้นให้เห็นถึงแนวทางสังคมและกระแสใหม่ที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในวัฒนธรรมญี่ปุ่นในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเป็นการสำรวจผลงานศิลปะที่แสดงให้เห็นถึงหลากหลายแง่มุม ทั้งกรอบความคิดและสังคมของคนร่วมสมัย จากงานจิตรกรรม ศิลปะการจัดวาง วีดิโออาร์ต ประติมากรรม ภาพถ่าย หรือแม้แต่หุ่นยนต์ขนาดใหญ่สูงกว่า 7 เมตร และหุ่นยนต์ขนาดจิ๋ว นิทรรศการเป็นความร่วมมือระหว่างหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครกับเจแปนฟาวน์เดชั่น เพื่อร่วมฉลองปีแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศแม่น้ำโขงและประเทศญี่ปุ่น
ผลงานอันหลากหลายที่นำมาจัดแสดงถูกคัดสรรโดยเคนจิ คูโบตะ ภัณฑารักษ์อิสระ และโยโกะ โนเสะ ภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะ โตโยต้า มิวนิซิเพิล โดยมุ่งหวังให้นิทรรศการ “สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย” นี้เป็นการสำรวจผลงานศิลปะที่สะท้อนให้เห็นถึงหลากหลายแง่มุมทั้งกรอบความคิดและสังคมของคนร่วมสมัย ที่เปี่ยมไปด้วยพลังในการสร้างสรรค์ และแฝงความหมายล้ำลึกเกี่ยวเนื่องกับสังคมและประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น ซึ่งวัฒนธรรมญี่ปุ่นในรูปแบบของการ์ตูนมังงะ การ์ตูนอนิเมะ เกมส์ ดนตรี วรรณกรรม และภาพยนตร์ ไม่ใช่รูปแบบทางวัฒนธรรมรูปแบบเดียวที่ผ่านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมไทยเท่านั้น แต่อิทธิพลนี้ยังได้แผ่ขยายไปถึงอาหาร เสื้อผ้า จนถึงที่พักอาศัย นิทรรศการ “สุก-ดิบ อาทิตย์อุไทย” จึงเป็นโอกาสให้ผู้ชมในวงกว้างสามารถมองเห็นและรับรู้ได้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่น และจินตนาการที่เกิดขึ้นจากมุมมองทางศิลปะ และนอกจากงานศิลปะแล้วยังมีกิจกรรมเสวนาระหว่างศิลปินไทยและญี่ปุ่น รวมถึงการบรรยายจากศิลปินญี่ปุ่นต่อสาธารณชน โดยเฉพาะนักศึกษาไทย ซึ่งท้ายที่สุดจุดประสงค์ของนิทรรศการคือ การก่อให้เกิด มุมมองที่เป็นประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจเพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและญี่ปุ่นต่อไปในอนาคต
แนวความคิด
วัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่นมีการเสนองานการ์ตูน และตัวละครอนิเมชั่น ซึ่งกลายมาเป็นตัวสัญลักษณ์ที่รู้จักกันทั่วโลก อาทิ โปเกมอน เฮลโล คิตตี้ และโดราเอมอน นอกจากกระแสที่กล่าวมานี้ยังมีละครทีวี นวนิยาย และอนิเมชั่นที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกและการตัดสินใจเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งสามารถดึงดูดแฟน ๆ ชาวต่างชาติให้เฝ้าติดตามเรื่องราวอย่างเหนียวแน่น โลกแห่งจินตนาการอันใหม่เอี่ยมทั้งสองเข้ามาเกี่ยวข้องกับสังคมคนละขั้ว ข้างหนึ่งเป็นพวกอัตตานิยม เก็บเนื้อเก็บตัว อีกพวกจะใส่ใจกับโลกภายนอก และชอบมีปฏิสัมพันธ์ ซึ่งทั้งสองแบบนี้ก็สามารถพูดได้ว่าเป็นตัวแทนรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในยุคสหัสวรรษใหม่นี้
ในนิทรรศการนี้ ความคลุมเครือของวัฒนธรรมวัยรุ่นญี่ปุ่นจะได้รับการตีความออกมาเป็นความต้องการของวัยรุ่นที่อยากจะ “Twist” และ “Shout” ศิลปินทั้ง 17 คนเสนอผลงานทั้งที่เป็นงานจิตรกรรม ประติมากรรม วิดิโอ ภาพถ่าย และ ศิลปะติดตั้ง ที่จะทำให้เราได้เห็นภาพยอดฮิต และคุ้นตา แต่ในอีกแง่หนึ่งก็แสดงให้เห็นถึงประเด็นปัญหาเร่งด่วนของสังคมญี่ปุ่น
ในปีที่ผ่านๆ มา โลกาภิวัตน์เป็นตัวเร่งการรับเอาวัฒนธรรมวัยรุ่นในเอเชีย ทำให้ความแตกต่างระหว่างทัศนศิลป์ในประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มมีช่องว่างลดลงกว่าแต่ก่อน ดังนั้น จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะรู้ว่าผู้ชมชาวไทยตอบสนองศิลปะร่วมสมัยญี่ปุ่นอย่างไร เมื่อผลงานเหล่านั้นถูกนำมาจัดแสดงในนครหลวงของประเทศไทยซึ่งเป็นสถานที่ที่วัฒนธรรมป๊อปของญี่ปุ่นเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ผลงานหลายชิ้นอาจจะเปิดเผยแง่มุมด้านลบของวัฒนธรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่น เปลี่ยนความเข้าใจใหม่อย่างทันทีทันใดให้เกิดขึ้นในหมู่คนไทยก็เป็นได้
เสวนาโต๊ะกลม : อิทธิพลแห่งปรากฏการณ์ “วัฒนธรรมป๊อป” ที่หลั่งไหลจากญี่ปุ่นสู่ไทย
วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2552 เวลา 15.00-18.00 น.
ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5
มูลนิธิญี่ปุ่นร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร นำเสนอเสวนาโต๊ะกลมทางวิชาการ เกี่ยวกับ อิทธิพลแห่งปรากฏการณ์ วัฒนธรรมป๊อป ที่หลั่งไหลจากญี่ปุ่นสู่ไทย ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ในรูปแบบของการ์ตูน หนังสือ แฟชั่น และภาพยนตร์ รวมไปถึงศิลปะร่วมสมัย ผ่านมุมมองของภัณฑารักษ์และศิลปินชาวญี่ปุ่น และภัณฑารักษ์ ศิลปิน และนักสังคมวิทยาไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในแง่ของปรากฏการณ์การหลั่งไหลทางวัฒนธรรมสมัยนิยมหรือวัฒนธรรมป๊อบ
ผู้เข้าร่วมเสวนาโต๊ะกลมทางวิชาการ
ชาวญี่ปุ่น
• AIDA Makoto (Artist))
• AMAMIYA Yosuke (Artist)
• AOYAMA Satoru (Artist)
• CHIBA Masaya (Artist)
• ENDO Ichiro (Artist )
• IZUMI Taro (Artist)
• KANEKO Ryo (Artist)
• KANEUJI Teppei (Artist)
• NISHINO Tatsu (Artist)
• TAKAMINE Tadasu (Artist)
• YAMAMOTO Keisuke (Artist)
• YANOBE Kenji (Artist
• KUBOTA Kenji (Curator)
• NOSE Yoko (Curator)
ชาวไทย
• อรรฆ ฟองสมุทร (ภัณฑารักษ์)
• ทวีศักดิ์ ศรีทองดี (ศิลปิน)
• วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ (ศิลปิน)
• ทรงกลด บางยี่ขัน (บรรณาธิการนิตยสาร a day, นักเขียน)
ผู้ดำเนินรายการ
ดร. เตยงาม คุปตะบุตร (ศิลปิน และอาจารย์ประจำคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และ ภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)
http://bacc.or.th/talk/detail/guid/c13dd554c6cbbd9dc36a82f4aa15701c
Filed under: - ตระเวนแกลอรี, | ศิลปะ | ป้ายกำกับ: abuntdant australia, architecture, art, นิทรรศการ, สถาปัตยกรรม, หอศิลป, ออสเตรเลีย, exhibition, model, | ศิลปะ
สถานทูตออสเตรเลีย จัดนิทรรศการโมเดลสถาปัตยกรรม – Abundant Australia นำเสนอไอเดียเฉียบจำนวน 160 ชิ้น ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยสถาปนิกและนักออกแบบชาวออสเตรเลียที่มีชื่อเสียง เช่น Alex Popov Architects, Ashton Raggott McDougall, Denton Corker Marshall, Fairweather Proberts Architects, Iredale Pederson Hook, Kennedy Nolan, Kerstin Thompson Architects and Wood Marsh Architecture
นิทรรศการดังกล่าวร่วมแสดงในเทศกาลออกแบบบางกอก 2009 โดยเปิดแสดงระหว่างวันที่ 25 กันยายนถึง 17 ตุลาคมนี้ ที่ห้องสตูดิโด ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ผลงานโมเดลที่ได้รับการคัดเลือกมาจัดแสดงในนิทรรศการนี้ มีหลากหลายสไตล์ ทั้งบ้านและอาคารต่างๆ ซึ่งเป็นผลงานที่ได้ไปร่วมแสดงครั้งแรกที่ออสเตรเลีย พาวิลเลียน ในนิทรรศการสถาปัตยกรรมนานาชาติ Venice Architecure Biennale ครั้งที่ 11 ประจำปี พ.ศ. 2551 ที่นครเวนิส ประเทศอิตาลี
ผลงานแต่ละชิ้นแสดงให้เห็นถึงแนวทางการทำงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสถาปนิกแต่ละคน และยังสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสภาพภูมิประเทศของออสเตรเลีย ที่ประกอบด้วยเมืองใหญ่ ชุมชนท้องถิ่น พื้นที่ทะเลทราย และยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสถาปนิกแต่ละคนที่จะสร้างสรรค์ผลงานสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืนและมีคุณค่า
สถาบันเอเชียลิงค์แห่งมหาวิทยาลัยเบิร์น ร่วมกับสถาบันสถาปนิกออสเตรเลีย เป็นผู้ดูแลการนำนิทรรศการนี้มาจัดแสดงในประเทศไทย ขอเชิญชวนผู้สนใจด้านการออกแบบเข้าร่วมชมผลงานที่เปี่ยมไปด้วยพลัง จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และความหลากหลายของสถาปัตยกรรมออสเตรเลีย ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
Creative Directors: Neil Durbach, Vince Frost, Wendy Lewin, Kerstin Thompson, Gary Warner.
