Filed under: - เปิดไฟในโรงฯ, | ภาพยนตร์ | แท็ก: ความผูกพัน, ความรัก, ทรัพย์ทวีแสง, นันทขว้าง, นางไม้, พลอย, รัตนเรือง, วรวิช, วิจารณ์, สิรสุนทร, หมดปัญญา, เป็นเอก, modepanya, nymph, Un Certain Regard

โดย วรวิช ทรัพย์ทวีแสง
หลังจากได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ ‘เป็นเอก รัตนเรือง’ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง ‘นางไม้’ (Nymph) ที่ตีพิมพ์ลง ‘จุดประกาย’ ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 3 กรกฎาคม 2552 โดยมี ‘นันทขว้าง สิรสุนทร’ นักวิจารณ์หนังประจำค่ายเนชั่นและในฐานะเพื่อนคนหนึ่งของเป็นเอกแล้ว ก็ต้องประกาศไว้ก่อนว่า หนังเรื่องนางไม้ที่ฉายทั่วไปนั้นเป็นคนละฉบับกับนางไม้ที่ติดเป็นหนึ่งใน 19 เรื่องของหนังน่าจับตามอง (Un Certain Regard) ของเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งที่ 62 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
จากปากคำของผู้กำกับฯเป็นเอกในบทสัมภาษณ์นั่นเองที่บอกไว้ว่า แท้ที่จริงเขาต้องการให้หนังเป็นอย่างฉบับที่ฉายทั่วไปเพียงฉบับเดียวเท่านั้น ส่วนฉบับที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ยกย่องว่าเป็น ‘หนังที่น่าจับตามอง’ นั้นเป็นฉบับที่เขายังทำไม่เสร็จต่างหาก แม้ตัวหนังจะจบสมบูรณ์แต่เขายังไม่พอใจกับมัน หนังฉบับที่ฉายทั่วไปจึงไม่ได้เรียกว่าฉบับ Director’s Cut (ตัดต่อขึ้นเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มหรือลดเนื้อหาจากต้นฉบับ) ฉะนั้นในบริบทที่พูดถึงความตั้งใจของผู้กำกับฯเป็นเอกแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องกล่าวถึงหนังฉบับที่ไปคานส์อีก
ถ้าเคยดูเรื่อง ‘พลอย’ มาก่อน หรือหากได้ดู ‘นางไม้’ แต่ยังไม่ได้ดู ‘พลอย’ ก็ขอให้ลองหามาดู จะเห็นความคล้ายคลึงในประเด็น ‘ความรักของคนสองคน’ กลายสภาพเป็นเพียง ‘ความผูกพันในสายตาคนรอบข้าง’ ความรู้สึกที่แท้จริงระหว่างทั้งคู่นั้นเป็นเช่นไร จะมีใครรู้ได้นอกจากคนสองคน
โดยทั่วไปเราจะเข้าใจกันว่า ‘ความผูกพัน’ ต่างจาก ‘ความรัก’ โดยสิ้นเชิง เรียกว่าเป็นคนละความรู้สึกกัน หากใช้คำว่า ‘ความผูกพัน’ กับคู่รักใดที่เคยรักกันหวานชื่นดูดดื่ม ก็หมายความว่าคู่รักคู่นั้นอาจกำลังจะเลิกราไม่เหลือ ‘ความรัก’ ให้แก่กันแล้ว เป็นแต่เพียง ‘ความผูกพัน’ ที่รอให้เวลาเจือจางจนไม่เหลือเยื่อใยและขาดกันในที่สุด
จะเป็นด้วยเหตุผลที่ทั้งคู่ใช้ชีวิตคู่มายาวนานกระทั่ง ‘ความรัก’ เลือนหายไป (อย่างกรณี ‘วิทย์’ กับ ‘แดง’ ในเรื่องพลอย) หรือใครคนหนึ่งได้พบคนใหม่ที่ใช่กว่าและถูกใจกว่า (อย่างกรณี ‘นพ’ กับ ‘เมย์’ ในเรื่องนางไม้) ก็ทำให้ผู้คนรอบๆข้างสังเกตเห็นและสัมผัสความจืดจางในรักของทั้งคู่ได้ แต่มันก็เป็นความเข้าใจไปเองของผู้สังเกตที่อยู่รอบๆ และผู้ชมเป็นหนึ่งในคนที่กำลังสังเกตอยู่เช่นกัน จนกระทั่งจบเรื่องทั้ง ‘พลอย’ และ ‘นางไม้’ ได้พาผู้ชมซึ่งอาจไม่เคยมีประสบการณ์ความรักเช่นนี้สามารถรับรู้ความรู้สึกของทั้งคู่ได้ลึกแต่อาจไม่ซึ้ง เพราะมันไม่ใช่อารมณ์ที่จะซาบซึ้งอย่างหนังรักทั่วไป
