หมดปัญญาออนไลน์ – modepanya online


ใช้น้ำหมึกแทนน้ำตา
31 กรกฎาคม 2010, 10:46 pm
Filed under: - ข่าวภาพยนตร์

พรุ่งนี้ก็วันเสาร์อีกแล้วสินะ ความทรงจำเมื่อเสาร์ที่แล้วยังมิทันเลือนหาย เพราะมีการตอกย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากสื่อต่าง ๆ วันนี้วันศุกร์ น่าจะเป็นวันสุขของเรา แต่ฉันขอระบายความอัดอั้นตันใจผ่านตัวอักษร เพราะรู้สึกจุกใจ ไม่สุขใจ เก็บไว้ไม่ไหวแล้ว เป็นพลังเงียบมานานจนเงียบต่อไปไม่ได้แล้ว ร้องไห้ไม่ออก ได้แต่ร้องไห้ในใจตลอดมา

ฉันเคยได้ยินคนตาดีหลายคนพูดว่า “ตาบอดก็ดีนะ จะได้ไม่ต้องเห็นสิ่งเลวร้าย” ไม่จริงหรอก! แม้ตาสองข้างที่บอดสนิทเป็นประตูสองบานที่ปิดตาย แต่ยังมีประตูอื่น ๆ เป็นช่องทางรับรู้สิ่งต่าง ๆ ทั้งดีและร้าย มันยังคงทำหน้าที่นี้อย่างซื่อสัตย์เสมอ ได้แก่ หู จมูก ลิ้น กาย (มือสัมผัส) และประตูกลาง คือสมองและจิตใจ ประตูที่ทำงานหนักที่สุด คือ หู

เสียงปืนที่ฉันได้ยินผ่านเครื่องรับโทรทัศน์เมื่อบ่ายวันเสาร์และค่ำวันนั้น ทำให้เสียงเหตุการณ์ในอดีตผุดขึ้นมาดังก้องอยู่ในหัว เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ! ปีนั้นฉันจำได้ว่า หลังจากเรื่องยุติลง สถานีโทรทัศน์ได้นำภาพและเสียงมาประมวลทบทวนกัน ฉันยังจำเสียงแกนนำผู้ชุมนุมในยุคนั้นร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีพร้อมกับเสียงปืนที่ดังไม่ขาดนัด เสียงปืนในปีนั้นและปีนี้ ไม่ว่าจะใช้กระสุนยาง กระสุนกระดาษ หรือกระสุนจริงก็ตาม มันยังคงเป็นกระสุนฝังใจฉันเรื่อยมา

ได้ยินครั้งใดก็ปวดใจทุกครา ฉันพยายามจะไม่ยึดติดว่า ใจดวงนั้นเป็นของฉัน ดูจิตแล้วพยายามบอกตัวเองว่า จิตดวงนั้นไม่ใช่ของฉัน เป็นเพียงขณะหนึ่งของจิตที่กระทบกับความรับรู้และความรู้สึกเท่านั้น แต่ก็มิอาจถอนอัตตาความเป็นคนไทยออกไปได้ คนไทยคนหนึ่งที่รู้สึกว่าจิตใจปวดร้าวเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่ฉันอยู่ไกลสถานที่เกิดเหตุยังรู้สึกขนาดนี้ แล้วคนที่อยู่ใกล้กว่าจะรู้สึกขนาดไหน แต่จะไกลหรือใกล้ก็อยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน

ถ้าไม่มีแผ่นดินไทย ฉันคงไม่มีวันนี้ ทวด ปู่ ย่า ตา ยาย ย้ายถิ่นฐานจากแผ่นดินใหญ่มาพำนักพักพิงบนแผ่นดินผืนนี้ ท่านได้ประกอบสัมมาชีพ สร้างครอบครัว สืบต่อวงศ์วานว่านเครือมาจนถึงปัจจุบัน ร่างของทวด (แม่ของย่า) ปู่ ตา และยายผู้ล่วงลับก็ฝังใต้แผ่นดินผืนนี้ ฉันได้เกิดและอาศัยบนแผ่นดินผืนนี้เช่นกัน ฉันจึงนิยามตนว่าเป็นคนไทยเชื้อสายจีนคนหนึ่งที่สำนึกคุณแผ่นดินไทย มีความรู้สึกไม่ต่างไปจากคนไทยคนอื่น ๆ ที่เห็นคนไทยฆ่ากันเอง

บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณได้ใช้เลือด เนื้อ ชีวิต และความลำบากยากเข็ญเข้าแลกกับเอกราชของชาติไทย พวกเราจึงเป็นไทยอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ ฉันขอร้อง ขอวิงวอนลูกหลานไทย โปรดอย่าใช้เสียงปืนทำลายสิ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ หากเสียงปืนเป็นสัญญาณแห่งชัยชนะ มันคือชัยชนะที่แท้จริงหรือ? ใครชนะ ชนะแล้วได้อะไร เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างไร? หากเป็นชัยชนะบนความอปยศอดสู มันจะเป็นชัยชนะที่ควรได้หรือไม่? ลองคิดดูให้ดี

ระบายความครบถ้วนกระบวนจิต
จงพินิจคิดตามสักครู่หนึ่ง
ความระกำทุกคำที่คำนึง
ฉันจึงใช้น้ำหมึกแทนน้ำตา

ทัชชา ปิยวัฒนเมธา
16 เมษายน 2553



๑๐๐ ปีชาตกาล เฟื้อ หริพิทักษ์
19 มิถุนายน 2010, 1:01 am
Filed under: - ตระเวนแกลอรี, | ศิลปะ

นิทรรศการ “๑๐๐ ปีชาตกาล เฟื้อ หริพิทักษ์”

ผู้จัด : มูลนิธิ เสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ร่วมกับคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์  มหาวิทยาลัยศิลปากร

นิทรรศการ  ชีวิต และงานของ “เฟื้อ หริพิทักษ์” เป็นนิทรรศการเนื่องในวาระที่ อ.เฟื้อ หริพิทักษ์ มีอายุครบ ๑๐๐ ปี ชาตกาล ในวันที่ ๒๒ เมษายน  ๒๕๕๓ ที่ผ่านมานี้ โดยมีหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชน  รวมถึงลูกศิษย์ลูกหาและเพื่อนฝูง นำโดย กลุ่มอาจารย์คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร มารวมตัวกันจัดนิทรรศการนี้ขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อรำลึกถึงคุณูปการอันใหญ่หลวงที่ อ.เฟื้อ  หริพิทักษ์  ได้สร้างสรรค์ไว้ให้กับวงการศิลปกรรมไทยและร่วมสมัย และเพื่อเป็นการสนองคุณอาจารย์และเผยแผ่ความรู้ความเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่คน หนึ่งของประเทศ

กิจกรรมระหว่างนิทรรศการ

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2553
ณ ห้องอเนกประสงค์ชั้น 1
บรรยาย เรื่อง งานอนุรักษ์จิตรกรรมไทยของ เฟื้อ หริพิทักษ์ โดย สุรศักดิ์ เจริญวงศ์ อาจารย์ภาควิชาศิลปะไทย คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2553
ณ ห้องออดิทอเรียมชั้น 5
เพลงขอทาน/ ปาฐกภาพิเศษ
14.00-15.00 น. ครูประทีป หนองปลาหมอ ขยับกรับขับเสภา
15.00-17.00 น. สุลักษณ์ ศิวรักษ์ แสดงปาฐกถาพิเศษ “เฟื้อ หริพิทักษ์ ในมิติทางการเมือง”

กิจกรรมพิเศษทุกวันเสาร์
10.00 น. – 17.00 น. นักศึกษาจากเพาะช่าง แสดงผลงานศิลปและการอนุรักษ์ศิลปกรรมไทย งานวาดเส้น รูปเหมือนและ งานอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนัง ฯลฯ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่
นิมมิดา วรนิธิศ (แหม่ม) 081-860-4217
ศาตนันท์ สว่างเนตร (โอ๋) 081-924-2170



โอ้ว่าปากหนอปาก

เรามาสังเกตและสำรวจตนเองกันว่าเราเคยเป็นหรือเคยรู้สึกเช่นนี้กันบ้างหรือไม่ ทำไมเราจึงพูดตำหนิติเตียน ต่อว่าต่อขาน ด่าผู้อื่นได้อย่างง่ายดาย ขณะเดียวกันเราก็ไม่ชอบใจที่ผู้อื่นพูดเช่นนั้นกับเรา

เมื่อเรายังเป็นนักเรียน คุณครูให้เราเล่นเกมพรายกระซิบ ทำไมข้อความโจทย์จากคนแรกเมื่อไปถึงคนสุดท้ายที่จะต้องออกมาพูดให้ทุกคนฟังนั้นมันช่างแตกต่างกันทั้งคำและใจความจนอาจกลายเป็นคนละเรื่องกัน