บรรยายพิเศษ
นิทรรศการโมเดลสถาปัตยกรรมออสเตรเลีย และภาพรวมของสถาปัตยกรรมออสเตรเลียในปัจจุบัน โดยเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2552 เวลา 13.30 – 17.00 น.
ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
เดวิด พาร์เกน ผู้บริหารระดับสูงจากสถาบันสถาปนิกออสเตรเลีย (Ausstralia Institute of Architects) นำเสนอผลงานต่างๆ ที่จัดแสดงในนิทรรศการ ตั้งแต่เบื้องหลังผลงานจนถึงการพัฒนาแนวคิดหลักของผลงาน นอกจากนั้นจะกล่าวถึงประเด็นต่างๆ ในแวดวงสถาปนิกออสเตรเลียในปัจจุบันอย่างกว้างๆ
โทน วีลเลอร์ สถาปนิกระดับแนวหน้าของออสเตรเลีย เจ้าของสตูดิโอ environa studio จะบรรยายถึงผลงานการออกแบบของเขาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยจะมีการยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมอย่างเจาะจง นอกจากนั้น โทนจะพูดถึงกระบวนการทำงานของเขาที่ได้นำประเด็นต่างๆ มาพิจารณาให้เกิดความสมดุล ซึ่งรวมถึงการคำนึงถึงพื้นที่ใช้งานและการออกแบบให้น่าอยู่อาศัย ผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและความจำเป็นสำหรับความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบนวัตกรรมใหม่ๆ
หมายเหตุ – การบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ โดยมีการแปลเป็นภาษาไทย และขอความกรุณาสำรองที่นั่งล่วงหน้า เพราะที่นั่งมีจำนวนจำกัด ที่อีเมล charintip.pimphan@dfat.gov.au หรือโทร. 023446464
ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ สถานทูตออสเตรเลีย โทร. 02 3446462
http://www.bacc.or.th/exhibition/detail/guid/481f8c3a0e7146723c080264da1db9ec
Filed under: - เปิดไฟในโรงฯ, | ภาพยนตร์ | ป้ายกำกับ: 5 แพร่ง, วรวิช ทรัพย์ทวีแสง, Phobia 2

โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง
ไม่มีกฎกติกาอะไรกำหนดเอาไว้ว่า ‘หนังผี’ ต้องทำให้ผู้ชมขนลุกขนพองสยองเกล้า แต่อย่างน้อยผู้ชมที่ตั้งใจมาชมหนังที่ตนเองเรียกได้เต็มปากว่า ‘หนังผี’ ก็ย่อมมีความคาดหวังอยู่ลึกๆที่จะได้รับความหลอนติดตากลับไปบ้าง
‘5 แพร่ง’ (Phobia 2) ก็เข้าข่ายหนังผีดังกล่าวเช่นกัน แต่ที่ต่างออกไปคือตัวหนังให้อารมณ์หลากหลายจึงสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชมได้หลากหลาย อาจเป็นเพราะความได้เปรียบตรงที่แบ่งเป็นเรื่องสั้นย่อยๆถึง 5 เรื่องด้วยกัน มันก็ต้องมีสักเรื่องที่ผู้ชมจะชื่นชอบไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ซึ่งเหตุผลของความชอบที่น่าจะมีน้อยที่สุด นั่นก็คือ ‘ชอบเพราะความน่ากลัวของ 5 แพร่ง’ ดูท่าแล้วชื่อภาษาอังกฤษของหนังเรื่องนี้ที่แปลว่า ‘ความหวาดกลัว’ จะไปด้วยกันไม่ได้กับอารมณ์หนังที่ออกมาเลย
ผิดกับ ‘4 แพร่ง’ ที่ขายความน่ากลัวสมชื่อ ในส่วนที่เป็นอารมณ์สนุกสนานขบขันอื่นๆซึ่งใส่มา ก็เป็นส่วนเสริมให้ผู้ชมได้ผ่อนคลายความกลัวลงบ้าง มันจึงกลายเป็นความลงตัวจนทำให้หนังประสบความสำเร็จอย่างไม่มีใครคาดคิด