ใช่, แม้ว่าหนังจะใช้ชื่อ ‘นางไม้’ ซึ่งอาจถูกมองเป็นหนังผีมากกว่าแต่หนังก็ให้ความรักเป็นประเด็นหลักของเรื่อง โดยมีเรื่อง ‘ธรรมชาติถูกกระทำ’ เป็นประเด็นรอง ให้บรรยากาศความลี้ลับเป็นตัวดึงดูดผู้ชมให้ติดตามเรื่องราว ฉายภาพเปรียบเทียบระหว่างเมืองใหญ่ไร้ชีวิตและจำเจ กับ ชีวิตชีวาของป่าที่น่าเกรงขามซึ่งมากด้วยตำนานและเรื่องเล่าลี้ลับ
ในประเด็นรองที่ว่านี้เอง เป็นเอกได้สร้างฉากหนึ่งที่ยั่วความคิดและการตีความ ด้วยการเอาคำว่า ‘ธรรมชาติถูกกระทำ’ มาเล่นคำให้เป็นภาพ โดยใช้ภาพคนกอดต้นไม้บวกอารมณ์และความรู้สึกเพิ่มเข้าไป กลายเป็นฉากที่ให้ความรู้สึกอันหลากหลายได้อย่างไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างจากภาพที่แสนจะธรรมดา
ถ้าหากเปรียบ ‘นางไม้’ เป็นงานเขียนสักชิ้น มันก็จัดคงอยู่ในหมวดของเรื่องสั้น (ขนาดยาว) ด้วยองค์ประกอบที่มีตัวละคร ฉากและเหตุการณ์ในเรื่องไม่มาก ไม่ได้ตัดกลับไปกลับมาอย่างรวดเร็วตามมาตรฐานของภาษาหนัง แต่เน้นที่บรรยากาศของฉากและความรู้สึกของตัวละครมากกว่า นอกจากนั้น ‘นางไม้’ ใช้การเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละครที่ชื่อ ‘เมย์’ เป็นหลัก จึงดูคล้ายกับเรื่องเล่าที่ใช้คำสรรพนาบุรุษที่หนึ่งเป็นตัวเดินเรื่อง (ตัวอย่างเช่น ฉันทำอย่างนั้น ฉันทำอย่างนี้)
แต่ถึงอย่างนั้นเป็นเอกก็ยังเล่นกับความเฉพาะตัวของสื่อที่มีภาพและเสียงอย่างภาพยนตร์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นฉากถ่ายยาว (Long Take) ตอนเปิดเรื่องที่บังคับกล้องให้ลุยป่าในระยะประชิด จากนั้นก็ให้กล้องลอยขึ้นไปถ่ายมุมสูงเก็บภาพมุมกว้าง ต่อด้วยการแทนสายตาผู้ชมเป็นเลนส์กล้องที่วางตะแคงไว้ก่อนที่ ‘นพ’ จะหยิบขึ้นมาประกอบ ตอนที่แทนสายตาผู้ชมเป็นคนที่เดินลาก ‘เมย์’ ออกมาจากป่า หรือแทนสายผู้ชมเป็นต้นไม้ ฯลฯ ซึ่งยิ่งเพิ่มความกดดันให้กับผู้ชม และทำให้สิ่งที่ไร้ตัวตนในหนังก่อเกินตัวตนขึ้นในความนึกคิดของผู้ชม แต่ก็ยังไม่ถึงกับสร้างความหลอนติดตัวผู้ชมกลับไป
‘นางไม้’ ใช้ภาพเป็นวิธีสื่อสารกับผู้ชม แต่ละฉากของ ’นางไม้’ ไม่ต้องการการอธิบายด้วยเหตุผลที่จะปะติดปะต่อเรื่องราวให้สอดคล้องรองรับกับทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อาจเป็นภาพในจินตนาการ ภาพความฝันของตัวละคร หรือเป็นเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง ก็แล้วแต่ผู้ชมจะคิดหนังไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งยิ่งทำให้ส่งผ่านอารมณ์ความรู้สึกไปถึงผู้ชมได้มากขึ้น
หนังใช้บทสนทนาน้อยมาตลอดเรื่อง แต่เมื่อถึงฉากสำคัญของเรื่องเป็นจุดที่บรรจบระหว่างประเด็นหลักและประเด็นรอง หนังสื่ออกมาตรงและทื่อเกินไปรวบรัดข้อความที่จะบอกกับผู้ชมผ่านบทสนทนาของตัวละคร มันจึงทำให้ความคิดและอารมณ์ความรู้สึกที่แล่นไหลของผู้ชมหยุดลงงพร้อมๆกับบทสนทนานั้น เหลือเพียงความฉงนสนเท่ห์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของตัวละครเท่านั้น ทั้งที่จริงควรปล่อยที่ว่างไว้โดยการสื่อด้วยภาพและเสียงอย่างที่หนังทำมาตลอดเรื่อง จะช่วยให้หนังจบอย่างทรงพลังมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ‘นางไม้’ ถือว่าประสบความสำเร็จในการดึงดูดผู้ชมด้วยบรรยากาศความลี้ลับอึมครึมและอึดอัดตลอดเรื่อง ชวนให้ผู้ชมติดตามได้มากกว่า ‘พลอย’ ส่วนในเรื่องการสื่ออารมณ์ของตัวละครไปยังผู้ชมยังคงทำได้ตามมาตรฐานเป็นเอก แต่ตอนจบของ ‘พลอย’ เป็นธรรมชาติและลุ่มลึกกว่า ‘นางไม้’ หลายเท่านัก