ทำไมเราจึงไม่กล้าปฏิเสธบางเรื่องเสียบ้าง ตอบรับในทำนอง “ได้ค่ะพี่ ดีค่ะท่าน” ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าคำพูดนี้ไม่ได้แสดงความจริงใจ มันไม่จริง แต่เราพูดเพื่อเอาใจเขา ทำให้เขาสบายใจ และคาดหวังสูงในตัวเราว่าเขาไว้ใจเราได้ หากปฏิเสธไปก็กลัวจะถูกตำหนิ กลัวตัวเองจะเสียหน้า เรารู้สึกไปว่าความจริงเป็นสิ่งที่เจ็บปวด หารู้ไม่ว่าเรามาเสียใจภายหลังเมื่อเราทำไม่ได้อย่างที่เขาหวัง กลายเป็นคนไม่รักษาคำพูด นั่นเจ็บปวดยิ่งกว่า ตกอยู่ในภาวะที่ พล.อ. ชาติชายเคยกล่าวไว้ว่า “ก่อนพูดเราเป็นนายของคำพูด เมื่อพูดไปแล้วคำพูดเป็นนายเรา”

ทำไมเมื่อจะพูดอะไรดี ๆ เช่น การบอกรักคนใกล้ตัว เรากลับรู้สึกว่าไม่สำคัญ หรือถ้าจะพูดก็รู้สึกเคอะเขิน ไม่กล้าพูดออกไป กว่าจะรู้คุณค่าของคำบอกรักก็เกือบสายหรือสายไปเสียแล้ว แม้ว่าวันที่ 32 ธันวาคมไม่มีจริง แต่ผู้สร้างภาพยนตร์สร้างให้มันมีขึ้นมาเพื่อให้พระเอกกับนางเอกได้บอกรักกัน เป็นวิธีเตือนใจที่แนบเนียนเนาะ

ทำไมเมื่อครูบาอาจารย์หรือผู้บรรยายถามว่า “มีใครสงสัยอะไรมั้ย” “มีใครจะถามอะไรมั้ย” สมองเรากลับโหวงเหวง ดูเหมือนว่าฟังอะไรเข้าใจหมดแล้ว จึงไม่มีคำถามใด ๆ ออกมาเลย (จริง ๆ แล้วเราอาจไม่ได้ตั้งใจฟัง หรือฟังอะไรไม่รู้เรื่องเลย) แต่เมื่อเวลานาทีทองนั้นผ่านไปแล้วกลับมีคำถามผุดขึ้นมามากมาย แล้วก็มานึกเสียใจภายหลังว่า “รู้งี้ถามตั้งแต่ตอนนั้นดีกว่า”

บางทีเราอาจนึกอยากพูดอะไรบางอย่างเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองหรือส่วนรวม แต่ก็ไม่กล้าพูดตรง ๆ หรือไม่กล้าพูดเลย เพราะเกรงว่าผู้ฟังจะหาว่าเรื่องมาก มากเรื่อง หรือหากพูดอะไรไปอาจทำให้ไม่สามารถรักษาชีวิตของตนได้

บางเรื่องปากเบา บางเรื่องปากหนัก นี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของเรา เราก็บ่นไปเรื่อย ยุคนี้ลมปากสามารถพัดข้ามประเทศและข้ามทวีปถึงกันได้ง่ายเนาะ

ทัชชา ปิยวัฒนเมธา
27 เมษายน 2553



นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัย ฉงน สงสัย

กรุงเทพมหานคร – หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ขอเชิญร่วมสืบค้นความหมายใหม่ต่อสิ่งที่คุ้นเคยและตรวจสอบอารมณ์ความรู้สึกผ่านผลงานศิลปะของ 4 ศิลปินร่วมสมัย ทั้งประติมากรรม ศิลปะการจัดวาง ภาพยนตร์สั้น และวิดีโออาร์ต ในนิทรรศการ “ฉงน สงสัย” จัดแสดงแล้วตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 13 มิถุนายนศกนี้ โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา

นายฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ผลงานของศิลปินร่วมสมัย 4 ท่าน ได้แก่ ปิติวรรธน์ สมไทย พศุตม์ กรรณรัตนสูตร ศุภฤกษ์ คณิตวรานันท์ และนภดล วิรุฬห์ชาตะพันธ์ ได้แสดงประเด็นของความฉงนสงสัย ตั้งคำถามและสมมติฐาน ทั้งต่อสิ่งที่อยู่ภายในตนเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ศิลปินได้ร่วมสืบค้นความหมายใหม่ต่อสิ่งที่คุ้นเคยด้วยกระบวนการสร้างสรรค์ที่แตกต่างและถ่ายทอดสู่ผู้ชมผ่านผลงานประติมากรรม ศิลปะการจัดวาง ภาพยนตร์สั้น และวิดีโออาร์ต

“หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครหวังเป็นอย่างยิ่งว่า นิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัย “ฉงน สงสัย” จะกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดการพัฒนาตนเองจากความสงสัยที่เกิดขึ้นจากผลงานศิลปะ รวมทั้งเห็นถึงวิธีการใหม่ๆ ในการนำเสนอผลงานศิลปะ อันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ในด้านต่างๆ ต่อไป”

ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการครั้งนี้ กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการจัดนิทรรศการครั้งนี้ และหวังว่าจะเป็นแบบแผนในการสร้างการสนับสนุนศิลปิน เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้วงการศิลปะไทยมีกำลังขับเคลื่อนจากศิลปินในทุกรุ่นและทุกระดับ ศิลปินทั้ง 4 ท่านมีประวัติการทำงานทั้งในและนอกประเทศมากว่า 10 ปี ถือเป็นศิลปินรุ่นกลางที่มีจุดเชื่อมโยงในบริบททั้งเก่าและใหม่ ผลงานที่นำมาจัดแสดง แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของศิลปินทั้งในเชิงทักษะและแบบแผนทางความคิดที่มีการพัฒนาจากการศึกษาและประสบการณ์ที่ได้สั่งสมจากทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนี้ ในปัจจุบันศิลปินเกือบทุกท่านทำหน้าที่เป็นอาจารย์ให้ความรู้ทางศิลปะในสถาบันต่างๆ นิทรรศการนี้จึงถือเป็นการร่วมสร้างโอกาสและเวทีเพื่อการทำงานทางศิลปะอย่างต่อเนื่องของบุคลากรที่มีบทบาทและเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในวงการศิลปะ

ทั้งนี้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว นิทรรศการกระตุ้นให้ผู้เข้าชมร่วมรับรู้ผลงานด้วยวิธีการค้นหา ตรวจสอบอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทั้งจากตัวตนและจากสิ่งรอบด้านผ่านงานศิลปะ เพื่อเป็นต้นเหตุของการนำไปสู่ความคิดที่รอบด้าน การสร้างสรรค์ รวมถึงทัศนคติใหม่ๆ ที่อาจส่งผลทั้งต่อการดำเนินชีวิตส่วนบุคคล และการดำรงอยู่ในสังคม

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ขอเชิญผู้สนใจร่วมตรวจสอบความเป็นไป และตั้งคำถามกับสิ่งที่เผชิญอยู่ตรงหน้า ในนิทรรศการ “ฉงน สงสัย” ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 13 มิถุนายน 2553 ณ ห้องนิทรรศการชั้น 7 หอศิลปวัฒนธรรมแห่ง- กรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน เวลาทำการระหว่าง 10.00 น. – 21.00 น. วันอังคารถึงวันอาทิตย์ (หยุดทุกวันจันทร์)

สอบถามเพิ่มเติม คุณรัชนีภรณ์ เรืองดิษยรัตน์ โทร. 02-214 6630-8  # 519



จงเติมคำลงในช่องว่าง

“ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยจะรู้จักคำว่า…” (มีตัวหนังสือขึ้นที่หน้าจอโทรทัศน์แทนเสียงพูดว่า ‘สามัคคี’)

ข้อความนี้คงจะคุ้นหูคุ้นตาคุณผู้อ่านแน่ล่ะ เป็นข้อความจากภาพยนตร์โฆษณา ไม่ใช่สิ เรียกว่าสื่อรณรงค์น่าจะตรงกว่า คือรณรงค์ให้คนไทยสามัคคี ของโครงการคุณธรรมนำไทย กองทัพบก ผลงานเขาดีค่ะ แต่มีช่องว่างเกิดขึ้น ในฐานะคนตาบอดคนหนึ่งที่ติดตามข้อมูลข่าวสารจากสื่อโทรทัศน์ เจอช่องว่างแบบนี้ก็รู้สึกคันใจ คันไม้คันมือ และคันปาก อยากถามเขาว่า “ทำไมไม่พูดให้หมดล่ะ” ได้ยินทีไรก็ต้องมีคำถามว่า “คำว่าอะไร” กว่าจะรู้ก็ต่อเมื่อคนที่บ้านอ่านหน้าจอให้ฟัง และได้ยินประโยคนี้เต็มๆ จากการประกาศผู้สนับสนุนรายการบางรายการ