หลาวชะโอน
งานของปวีณ ภูริจิตปัญญา เจ้าของ ‘ยันต์สั่งตาย’ ใน ‘4 แพร่ง’ พาผู้ชมไปนั่งอยู่บนรถที่ประสบอุบัติเหตุในจังหวะภาพสโลโมชั่นถือเป็นการเปิดเรื่องด้วยภาพที่ดึงความสนใจผู้ชมได้ดี สิ่งที่หนังเรื่องนี้จะบอกกับผู้ชมนั้นก็บอกอย่างตรงไปตรงมา และย้ำซ้ำอยู่หลายครั้งหลายคราจากบทสนทนาของพระสงฆ์กับเณร โดยเนื้อเรื่องเป็นความจริงของชีวิตและสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้ ตัวเรื่องเอื้อให้ตัวละครมีมิติ สามารถสร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ชมเข้าถึงและคล้อยตามได้ ผู้ชมอิ่มอารมณ์กับเรื่องนี้ได้พอสมควรกับการเป็นหนังในลำดับที่หนึ่ง
ในด้านการสร้าง หนังขาดความต่อเนื่องของภาพโดยเฉพาะตอนที่เณรเดินกลับกุฏิ ทำให้อารมณ์สะดุดแต่ก็ไม่ร้ายแรงจนถึงขั้นเสียอรรถรส หากตัดฉากสุดท้าย(ฉากกลายร่างตอนที่กล้องแทนสายตาเณร)ที่เป็นส่วนเกินของหนังออกแล้วนำเวลาตรงนั้นมาใช้ในส่วนที่ขาดหายไป จะทำให้อารมณ์ของหนังไหลลื่นยิ่งขึ้น เพราะการแสดงของนักแสดงแต่ละคนในเรื่องนี้ผ่านทุกคน
ห้องเตียงรวม
เดิมทีผู้กำกับฯ ยงยุทธ ทองกองทุน ถูกวางตัวไว้ให้เป็นหนึ่งในผู้กำกับฯของ ‘5 แพร่ง’ แต่เพราะประสบอุบัติเหตุ วิสูตร พูลวรลักษณ์ ในฐานะหนึ่งในผู้บริหารจีทีเอชจึงลองทำหน้าที่ผู้กำกับฯเองสักครั้งในชีวิต
ต้องยกความดีความชอบให้กับ ‘หลาวชะโอน’ ที่ทำให้ผู้ชมตั้งตารอเรื่องต่อไปด้วยใจจดจ่อ และหวังว่าเรื่องแรกคงเป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้น แล้ว ‘ห้องเตียงรวม’ ก็เปิดเรื่องได้เจ็บแสบ เสียดสีแว๊นบอยและสก๊อยเกิร์ลด้วยเสียงประกอบกับล้อที่วิ่งแข่งกันทำให้นึกไปถึงภาพชินตาที่อยู่บนถนนแถวบ้านผู้ชมในประเทศนี้ได้ง่ายๆ และขณะเดียวกันก็เป็นการปูเรื่องของตัวละครโดยไม่ต้องเล่าอะไรเพิ่มเติมให้ยุ่งยากอีกเลยถือเป็นความฉลาดอย่างหนึ่งในฉากนี้
หนังเรื่องนี้อาศัยประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ชมมากเกินไป ในการสร้างความน่ากลัวให้กับตัวผู้ชมเอง เพราะถ้าผู้ชมไม่มีประสบการณ์ร่วมในโรงพยาบาลอย่างตัวละครเด็กแว๊นคนนี้แล้ว เรื่องนี้ก็ไม่อาจสร้างความขนลุกขนพองให้กับผู้ชมได้เลย นอกจากทำให้สะดุ้งสะเทือนด้วยเทคนิคการตัดภาพและเสียงประกอบที่ดังกว่าปกติเพื่อให้ผู้ชมตกใจ ที่รู้จักกันในนาม ‘ผีตุ้งแช่’ สุดท้ายแล้วหนังก็ละเลยการเล่าถึงครอบครัวของเด็กแว๊นที่จะมารับ ปล่อยให้จบแบบห้วนๆตามที่ใจต้องการซึ่งทำให้หลุดไปจากเรื่องที่เล่าตอนต้น
ส่วนในเรื่องการสร้างดูจะเป็นเรื่องที่ทำได้แนบเนียนที่สุด ภาพไม่สะดุดมีความต่อเนื่องถือได้ว่าวิสูตร เป็นผู้กำกับฯหน้าใหม่ฝีมือไม่ได้ขี้เหร่
Backpacker