Filed under: - ข่าวหนังสือ | แท็ก: 2552, ซีไรต์, ทะเลน้ำนม, ประเทศใต้, ลับแล, วิญญาณที่ถูกเนรเทศ, หมดปัญญา, เงาฝันของผีเสื้อ, แก่งคอย, โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก, โลกใบใหม่ของปอง
7 นวนิยายที่เข้ารอบสุดท้ายรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี 2552
โลกใบใหม่ของปอง
โดย ไชยา วรรณศรี
สำนัำกพิมพ์ วรรณศรี
ประเทศใต้
โดย ชาคริต โภชะเรือง
สำนัำกพิมพ์ ก๊วนปาร์ตี้
ลับแล, แก่งคอย
โดย อุทิศ เหมะมูล
สำนัำกพิมพ์ อมรินทร์
วิญญาณที่ถูกเนรเทศ
โดย วิมล ไทรนิ่มนวล
สำนัำกพิมพ์ สามัญชน
ทะเลน้ำนม
โดย ชัชวาลย์ โคตรสงคราม
สำนัำกพิมพ์ หนังสือแม่น้ำโขง
เงาฝันของผีเสื้อ
โดย เอื้อ อัญชลี
สำนัำกพิมพ์ มติชน
โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก
โดย ฟ้า พูลวรลักษณ์
สำนัำกพิมพ์ ใบไม้สีเขียว


โดย วรวิช ทรัยพ์ทวีแสง
The Fall (2006) ผลงานการกำกับฯ ลำดับที่สองของ ทาร์เซ็ม ซิงห์ ผู้กำกับฯ ชาวอินเดีย ไม่ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจมากไปกว่า The Cell (2000) ผลงานชิ้นแรกของเขาเลย การที่ยังคงใช้ฉากซึ่งเปี่ยมด้วยจินตนาการอันบรรเจิดเลิศล้ำโดยปราศจากชีวิตของตัวละครนั้นไม่ทำให้ผู้ชมร่วมรู้สึกไปกับตัวละครได้อีก
และหากจะเทียบมุมมองและความคิดจากภาพในจินตนาการอันพิสดารเหล่านั้นแล้ว The Cell ยังเหนือกว่าทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์แต่ยังขาดในด้านการส่งอารมณ์ความรู้สึก สิ่งที่ทั้งสองเรื่องมีเหมือนกันก็คือ มีการใช้ศิลปะในแขนงอื่นเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการดำเนินเรื่องและบอกเล่าความรู้สึกเบื้องลึกของตัวละคร เราจะเรียกหนังจำพวกนี้ว่าเป็น ‘หนังอาร์ต’ ได้หรือไม่ ถ้าบอกว่าหนังอาร์ตคือหนังที่บรรจุด้วยศิลปะในหลากหลายแขนงก็อาจจะเรียกได้แบบตามความหมายของคำว่า ‘อาร์ต’ หรือ ‘ศิลปะ’
ฉากเปิดเรื่อง เป็นภาพขาวดำที่ใส่เทคนิคสโลว์โมชั่นเข้าไปคลอด้วยเสียงของเครื่องสายในแบบดนตรีคลาสสิก แต่ละภาพได้ผ่านกระบวณการคิดและจัดวางมาอย่างดี องค์ประกอบและแสงเงางดงามประหนึ่งว่าจัดแสงถ่ายกันในสตูดิโอ แต่ภาพที่นำมาร้อยเรียงกันนี้ไม่ได้ตั้งใจเล่าเรื่องราวให้ผู้ชมรับทราบ และก็ไม่ได้สร้างอารมณ์ความรู้สึกจากภาพเหล่านั้นให้กับผู้ชมเลย นอกจากทำให้ผู้ชมรู้สึกว่ากำลังเดินอย่างลวกๆ ผ่านภาพในนิทรรศการภาพถ่ายขาวดำ แล้วก็ออกจากงานแสดงนั่นไปโดยได้รับเพียงความงุนงงสงสัยว่าเหตุใดช่างภาพจึงนำภาพพวกนั้นออกมาแสดง เพราะภาพอันงดงามเหล่านั้นผ่านสายตาอย่างรวดเร็วเกินไปสำหรับการซึมซาบความงามนั้น
The Fall มีฉากของเรื่องอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เป็นยุคเริ่มต้นของวงการภาพยนตร์ของฮอลิวู้ด เป็นเรื่องราวของ ‘รอย วอลค์เกอร์’ ชายผู้มีอาชีพนักแสดงเสี่ยงตายที่ประสบอุบัติเหตุในการแสดงซึ่งต้องพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ขณะเดียวกันเด็กหญิงที่อยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นนามว่า ‘อเล็กซานเดรีย’ ก็พักรักษาตัวอยู่ด้วย เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อทั้งสองได้ทำความรู้จักกัน