ช่องว่างต่อมาเกิดจากบรรดาตัววิ่งต่างๆ เช่น ตัวหนังสือวิ่งแจ้งรายการ ตัววิ่งพยากรณ์อากาศ (คนตาดีบอก) บางช่องใช้เพลงบรรเลงในขณะขึ้นตัววิ่ง สำหรับดิฉันมันไม่ได้เร้าความสนใจต่อตัววิ่งหรอกค่ะ แต่เร้าความสนใจต่อเพลงมากกว่า (เพลงเพราะดีเนอะ)

ช่องว่างอีกตัวอย่างหนึ่ง ข้อความอีกลักษณะหนึ่งที่ทำให้คันใจ คันไม้คันมือ และคันปากอีกแล้ว มักจะเกิดขึ้นตอนท้ายรายการ ประมาณว่าถ้าท่านผู้ชมต้องการจะติชมรายการ ต้องการจะมีส่วนร่วมกับทางรายการ ต้องการตอบคำถามหรือแสดงความคิดเห็นเพื่อแลกกับของสมนาคุณ หรือสนใจสิ่งที่ทางรายการประชาสัมพันธ์ “กรุณาติดต่อมาได้ตามที่อยู่/หมายเลขโทรศัพท์/sms ที่ขึ้นอยู่หน้าจอ/ที่ขึ้นอยู่ด้านล่างนี้นะคะ” ตลอดจนการขึ้นตัววิ่งรายชื่อผู้โชคดีที่ร่วมสนุก ขอถามคนตาดีด้วยนะคะว่า ข้อมูลที่เขาขึ้นหน้าจอนี้ คุณอ่านกันทันหรือเปล่า และอ่านออกบ้างหรือไม่?

เมื่อก่อนดิฉันไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้หรอกค่ะ ได้ดูละคร ดูหนังจีน หนังฝรั่งที่มีเสียงพากย์ภาษาไทย ฟังเสียงบรรยายจากสารคดี ดูข่าวภาคค่ำ ก็คิดว่าได้อรรถรสเพียงพอแล้ว ไม่มีอุปสรรคสำหรับการเข้าถึงโทรทัศน์ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ก็มีสิ่งที่น่าสังเกตมาสะกิดใจค่ะ

เคยมีคนตาบอดบางคนพูดถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวข้างต้น ถึงขั้นใช้คำว่า “เป็นการเลือกปฏิบัติ” ตอนนั้นดิฉันก็ยังไม่เข้าใจหรอก แต่พอหลังจากได้พบตัวอย่างที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เข้าใจแล้วล่ะ

อย่างไรก็ตาม มีบางหน่วยงานสามารถปิดช่องว่างดังกล่าวได้ เป็นเรื่องที่ควรชื่นชมกันบ้าง ได้แก่การใช้เสียงประกาศแจ้งรายการของช่องเจ็ดสี ล่ามภาษามือของช่องเอ็นบีทีหรือช่อง 11 เดิม แนวทางปฏิบัติเช่นนี้คงเส้นคงวามาตลอด การให้เสียงบรรยายเมื่อแสดงสัญลักษณ์ระดับความเหมาะสมของรายการต่างๆ ว่าเป็นรายการทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัยฯลฯ บางรายการก็มีบทบรรยายภาษาไทย เพื่อโอกาสในการรับชมของผู้พิการทางการได้ยิน นี่แหละคือ ‘สื่อมวลชน’ ดิฉันไม่ได้เรียนจบสายนิเทศศาสตร์ แต่มีความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะผู้บริโภคสื่อ ขอนิยามสั้น ๆ ว่า ‘สื่อมวลชน’ ไม่ว่าจะเป็นสื่อชนิดใดก็ตามคือ สื่อที่เข้าถึงทุกคนและเป็นสื่อที่ทุกคนเข้าถึง


ตีพิมพ์ออนไลน์ครั้งแรก
ทัชชา ปิยวัฒนเมธา
8 ตุลาคม 2552




Follow

Get every new post delivered to your Inbox.