งานของทรงยศ สุขมากอนันต์ เจ้าของ ‘เด็กหอ’ ที่คันไม้คันมืออยากทดลองทำผีไทยให้แตกต่างออกไปจากเดิม แต่ไม่ได้แตกต่างออกไปจากผีที่นักดูหนังเคยรู้จัก คาดว่าทรงยศน่าได้รับอิทธิพลผีความเร็วสูงมาจากหนังเรื่อง ‘28 Days Later’ ของผู้กำกับฯ แดนนี่ บอยด์ การที่หนังเรื่องนี้มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษเพียงเรื่องเดียวก็อาจจะเป็นการบอกใบ้ถึงความแตกต่างของแนวคิดเรื่องผีก็เป็นได้
การทดลองสุดท้ายแล้วผลที่ได้อาจจะได้ค้นพบสิ่งใหม่ที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิมหรืออาจจะล้มเหลวไม่เป็นท่าเลยก็ได้ นี่เป็นข้อดีของหนังที่แบ่งซอยเป็นหนัง 5 เรื่องอย่าง ‘5 แพร่ง’ เพราะหากผลออกมาเป็นลบก็ไม่ทำให้นายทุนเจ็บตัวมาก
ปัญหาของเรื่องนี้คือความเชื่อของผู้ชม ผู้ชมคนไทยยังเชื่อในผีที่เป็นวิญญาณหลอกหลอนมากกว่า แม้ว่าที่ไปที่มาของวิญญาณเหล่านั้นจะขาดเหตุผลที่มาที่ไปอย่างไร ผู้ชมคนไทยก็ยังเชื่อ อย่างน้อยที่สุดก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เมื่อทรงยศต้องการสร้างผีที่แตกต่างออกไปจากความเชื่อของคนไทย แต่กลับไม่ให้เหตุผลรับรองที่มาที่ไปของมันเลย ทั้งยังมีความบกพร่องในเรื่องของความสั้นยาวของระยะเวลาภายในเรื่องที่ไม่สมจริง เพียงเพื่อจะดึงเวลาให้รองรับกับฉากจบในเวลาเช้าซึ่งตั้งใจให้ผู้ชมตีความ ผลที่ได้จึงล้มเหลวไม่เป็นท่า
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ชมคนไทยจะไม่เปิดรับผีรูปแบบใหม่ที่ต่างไปจากเดิม เพียงแต่ผีวิญญาณได้ซึมลึกอยู่ในวัฒนธรรมของเรามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ผีแนวใหม่ที่จะเข้ามาจึงต้องอาศัยความสามารถของผู้สร้างหนังอย่างมาก ต้องรัดกุมและสมเหตุสมผลกว่าผีเดิมๆเป็นเท่าตัว จึงจะเข้ามาสิงในใจผู้ชมคนไทยได้
รถมือสอง
งานของภาคภูมิ วงศ์ภูมิเจ้าของ ‘Last Flight’ ใน ‘4 แพร่ง’ สร้างความผิดหวังให้กับผู้ชมที่ขนลุกกับ ‘Last Flight’ เป็นอย่างมาก สิ่งที่หนังเรื่องนี้ขายมันเกือบจะเป็นการพาผู้ชมเดินเข้าไปในบ้านผีสิงของสวนสนุก เป็นผีที่ปราศจากน้ำหนักของเรื่องราว จุดมุ่งหมายของเรื่องอ่อนปวกเปียก จุดจบของเรื่องก็เหมือนกับการเดินออกจากประตูบ้านผีสิงโดยไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับผีในบ้านผีสิงเลย แล้วเทคนิคผีตุ้งแช่ก็ถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อ จนกลายเป็นความน่าเบื่อหน่าย
คนกอง
งานของบรรจง ปิสัญธนะกูล เจ้าของ ‘คนกลาง’ ใน ‘4 แพร่ง’ กลับมาเรียกเสียงฮาเหมือนเดิม แม้จะตั้งใจฮากว่าเดิมแต่ก็ไม่ทำให้ฮาเพิ่มขึ้น
‘คนกอง’ เปิดเรื่องด้วยฉากการแสดงของมาช่าที่ต้องเทคใหม่ ในฉากนี้หนังบอกเป็นนัยๆอยู่แล้วว่าจะหนังเล่าด้วยน้ำเสียงเช่นไร หนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องโดยตัดความสมจริงออกไปตั้งแต่ต้นเรื่อง เปรียบได้กับดูโชว์ ‘แก๊งสามช่า’ (หม่ำ-เท่ง-โหน่ง) หากผู้ชมจะเรียกร้องความสมจริงในฉากต่อๆไปก็ถือว่าผู้ชมไปผิดทางจากความตั้งใจของผู้สร้าง ทั้งเรื่องจึงมีแต่ความบันเทิงให้กับผู้ชม หนังทำได้สำเร็จและไม่ขาดตกบกพร่อง