ผู้กำกับฯ ใช้ความใสซื่อของ แคทินกา อันทารู นักแสดงเด็กหญิงที่เพิ่งมีผลงานเป็นครั้งแรก หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกับตัวละครที่ชื่ออเล็กซานเดรียได้อย่างยอดเยี่ยม และได้ใช้เป็นจุดสำคัญในการดำเนินเรื่องไปจนจบด้วย รอยได้ใช้ความสามารถในการเล่าเรื่องอันแสนมหัศจรรย์ดึงความสนใจของอเล็กซานเดรียเพื่อหวังเพียงต้องการให้เด็กหญิงทำบางอย่างที่เขาร้องขอให้เท่านั้น สิ่งที่อเล็กซานเดรียปฏิบัติต่อรอยเป็นการแสดงความรู้สึกที่ดีๆ ต่อเขา นอกเหนือจากนั้นคือความอยากรู้อยากเห็นในแบบเด็กๆ ของเธอ มันทำให้เธอทำอะไรก็ได้เพื่อที่จะได้ฟังเรื่องเล่านั้นจนจบ แม้แต่การแอบเข้าไปขโมยมอร์ฟีนในคลังยามาให้รอย เธอกระทำไปด้วยความใสซื่อของวัยเด็กเพียงเท่านั้น
แต่แล้วผู้เขียนบทก็ทำให้บทต้องด่างพร้อยเพียงเพื่อตั้งใจจะหลอกผู้ชมในฉากที่มีผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาล ตอนที่อเล็กซานเดรียวิ่งออกมาหลังจากเห็นภาพศพที่คลุมไว้ถูกพาออกมาจากตึกฝั่งตรงข้ามโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นศพของใคร ตอนนี้เองที่ผู้เขียนบทได้ทิ้งความใสซื่อของอเล็กซานเดรียไปสิ้น ทำให้ตัวละครที่มีชีวิตที่สุดของเรื่องนี้หมดความน่าเชื่อถือไป กลายเป็นเพียงตัวละครแบนๆ ที่ผู้เขียนบทได้เสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อหลอกล่อผู้ชมให้หลงติดไปกับบรรดาเทคนิคของภาพและการตัดต่ออันหวือหวาดังเช่นในฉากอุบัติเหตุของอเล็กซานเดรียที่คลังยา
ในส่วนของเรื่องเล่าที่อยู่ในจินตนาการของรอยและอเล็กซานเดรีย ก็ได้สร้างความตื่นตาให้กับผู้ชมผ่านวีรกรรมของตัวละครผู้มีความสามารถแตกต่างกันไปทั้งห้าคน ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย สถานที่ในฉาก มุมกล้อง หรือแม้แต่พฤติกรรมของตัวละคร เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ขับเน้นให้เห็นความโดดเด่นฉายออกมาเต็มที่ แต่สิ่งที่ยังขาดก็คือความมีชีวิตของตัวละครอยู่นั่นเอง แม้จะมีการเล่าภูมิหลังของแต่ละตัวละครแต่ก็ไม่ทำให้ผู้ชมนั้นรู้สึกร่วมไปกับเรื่องราวและจินตนาการของรอยได้เลย
องค์ประกอบต่างๆ ใน The Fall ดังกล่าวสามารถเป็นตัวอย่างของศิลปะปลอมแปลงตามความคิดของ ลีโอ ตอลสตอย ในหนังสือ What is art? แปลโดย สิทธิชัย แสงกระจ่าง ซึ่งกล่าวถึงการสร้างศิลปะปลอมแปลงด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
หยิบยืมมา – ในเรื่องเล่าของรอย นักรบทั้งห้าได้ไปเยือนในสถานที่ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นและมีความงดงามและเป็นเอกลักษณ์ภายในตัวเองอยู่แล้ว โดยใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นประกอบกันเพื่อให้ได้ภาพซึ่งมีความงดงามและมีศิลปะแฝงอยู่ เช่นในฉากของศพที่ถูกแขวนอยู่ ฉากหลังนั้นคือจิตรกรรมฝาผนังที่ได้หยิบยืมมาอยู่ในฉาก ภาพที่ออกมาในหนังจัดได้ว่าเป็นศิลปะปลอมแปลง
ลอกเลียนแบบมา – ฉากที่เข้าข่ายวิธีการนี้อย่างเห็นได้ชัดคือ การแนะนำตัวละครที่อยู่ในจินตนาการของทั้งห้าตัวอย่างละเอียดแม้กระทั่งพฤติกรรมการลูบคิ้วของนักรบจากอินเดียเมื่อเกิดความกังวล พร้อมทั้งบรรยายสิ่งที่ตัวละครเหล่านั้นได้ประสบพบมาในชีวิต ตอลสตอยใช้คำว่าลอกเลียนแบบมานั้นหมายถึง ลอกเลียนมาจากสิ่งที่เป็นศิลปะ การอธิบายพฤติกรรมต่างๆ โดยละเอียดนั้นก็เพียงเพราะว่ามันเกิดขึ้นอย่างนั้นในชีวิต ในกรณีทั่วๆ ไปอาจรวมถึงการแช่ภาพนิ่งๆ เป็นเวลายาวนานโดยปล่อยให้สิ่งที่อยู่ในภาพเป็นไปอย่างที่มันเป็นตามธรรมชาติโดยที่ไม่ได้ปะติดปะต่อกับเรื่องราวโดยรวมแต่อย่างใด