แต่หากผู้ชมไม่ดูด้วยสายตาเดียวกับที่ดูโชว์จากแก๊งสามช่าแล้ว หนังเรื่องนี้ก็จะกลายเป็นหนังที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เนื่องจากตั้งใจเล่นกับคนดูมากจนขาดความเป็นเหตุเป็นผลของหนังเอง คนทำหนังเรื่องนี่น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับ ‘คนกลาง’ ที่ทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก หากเรียกว่าเป็น ‘คนทำหนัง’ แล้วทำออกมาได้เพียงแค่อารมณ์ตลกโปกฮาแบบไร้ที่ไปที่มาอย่างนี้ก็น่าผิดหวัง ซึ่งความฮาอาจจะเทียบเท่าหรือด้อยกว่าแก๊งสามช่าด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับเงินลงทุนไปมากกว่าหลายเท่าตัว จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สร้างงานชิ้นนี้จะต้องกลับไปพิสูจน์ตัวเองในฐานะ ‘คนทำหนัง’ เสียใหม่
อันที่จริงสังคมในยุคโพสต์โมเดิร์น หรือ ในยุคที่อะไรๆไม่ได้ยึดหลักการที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว เช่นเดียวกับที่ไม่มีกฎกติกามากำหนดว่า ‘หนัง’ หรือ ‘ภาพยนตร์’ จะต้องทำให้ผู้ชมเห็นถึงความสมจริงสมจัง และจะต้องมีความต่อเนื่องของภาพที่ไหลลื่นเหมือนอย่างในอดีตอีกแล้ว
ในยุคที่ความคิดความเห็น อารมณ์ความรู้สึก และความพอใจที่จะจ่ายเงินของผู้ชมแต่ละคนสามารถตัดสินว่า ‘อะไรเป็นหนัง’ หรือ ‘อะไรไม่เป็นหนัง’ ได้เช่นเดียวกับหลักการทฤษฎีทางภาพยนตร์ซึ่งใช้ตัดสินความเป็นหนังหรือไม่เป็นหนัง สุดท้ายมันก็อยู่ที่จิตวิญญาณของผู้ที่เรียกตัวเองว่า ‘คนทำหนัง’ นั่นเองที่กำหนดได้ว่า หนังในอนาคตจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
Filed under: - ตระเวนแกลอรี, | ดนตรี, | ศิลปะ | ป้ายกำกับ: บางกอก โอเปร่า, หอศิลปวัฒนธรรม, | ดนตรี
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และมูลนิธิบางกอก โอเปร่า ขอเชิญร่วมฟังการบรรเลงดนตรี จากบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซี่งเป็นส่วนหนึ่งในงานกิจกรรม ของนิทรรศการศิลปะเฉลิมพระเกียรติ “ภาพของพ่อ…บารมีแห่งแผ่นดิน” การบรรเลงดนตรี
ด้วยความร่วมมือจากมูลนิธิบางกอก โอเปร่า นี้ จัดขึ้นวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ เริ่มอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคมนี้ จนถึงอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายนเวลา 16:00 น. ณ ห้องนิทรรศการชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน
-งานนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น-
MUSIC IN THE GALLERY
As part of Portrait of the King: the Art of Iconography Exhibition, Bangkok Art and Culture Centre and Bangkok Opera proudly present musical compositions of H.M.K Bhumibol Adulyadej. The musical ensemble organized by Bangkok Opera will be held on the 9th floor gallery every other Weekend until the 8th of November. The program will start this August 30th at 4:00 pm.
-Free Admission-
——————————————————————————————————–
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้ง อยู่บริเวณสี่แยกปทุมวัน หัวมุม ถ.พระราม 1 และ ถ.พญาไท ตรงข้ามห้างมาบุญครอง และ สยามดิสคัฟเวอรี่ มีทางเดินเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า BTS สนามกีฬาแห่งชาติ
เวลาเปิดบริการ – อังคาร-อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์)
ติดต่อ – เลขที่ 939 ถ.พระราม 1 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน 10330
โทร.02 2146630-8 โทรสาร 02 2146639 เว็บไซต์ www.bacc.or.th
Filed under: - ตระเวนแกลอรี, | ศิลปะ | ป้ายกำกับ: - ตระเวนแกลอรี, งานแสดงภาพ, ช่างภาพ, ภาพถ่าย, เอท ทองหล่อ, แกลอรี่, off limits, photo, photographer, xavier comas, | ศิลปะ
เรื่องและภาพโดย ภัชภิชา ฤกษ์สิรินุกูล
เย็นวันหนึ่งหลังเลิกงาน ฉันไปร่วมงานแสดงภาพถ่าย ‘Off Limits – Trespassing in the Shan State’ ของ Xavier Comas ช่างภาพชาวสเปนที่จัดขึ้นย่านทองหล่อ แขกมากมายที่มาร่วมงานมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ฉันเดินดูภาพรอบๆ ก่อนจะเข้าไปพูดคุยกับซาเวียร์เสียอีก
ภาพชุดนี้ที่เขานำมาจัดแสดง ไม่มีชื่อภาพ หลังจากดูภาพเหล่านี้แล้ว รู้สึกว่าแววตา สีหน้า อากัปกิริยาของบุคคลในภาพ เต็มไปด้วยความฉงน สงสัย ใคร่รู้ กับท่าทีที่ดูเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความหม่นเศร้า และดำรงชีวิตในสถานะที่เป็นอยู่…อย่างเรียบง่าย พวกเขา คือชนกลุ่มน้อยชาว Samtao, Akha และ Eng
ซาเวียร์เล่าให้ฉันฟังว่า เมื่อเดือนเมษายน 2546 เขาแอบเข้าไปในเขตหวงห้ามของพม่าที่เรียกว่า Shan State หรือสามเหลี่ยมทองคำ และใช้ชีวิตแบบเดียวกับคนที่นั่น ใช้ภาษากายในการสื่อสาร เพราะต่างคนต่างไม่รู้ภาษา ทุกคนในชนเผ่าไม่มีใครได้เรียนหนังสือ แต่แสดงท่าทีที่เป็นมิตร และต้อนรับคนแปลกหน้าอย่างเขาเป็นอย่างดี
วิถีชีวิตของคนในพื้นที่เป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ตื่นเช้าก็แบ่งหน้าที่กันออกไปปลูกพืชผัก หุงหาอาหาร บ้างทำของจักสานใช้กันเอง ซาเวียร์อยู่กับชาวบ้านที่นั่นได้โดยไม่ลำบาก เพราะเขาเป็นทั้งนักเดินทางและช่างภาพ ที่ชอบเดินทางไปทั่วสารทิศ ไม่ว่าดินแดนแห่งนั้นจะอยู่ไกลหรือต้องอยู่อย่างยากลำำบากแค่ไหน ประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิก เขาก็ไปเยี่ยมเยือน ทั้งพม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย ทำให้เห็นความแตกต่างในการดำรงชีวิต ซึ่งซาเวียร์มองว่าเป็นเสน่ห์ของแต่ละประเทศที่สำคัญมาก และควรคงวิถีชีวิตแบบนั้นไว้
ตอนที่เขายกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปใน Shan State ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ต่างมองกล้องถ่ายรูปของเขาด้วยความสงสัย แต่ซาเวียร์ก็ไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก เพราะต้องการเก็บภาพที่เป็นธรรมชาติที่สุด สื่ออารมณ์ของผู้คนออกมาให้ได้มากที่สุด โดยภาพที่ชอบถ่ายจะเป็นภาพของคนกับพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่ ซึ่งคนใน Shan State ที่เขาพบ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก และจาก 18 ภาพที่จัดแสดง ภาพเด็กหญิงมองกล้องตาไม่กะพริบ ประทับใจเขาที่สุด

“คุณลองมองดูในรูปแบบใกล้ๆ สิ นัยน์ตาของเด็กคนนี้จ้องผมเขม็ง เห็นแววตามั้ย มีเงาของผมที่ถือกล้องอยู่ในนั้นด้วย” ซาเวียร์ยิ้มแย้มกับภาพตรงหน้า และชักชวนให้ฉันดู
เขาบอกว่าเป็นคนรักอิสระ ชอบเดินทางคนเดียว การได้อยู่นั่นสองอาทิตย์แล้วถูกจับทำให้รู้สึกตกใจมากพอควร แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ลงโทษ เพียงแต่สอบสวนและสั่งให้ออกจากพื้นที่ ภายหลังได้นำภาพเด็กหญิงไปขึ้นปกหนังสือเกี่ยวกับภาพถ่าย เมื่อตีพิมพ์แล้วก็เดินทางกลับมายัง Shan State อีกครั้ง เพื่อมอบหนังสือให้เด็กน้อยในภาพ แต่เวลาผ่านไปหลายปี ซาเวียร์ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเด็กหญิงที่เขามอบให้ใช่คนในภาพหรือเปล่า เพราะเธอดูโตขึ้นมาก