ทำให้เด่นขึ้นมา – ตอลสตอยได้ให้คำจำกัดความว่าเป็นงานที่ ‘หวือหวา’ และ ‘ทรงแรงกระทบ’ โดยการนำสิ่งที่ขัดแย้งมาไว้ด้วยกัน The Fall ได้นำความหรูหราอลังการของสิ่งปลูกสร้างรวมไปถึงเครื่องแต่งกายที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใส่ไว้กับความเรียบง่ายของทัศนียภาพที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้นมา
สร้างความน่าสนใจ – ตั้งแต่ฉากเริ่มเรื่องก็ใช้วิธีนี้เพื่อให้ผู้ชมสนใจในตัวหนังด้วยความสงสัยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น หลังจากนั้นหนังก็ตั้งใจเล่าเรื่องอีกเรื่องหนึ่งโดยตั้งใจเผยรายละเอียดของเรื่องราวที่ต่อเนื่องจากฉากแรกนั้นเป็นเพียงเสียงของคนที่หลุดฉากพูดคุยกัน และไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องราวนั้นอีกเลย แต่ที่มีขึ้นก็เพื่อเรียกร้องความสนใจเท่านั้น
ตามแนวความคิดของตอลสตอยนั้นเขาได้พบว่าศิลปะที่แท้จริงนั้นมีอยู่น้อยเต็มที งานที่เราเรียกกันว่า ‘ศิลปะ’ ในยุคนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นศิลปะปลอมแปลงทั้งสิ้น
คำว่า ‘หนังอาร์ต’ ที่เราใช้กัน มันไม่ได้หมายถึงหนังที่บรรจุไว้ด้วยงานศิลปะหลากหลายแขนงและก็ไม่ได้หมายถึงหนังที่มีความเป็นศิลปะสูง เราใช้แทนความหมายของหนังที่เข้าใจได้ยาก เหมือนอย่างที่เราจะทำความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วศิลปะคืออะไร เป็นหนังที่มีความเป็นปัจเจกสูง มีความหลากหลายจึงหาหลักที่จะมากำหนดคุณค่าหรือคุณภาพได้ยาก
คำถามก็คือหนังชนิดใดที่เป็นศิลปะอย่างแท้จริงและเราจะใช้อะไรตัดสินกัน
Filed under: - ตระเวนแกลอรี, | ศิลปะ | แท็ก: ardel, ธวัชชัย, ธวัชชัย พันธุ์สวัสดิ์, ประติมากร, มีชื่อ แต่จำไม่ได้, อาร์เดล, without balancing
ขอแสดงตัวก่อนว่าฉันไม่ได้เรียนจบด้านศิลปะ ไม่ได้มีความรู้มากมายเกี่ยวกับศิลปะ แต่ชอบไปดูผลงานตามแกลอรีหรือนิทรรศการต่างๆ เป็นเพราะความชอบล้วนๆ และอยากจะ ’เล่า’ ในสิ่งที่ฉันพบเห็น รู้สึก และได้เข้าไปสัมผัสในช่วงเวลาสั้นๆ
ล่าสุดฉันไปดูนิทรรศการที่จัดแสดงขึ้น ณ อาร์เดลเธิร์ดเพลส แกลอรี “Without Balancing” หรือชื่อภาษาไทยว่า “มีชื่อ แต่จำไม่ได้” โดย ธวัชชัย พันธุ์สวัสดิ์ ประติมากรไทยและศิลปินอิสระ ทำให้ฉันเดินวนไปวนมาอยู่ครู่ใหญ่ เนื่องจากเกิดคำถามในใจว่า ‘อะไรกันแน่ที่เขาต้องการจะสื่อ’
เพราะภาพที่เห็นคือประติมากรรมไม้ชิ้นบิดเบี้ยวกระจายตัวกันอยู่ และไม่มีชื่อเรียกผลงานใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากป้ายที่เตือนว่า ‘กรุณาอย่านั่ง’ และ ‘กรุณาอย่าจับ’ ดังนั้น ถ้าจะมองกลับไปที่ชื่อนิทรรศการ ความหมายในชื่อภาษาอังกฤษฟังดูเหมาะสมกว่า
ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าของผลงานจำชื่อไม่ได้จริงๆ หรือว่าตั้งใจใช้ชื่อนี้ แต่ในเมื่อไม่มีชื่อ ฉันขอเรียงลำดับจากชิ้นที่เข้าไปดูใกล้ๆ ก่อนก็แล้วกัน เริ่มจากเก้าอี้ผ้าใบตามชายหาดที่วางเรียงกัน มีโต๊ะ และร่มคันใหญ่ประกอบ แต่ผ่านการจัดท่าทางจนเอนเอียงไปในทิศทางเดียวกัน สะดุดตาก็จริง นึกถึงเก้าอี้ตามริมหาดก็จริง…แต่ถ้าให้นั่งจริงก็คงไม่กล้า
เพราะนอกจากองศาที่เอนเอียงแล้ว ที่ผ้าใบยังมีบทเพลงพระราชนิพนธ์ปรากฏอยู่ ตัวหนังสือและตัวโน้ตผ่านการเรียงร้อยอย่างบรรจงบนบรรทัด 5 เส้น จนมีลักษณะเป็นรอยที่ก้ำกึ่งระหว่างการลายมือเขียนกับการปักผ้า ฉันยืนและทิ้งระยะห่างไว้เล็กน้อย ครุ่นคิด ไม่เข้าไปดูให้ใกล้กว่านี้
จะว่าไป…กลุ่มผลงานนี้สอดแทรกสิ่งที่มีชื่อไว้ด้วยนี่นา!
ชื่อเพลง ทำนอง เนื้อเพลง และชื่อผู้ประพันธ์เขียนเป็นภาษาอังกฤษ โดยผ้าใบสองตัวแรกมีทำนองเพลง Falling Rain และ Candlelight Blues ตามลำดับ มีชื่อ H.M. King Bhumibol Adulyadej of Thailand อยู่ด้านบนขวา ส่วนเก้าอี้ตัวที่สามมีทั้งเนื้อร้องและทำนองเพลง What a wonderful world ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง แต่เมื่อสังเกตจากเนื้อเพลงแล้ว จะรู้ว่าเป็นเพลงของหลุยส์ อาร์มสตรอง นักทรัมเป็ตและนักร้องเพลงแจ๊สชาวอเมริกันที่โด่งดังมาก และเป็นหนึ่งในศิลปินที่ในหลวงทรงโปรด
สิ่งที่ฉันรับรู้จากผลงานชิ้นนี้คือ ดนตรีมีความเป็นสากล และสิ่งที่พิเศษสุดของดนตรีที่ศิลปินคัดสรรมาคือ แนวดนตรีและเอกลักษณ์บุคคลที่สื่อถึงแจ๊ส และศิลปินเพลงแจ๊สมักจะถ่ายทอดอารมณ์และจังหวะที่พลิ้วไหว มีลูกเล่น สามารถสร้างสรรค์และสอดแทรกเนื้อหาให้กับเพลงได้อย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งการตัวโน้ตดนตรีแจ๊สได้มาอยู่บนเก้าอี้ชายหาดก็เทียบกับเราได้นั่งฟังเสียงคลื่นลมริมฝั่ง โดยที่เสียงและจังหวะคลื่นกระทบฝั่งอาจจะคล้ายเดิม แต่มีสูงต่ำต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะฟังเสียงคลื่นซัดสาดที่ไหน เราก็รู้ว่าเป็นเสียงคลื่น จะเป็นเสียงอื่นไปไม่ได้ ดนตรีก็เช่นกัน ไม่ว่าจะนำเพลงนั้นๆ ไป Cover หรือเล่นในแนวรูปแบบอื่น เราก็ยังรู้ว่าเพลงนั้นมาจากไหน ใครร้อง และถ้ามีใครเผลอตัวนั่งบนเก้าอี้นี้ นั่นเท่ากับการไม่ใส่ใจอะไรเลย และเป็นปฏิปักษ์กับสิ่งรอบตัวอย่างร้ายกาจ
เก้าอี้ตัวสูงใหญ่ที่อยู่ด้านในก็เช่นกัน ลักษณะคล้ายเก้าอี้เขียนแบบซึ่งผ่านการจัดรูปทรงจนเป็นที่พอใจ แม้ว่าดูมั่นคงเพราะขาเก้าอี้ทั้งสี่จะยืนหยัดอยู่บนพื้น แต่ความโน้มเอียงก็ทำให้คิดต่อไปได้ว่าถ้ามีอะไรไปกระทบแรงๆ กลัวว่าจะล้มได้เหมือนกัน
โต๊ะ – เก้าอี้ – จักรยาน ตัวอื่นๆ แม้ว่าจะผ่านการปรับแต่งให้คดงอหรือเอนเอียงตามทัศนียวิทยาของศิลปินแค่ไหน มนุษย์ก็ยังรับรู้ได้ว่า มันคือโต๊ะ คือเก้าอี้ คือจักรยาน เพียงแต่มีรูปร่างแปลกแปร่งไปจากที่เคยเห็น เป็นอีกมิติที่แฝงความคิดไว้ลึกซึ้ง
ในองค์รวม ธวัชชัยเลือกที่จะล้อเลียนของที่มีมาแต่เดิม ซึ่งการล้อเลียนย่อมต้องทำให้รู้ว่าลักษณะของเดิมเป็นอย่างไร ถ้าจะย้อนถึงพื้นวิชาสถาปัตยกรรมสักหน่อย De-construction Architecture หรือโครงสร้างเเบบล้ม เอียง หรือพัง ก็มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องในการต่อยอดผลงานที่เป็น Contemporary Art ชุดนี้ ซึ่งไม่ได้เน้นที่ความสวยงามมากนัก แต่เน้นที่มีความหมายและความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน
ส่วนการเลือกโต๊ะเก้าอี้ไม้มาเป็นหลักใหญ่ในการสร้างงาน เชื่อว่าสามารถสะท้อนกับความแตกต่างด้านมิติได้เป็นอย่างดี เพราะโต๊ะเก้าอี้ที่ทำจากไม้ มักจะมีลักษณะตั้งฉากและวางขนานไปกับพื้นโลก ในขณะที่ความบิดเบี้ยวเป็นลักษณะของความแปรเปลี่ยนไปจากสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่โดยตั้งใจ อีกนัยหนึ่งอาจตัวแทนของความปรวนแปรบนโลกใบนี้ จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
เพราะงานศิลปะ การชื่นชอบ ชื่นชม เพิกเฉย หรือไม่ใส่ใจ ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลเสมอไป…
และบางครั้งการมีชื่อหรือไม่มีก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็น สำคัญที่ว่าจดจำเนื้อหาของมันได้หรือเปล่า
เขียนและถ่ายภาพโดย ภัชภิชา ฤกษ์สิรินุกูล
————————
นิทรรศการ “มีชื่อ แต่จำไม่ได้”
โดย ธวัชชัย พันธุ์สวัสดิ์
ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – 10 พฤษภาคม 2552
ณ อาร์เดลเธิร์ดเพลส แกลเลอรี (สุขุมวิท 55 ทองหล่อซอย 10)
เปิดทำการทุกวัน เวลา 10.30-20.00 น.
ครั้งล่าสุดกับนิทรรศการแสดงเดี่ยวของ ธวัชชัย พันธุ์สวัสดิ์ ประติมากรไทยผู้เคยได้รับรางวัลระดับประเทศและระดับโลกมาแล้วมากมาย และเป็นหนึ่งในศิลปินไทยที่เข้าร่วมนิทรรศการมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 50 (พ.ศ. 2546) ณ เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี
ร่วมชื่นชมกับผลงานประติมากรรมไม้ในรูปทรงของวัตถุอันเคยคุ้นในชีวิตประจำวัน ที่ถูกถอดความจากมุมมองพลิกผันตามทัศนียวิทยา เพิ่มมิติในระยะทางของการเห็นด้วยความบิดเบี้ยว คดงอ เอียงเอน ก่อเกิดเป็นประติมากรรมที่งดงามและแฝงแนวความคิดลึกซึ้งภายใน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ หอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล
โทร: 02-422-2092, 084-772-2887 แฟกซ์: 02-422-2091
อังคาร-เสาร์ 10.30 – 19.00 น. อาทิตย์ 10.30 – 17.30 น. (ปิดวันจันทร์)
Filed under: - ข่าวหนังสือ | แท็ก: ผลการประกวดรางวัลหนังสือดีเด่นประจำปี 2552
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ประกาศผลรางวัลหนังสือดีเด่น ประจำปี 2552 ซึ่งมีสำนักพิมพ์ หน่วยงาน และผู้สนใจ ร่วมส่งหนังสือเข้าประกวดรวม 405 เรื่อง โดยคณะกรรมการฯ ได้พิจารณาตัดสิน ดังนี้
รางวัลดีเด่นกลุ่มหนังสือสารคดี ได้แก่ “ซ่อนไว้ในสิม ก-ฮ ในชีวิตอีสาน” ของอู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย
รางวัลชมเชย 3 รางวัล
“คนสองแผ่นดิน” ของ รุ่งมณี เมฆโสภณ
“ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น 95 ปี 4เดือน 9วัน พูนศุข พนมยงศ์”
“142วัน 1,800 กม.นิเวศศิลป์ริมโขงของศิลปินนอกคอก” ของพิน สาเสาร์
รางวัลดีเด่นกลุ่ม หนังสือนวนิยาย ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล
รางวัลชมเชย 2 รางวัล
“ฆาตกรรมลวง” ของ ธันวา วงษ์อุบล
“ยิ่งฟ้ามหานที” ของกนกวลี พจนปกรณ์
รางวัลดีเด่นกลุ่มหนังสือกวีนิพนธ์ ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล
รางวัลชมเชย 3 รางวัล
“เดินตามรอย” ของวันเนาว์ ยูเด็น
“นิยายของน้ำหยดหนึ่ง พิราบขาว
“ดอกหญ้า” ของ ชัยพร ศรีโบราณ และ “โลกยนิทาน” ของธีรภัทร เจริญสุข
รางวัลดีเด่นกลุ่มหนังสือรวมเรื่องสั้น ได้แก่ “จากสายน้ำสู่นคร” ของประกาศิต คนไว
รางวัลชมเชย 3 รางวัล