การผจญภัยในดินแดนที่ห่างไกลบ้านเกิดทำให้ซาเวียร์ นักเดินทางวัย 38 ปี ได้พบกับสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ตื่นเต้น ตื่นตัวอยู่เสมอ และได้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะออกเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ พบกับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ๆ การพูดได้หลายภาษาทั้งสเปน แคตาโลเนีย อังกฤษ ฝรั่งเศส และไทย เื้อื้อประโยชน์กับเขาก็จริง แต่สถานที่ที่ไม่สามารถสื่อสารกันด้วยภาษาพูด จะต้องใช้ความจริงใจแลกกับประสบการณ์ชีวิต
ซาเวียร์สำเร็จการศึกษาด้านกราฟฟิค ดีไซน์ Digital Image and Prepress CIEJ เมื่อปี พ.ศ. 2535 และด้านศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบาเซโลน่า เมื่อปี พ.ศ. 2538 หลังจากนั้นก็ได้ทำงานออกแบบกราฟิก เป็นช่างภาพ ได้ดำน้ำกู้ภัย งานอดิเรกที่เคยทำ ได้แก่ เรียนศิลปะการต่อสู้พื้นเมืองของชาวเกาหลี การไต่หน้าผา การพายเรือคายัค พายเรือแคนู เดินป่า เป็นต้น
ผลงานด้านการถ่ายภาพของซาเวียร์ โคมาส
2551
แสดงภาพถ่ายเดี่ยว PASAJERO ณ NoSpace Gallery กรุงเทพฯ
ภาพถ่ายปกสำหรับ Buddha book โดย Deepak Chopra
ภาพถ่ายและบทความลงใน Asian Photography magazine
2552
แสดงภาพถ่ายเดี่ยว PASAJERO ณ Red Elation Gallery ฮ่องกง
แสดงภาพถ่ายเดี่ยว JIUTAMAI project ณ EAT ME restaurant / gallery กรุงเทพฯ
แสดงภาพถ่ายเดี่ยว JIUTAMAI diptic series ณ PATRAVADI gallery
Collective exhibition TransportAsian ณ Singapore Art Museum
บทความเกี่ยวกับการถ่ายภาพ ลงใน Photo Magazine ฮ่องกง
บทความเกี่ยวกับการถ่ายภาพ Photography Essay ใน Quotation Magazine เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
…………………………………………………..
Off Limits – Trespassing in the Shan State โดย Xavier Comas, เป็นคอลเล็กชันผลงาน 18 ภาพซึ่งได้รวบรวมความเป็นอยู่ของชนเผ่าต่างๆในพื้นที่นั้นทั้ง Samtao Akha และ Eng ทั้งหมดล้วนเป็นความประทับใจที่เกิดขึ้นระหว่างการพลัดหลงอยู่ในเขตหวงห้าม พิเศษของพม่า (เขตปกครองที่ 2 และ 4) จากการเดินทางเพียงลำพังเป็นเวลาสองอาทิตย์ในดินแดนที่ประกาศห้ามชาวต่าง ชาติเข้าไปเป็นอันขาด
งานแสดงภาพถ่ายครั้งนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวของ เมืองที่อาจไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน และกับการพบกับชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆที่มีน้ำใจ ให้การต้อนรับคนแปลกหน้าเป็นอย่างดี การเดินทางยังคงดำเนินต่อไป ก่อนที่ในที่สุดก็ถูกควบคุมตัว โดยทหารพม่าที่ Mong Yang เขตแดนพิเศษ 2
การ สอบสวนอย่างเข้มข้นดำเนินไปเป็นเวลาสองวันเต็ม จนในที่สุดก็ได้รับการ “เชิญ” ให้ออกจากพื้นที่หลังจากได้รับการบอกกล่าวว่า Xavier เป็นชาวต่างชาติคนแรกในรอบ 30 ปีที่ได้เข้าไปในเขตหวงห้ามแห่งนี้
งาน แสดงภาพ Off Limits – Trespassing in the Shan State เปิดให้บุคคลทั่วไปทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 22.00 น. ตั้งแต่วันพุธที่ 29 กรกฎาคม ถึง วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2552 บริเวณชั้นหนึ่งของเอท ทองหล่อ – ปากทางทองหล่อซอย 8 (มีที่จอดรถรองรับ)
สำหรับท่านที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดติดต่อที่
เดชาวุธ วุฒิศิลป์ / สุภารัตน์ โพธิวิจิตร
บริษัท โทเทิล ควอลิตี้ พีอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด
โทร 02-260-5820 ต่อ 120/ 113 อีเมล์ day@tqpr.com aey@tqpr.com