“เด็กทารกแห่งเมืองหมองหม่น” ของอดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์
“เมรุมายา” ของศันสนีย ศีตะปันย์
“รูปรัก” ของวรภ วรภา
รางวัลดีเด่นกลุ่มหนังสือสำหรับเด็ก อายุ 3-5 ปี ได้แก่ “ทายซิ ทายซิ นั่นตัวอะไร” ของตุลย์ สุวรรณกิจ
รางวัลชมเชย 3 รางวัล
“กระจิ๊บกระจ๊อบมองโลก” ของ สมาพร สุขสำอาง
“บึ๊กซ่าขี้โมโห” ของ มณิศา ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา
“แมวหมิวผู้กล้าหาญ” ของ ฉันทนา ยกมาพันธ์
รางวัลดีเด่นกลุ่มหนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6-11 ปี ประเภทหนังสือบันเทิงคดี ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล
รางวัลชมเชย
“สายรุ้งหายไปไหน” ของนวรัตน์ สีหอุไร
รางวัลดีเด่นกลุ่มหนังสือสำหรับเด็ก อายุ 6-11 ปีประเภทหนังสือสารคดี ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับทั้งรางวัลดีเด่นและรางวัลชมเชย
รางวัลดีเด่น กลุ่มหนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี ประเภทหนังสือบันเทิงคดี ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล
รางวัลชมเชย มี 3 รางวัล
“กระท่อมดินทุ่งดาว” ของ พิบูลย์ศักดิ์ ละครพล
“ขวัญสงฆ์” ของ ชมัยภร แสงกระจ่าง
“สายลมกับทุ่งหญ้า” ของ วิเชียร ไชยบัง
รางวัลดีเด่น กลุ่มหนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี ประเภทหนังสือสารคดี ได้แก่ “เงาะป่า : วรรณคดีสัญลักษณ์แห่งรัชสมัย” ของยุพร แสงทักษิณ
รางวัลชมเชย ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับรางวัล
ประเภทหนังสือบทร้อยกรอง ไม่มีหนังสือเรื่องใดสมควรได้รับทั้งรางวัลดีเด่นและรางวัลชมเชย
รางวัลดีเด่น กลุ่มหนังสือการ์ตูน และหรือนิยายภาพ ได้แก่ “มะเขื่องแห่งเมืองโหวกเหวก” ของ อิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์
รางวัลชมเชย 3 รางวัล
“การผจญภัยของสุดสาคร พระอภัยมณี” ของ อัมรินทร์ เดชณรงค์
“บันทึกสี่เท้าจากหัวใจผู้ไร้บ้าน(ฉบับการ์ตูน)” ของชนประเสริฐ คินทรักษ์
“แบนเล็กผจยภัย : ชีวิตชีปะขาวตัวแบนในโลกมหัศจรรย์ใต้สายน้ำ” ของ นิรมล มูนจินดา
รางวัลดีเด่น กลุ่มหนังสือสวยงาม ประเภทหนังสือสวยงามทั่วไป ได้แก่ “สยามรัฐวัฒนา ใต้ฟ้าพระสยามินทร์” ของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง
รางวัลชมเชย 3 รางวัล
“ซ่อนไว้ในสิม ก-อ ในชีวิตอีสาน”
“สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” ของทศพล จังพาณิชย์กุล
“หนังสือชุดเครื่องถ้วยในเมืองไทย 3 เล่ม” ของ ภุชชงค์ จันทวิช
รางวัลดีเด่น กลุ่มหนังสือสวยงาม ประเภทหนังสือสวยงามสำหรับเด็ก ได้แก่ “ที่สุดในโลก” ชองรัตนา คชนาท
รางวัลชมเชย 3 รางวัล
“กระจิ๊บกระจ๊อบมองโลก” ของสมาพร สุขสำอาง
“ช้างเพื่อนกัน” ของธนากร ศรีวิเชียร
“ตลาดน้ำ อ้ำ! อร่อย” ของตุ๊บปอง” นายพนม กล่าว
หนังสือที่ได้รับรางวัลดีเด่น จะได้รับโล่พร้อมเงินรางวัล 30,000 บาท ส่วนรางวัลชมเชยจะได้รับเกียรติบัตรพร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท โดยเข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันเปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 37 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 7 ในวันที่ 26 มี.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

